10 ตุลาคม 2557

พื้นที่ทางการคลังและความยั่งยืนทางการคลังของประเทศไทย

ปัญหาหนี้สาธารณะของหลายประเทศทั่วโลกในปัจจุบันด้เพิ่มความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากวิกฤติการณ์ต่างๆ เช่น วิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 เรื่อยมาจนถึงวิกฤติแฮมเบอเกอร์ และ วิกฤติหนี้สาธารณะในสหภาพยุโรปตลอดจนภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาหนี้สาธารณะเช่นกัน จึงทำให้เกิดกระแสความกังวลและความตื่นตัวเกี่ยวกับการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาความยั่งยืนทางการคลังเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในทางวิชาการก็ได้มีความพยายามในการพัฒนาแนวทางการวิเคราะห์ความยั่งยืนทางการคลังมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษแล้วเช่นกัน กระทั่งปัจจุบันได้มีวิธีวิเคราะห์ฐานะความยั่งยืนทางการคลังที่หลากหลายรูปแบบแตกต่างกันไป
 สำหรับประเทศไทยกระแสความตื่นตัวในเรื่องนี้เริ่มขึ้นครั้งแรกในช่วงวิกฤติปี 2540 เนื่องจากหนี้สาธารณะไทยได้เพิ่มสูงขึ้นจากระดับร้อยละ 15 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเบื้องต้น (GDP) ในปี 2539 ไปเป็นร้อยละ 62 ในปี 2543 ก่อนที่จะค่อยๆปรับตัวลดลงกระทั่ง ณ สิ้นปี 2555 อยู่ที่ระดับร้อยละ 45 ของ GDP  แม้ว่าระดับหนี้สาธารณะของไทยจะยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงนักเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่การดำเนินเศรษฐกิจภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้แรงกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจภายนอกประเทศสามารถส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยและฐานะการคลังของไทยได้โดยง่าย ประกอบกับการดำเนินนโยบายขาดดุลการคลังอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลผนวกกับแผนการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณจำนวนมาก ความเสี่ยงจากนโยบายกึ่งการคลัง (Quasi-Fiscal) และหนี้ที่อาจเกิดขึ้นจากภาระผูกพันทางการคลังต่างๆ (Contingent Liability) ทำให้ประเด็นความยั่งยืนทางการคลังยังคงมีความสำคัญที่จะต้องเฝ้าระวัง
 
