ปัญหาหนี้สาธารณะของหลายประเทศทั่วโลกในปัจจุบันได้เพิ่มความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากวิกฤติการณ์ต่างๆ
เช่น วิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 เรื่อยมาจนถึงวิกฤติแฮมเบอเกอร์ และ
วิกฤติหนี้สาธารณะในสหภาพยุโรปตลอดจนภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ
ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาหนี้สาธารณะเช่นกัน จึงทำให้เกิดกระแสความกังวลและความตื่นตัวเกี่ยวกับการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาความยั่งยืนทางการคลังเพิ่มมากขึ้น
ซึ่งในทางวิชาการก็ได้มีความพยายามในการพัฒนาแนวทางการวิเคราะห์ความยั่งยืนทางการคลังมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษแล้วเช่นกัน
กระทั่งปัจจุบันได้มีวิธีวิเคราะห์ฐานะความยั่งยืนทางการคลังที่หลากหลายรูปแบบแตกต่างกันไป
สำหรับประเทศไทยกระแสความตื่นตัวในเรื่องนี้เริ่มขึ้นครั้งแรกในช่วงวิกฤติปี
2540 เนื่องจากหนี้สาธารณะไทยได้เพิ่มสูงขึ้นจากระดับร้อยละ 15 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเบื้องต้น (GDP) ในปี 2539 ไปเป็นร้อยละ 62
ในปี 2543 ก่อนที่จะค่อยๆปรับตัวลดลงกระทั่ง ณ สิ้นปี 2555 อยู่ที่ระดับร้อยละ 45
ของ GDP
แม้ว่าระดับหนี้สาธารณะของไทยจะยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงนักเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ
แต่การดำเนินเศรษฐกิจภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้แรงกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจภายนอกประเทศสามารถส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยและฐานะการคลังของไทยได้โดยง่าย
ประกอบกับการดำเนินนโยบายขาดดุลการคลังอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลผนวกกับแผนการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณจำนวนมาก
ความเสี่ยงจากนโยบายกึ่งการคลัง (Quasi-Fiscal) และหนี้ที่อาจเกิดขึ้นจากภาระผูกพันทางการคลังต่างๆ
(Contingent
Liability)
ทำให้ประเด็นความยั่งยืนทางการคลังยังคงมีความสำคัญที่จะต้องเฝ้าระวัง

งานศึกษาของ ดร.นรพัชร์ อัศววัลลภ จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง
ได้ทำการศึกษาโดยเลือกการวิเคราะห์ความยั่งยืนทางการคลังตามแนวคิด
“พื้นที่การคลัง
(Fiscal
Space)”
โดยตีพิมพ์งานศึกษาดังกล่าวไว้ในวารสาร
NIDA Economic Review ฉบับปีที่ 2
ปี พ.ศ.2557 โดยระบุว่า การวิเคราะห์หาพื้นที่การคลังเป็นแนวคิดเพื่อใช้วิเคราะห์ความยั่งยืนทางการคลังโดยใช้ข้อมูลรายปีงบประมาณตั้งแต่ปี 2537 ถึง 2555 โดยมีข้อมูลสำคัญคือ หนี้สาธารณะ และดุลการคลังเบื้องต้นซึ่งเป็นข้อมูลตามระบบ Government
Financial Statistics (GFS)
โดยทั่วไป
คำว่าพื้นที่การคลังหรือ Fiscal Space มีความหมายที่หลากหลาย
เช่น
บางครั้งอาจหมายถึงวงเงินงบประมาณที่กำหนดเผื่อไว้นอกเหนือจากรายจ่ายประจำและลงทุนตามปกติเพื่อที่จะสามารถนำไปจัดสรรใช้ในการดำเนินนโยบายบางประการในอนาคต
เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในการศึกษานี้ พื้นที่การคลังหมายถึง
ความแตกต่างระหว่างระดับหนี้สาธารณะในปัจจุบันและระดับเพดานหนี้สาธารณะ (Debt
Limit)
ซึ่งคำนวณขึ้นจากพฤติกรรมการปรับตัวทางการคลังในอดีต ดังนั้น
พื้นที่การคลังจึงใช้บ่งบอกถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP
โดยอ้างอิงจากแบบแผนพฤติกรรมการตอบสนองของดุลการคลังต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นในอดีต
ผลการศึกษาพบว่า จากการที่เพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ร้อยละ 60
และดุลยภาพของหนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับร้อยละ 45.3 ทำให้ทราบว่า ฐานะการคลังของไทยในปัจจุบันค่อนข้างมีเสถียรภาพและมีความยั่งยืนเนื่องจากระดับหนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับระดับดุลยภาพทำให้ระดับหนี้สาธารณะของไทยไม่น่าจะเกิดความผันผวนหากไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ
(Shock) เกิดขึ้น
อีกทั้งยังอยู่ห่างจากระดับที่จะก่อให้เกิดความไม่ยั่งยืนทางการคลังที่ระดับร้อยละ
60 ในขณะที่ กรอบความยั่งยืนทางการคลังของกระทรวงการคลังที่กำหนดไว้ที่ระดับร้อยละ 60 ของ GDP มีความเหมาะสมสอดคล้องกับการศึกษาตามแนวคิดพื้นที่การคลัง ทั้งนี้
ที่ผ่านมาผู้เขียนยังไม่พบว่ามีเอกสารทางวิชาการสนับสนุนการกำหนดกรอบความยั่งยืนทางการคลังในบริบทของไทยที่ระดับร้อยละ
60 มาก่อน
นอกจากการใช้วิธีพื้นที่การคลังในการประเมินความยั่งยืนทางการคลังและความแข็งแกร่งทางการคลังโดยการเปรียบเทียบระหว่างระดับหนี้สาธารณะในปัจจุบันและระดับหนี้สาธารณะดุลภาพกับเพดานหนี้สาธารณะแล้ว
การประยุกต์แนวคิดพื้นที่การคลังอย่างง่ายวิธีหนึ่งเพื่อประโยชน์ในการจัดทำงบประมาณประจำปีหรือการบริหารความเสี่ยงทางการคลังเกี่ยวกับการประเมินทิศทางของหนี้สาธารณะ
สามารถทำได้อย่างรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องทำการประมาณค่าทางเศรษฐมิติใดๆ
ยกตัวอย่างเช่น หากมีนโยบายที่จะรักษาเสถียรภาพของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP
ที่ระดับหนึ่งๆ
เช่น อยู่ที่