 
งานศึกษาของ ดร.นรพัชร์  อัศววัลลภ จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ได้ทำการศึกษาโดยเลือกการวิเคราะห์ความยั่งยืนทางการคลังตามแนวคิด พื้นที่การคลัง (Fiscal Space)โดยตีพิมพ์งานศึกษาดังกล่าวไว้ในวารสาร NIDA Economic Review ฉบับปีที่ 2 ปี พ.ศ.2557 โดยระบุว่า การวิเคราะห์หาพื้นที่การคลังเป็นแนวคิดเพื่อใช้วิเคราะห์ความยั่งยืนทางการคลังโดยใช้ข้อมูลรายปีงบประมาณตั้งแต่ปี 2537 ถึง 2555 โดยมีข้อมูลสำคัญคือ หนี้สาธารณะ และดุลการคลังเบื้องต้นซึ่งเป็นข้อมูลตามระบบ Government Financial Statistics (GFS)
 โดยทั่วไป คำว่าพื้นที่การคลังหรือ Fiscal Space มีความหมายที่หลากหลาย เช่น บางครั้งอาจหมายถึงวงเงินงบประมาณที่กำหนดเผื่อไว้นอกเหนือจากรายจ่ายประจำและลงทุนตามปกติเพื่อที่จะสามารถนำไปจัดสรรใช้ในการดำเนินนโยบายบางประการในอนาคต เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในการศึกษานี้ พื้นที่การคลังหมายถึง ความแตกต่างระหว่างระดับหนี้สาธารณะในปัจจุบันและระดับเพดานหนี้สาธารณะ (Debt Limit) ซึ่งคำนวณขึ้นจากพฤติกรรมการปรับตัวทางการคลังในอดีต ดังนั้น พื้นที่การคลังจึงใช้บ่งบอกถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP โดยอ้างอิงจากแบบแผนพฤติกรรมการตอบสนองของดุลการคลังต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นในอดีต
 ผลการศึกษาพบว่า จากการที่เพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ร้อยละ 60 และดุลยภาพของหนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับร้อยละ 45.3 ทำให้ทราบว่า ฐานะการคลังของไทยในปัจจุบันค่อนข้างมีเสถียรภาพและมีความยั่งยืนเนื่องจากระดับหนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับระดับดุลยภาพทำให้ระดับหนี้สาธารณะของไทยไม่น่าจะเกิดความผันผวนหากไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ (Shock) เกิดขึ้น อีกทั้งยังอยู่ห่างจากระดับที่จะก่อให้เกิดความไม่ยั่งยืนทางการคลังที่ระดับร้อยละ 60 ในขณะที่ กรอบความยั่งยืนทางการคลังของกระทรวงการคลังที่กำหนดไว้ที่ระดับร้อยละ 60 ของ GDP มีความเหมาะสมสอดคล้องกับการศึกษาตามแนวคิดพื้นที่การคลัง ทั้งนี้ ที่ผ่านมาผู้เขียนยังไม่พบว่ามีเอกสารทางวิชาการสนับสนุนการกำหนดกรอบความยั่งยืนทางการคลังในบริบทของไทยที่ระดับร้อยละ 60 มาก่อน
นอกจากการใช้วิธีพื้นที่การคลังในการประเมินความยั่งยืนทางการคลังและความแข็งแกร่งทางการคลังโดยการเปรียบเทียบระหว่างระดับหนี้สาธารณะในปัจจุบันและระดับหนี้สาธารณะดุลภาพกับเพดานหนี้สาธารณะแล้ว การประยุกต์แนวคิดพื้นที่การคลังอย่างง่ายวิธีหนึ่งเพื่อประโยชน์ในการจัดทำงบประมาณประจำปีหรือการบริหารความเสี่ยงทางการคลังเกี่ยวกับการประเมินทิศทางของหนี้สาธารณะ สามารถทำได้อย่างรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องทำการประมาณค่าทางเศรษฐมิติใดๆ ยกตัวอย่างเช่น หากมีนโยบายที่จะรักษาเสถียรภาพของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ระดับหนึ่งๆ เช่น อยู่ที่ระดับร้อยละ 50 ต่อ GDP ภายใต้สมมติฐาน r และ g ที่ใช้ในการศึกษาซึ่งมีความแตกต่างกันอยู่ร้อยละ 3 หากการขาดดุลการคลังเบื้องต้นอยู่ที่ระดับร้อยละ 1.5 (ระดับหนี้เป้าหมายที่ร้อยละ 50 หรือ 0.5 คูณกับส่วนต่างของ r และ g ที่ร้อยละ 3) ของ GDP ก็จะทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP รักษาระดับอยู่ที่ร้อยละ 50 แต่หากการขาดดุลมาก (น้อย) กว่านี้ ก็จะทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้น (ลดลง) เป็นต้น
 อย่างไรก็ตาม หากสมมติฐานต่างๆที่ใช้ในการศึกษาสอดคล้องกับความเป็นจริง ภาพรวมของฐานะการคลังและหนี้สาธารณะปัจจุบันในเชิงปริมาณถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่มีปัญหา ดังนั้น การบริหารนโยบายการคลังควรหันมาให้ความสำคัญในเชิงคุณภาพของการใช้จ่ายเงินและการหารายได้ของรัฐบาลควบคู่ไปด้วย เช่น การจัดหารายได้อย่างเพียงพอและเป็นธรรมโดยยึดหลักการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันและส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม ส่วนในด้านรายจ่ายควรใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพโดยการคัดเลือกนโยบายที่เหมาะสม ควบคุมรายจ่ายประจำที่ไม่จำเป็นและเพิ่มรายจ่ายลงทุนตามลำดับความสำคัญสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน
นอกจากนี้ การรักษาความยั่งยืนทางการคลังของประเทศไม่ควรคำนึงเฉพาะการรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้มีเสถียรภาพเพียงมิติเดียว แต่ควรคำนึงถึงความมีประสิทธิภาพในการบริหารรายได้ รายจ่าย ทรัพย์สิน การพัฒนาบุคลากร ฐานข้อมูล รวมถึงการป้องกันปราบปรามการทุจริตและความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ควบคู่กันไปด้วยจึงจะนำมาสู่ความยั่งยืนทางการคลังอย่างแท้จริง
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมของการศึกษาชิ้นนี้สามารถเข้าไป Download ได้จาก http://www.econ.nida.ac.th/components/com_booklibrary/ebooks/8-2-jul-2557-3.pdf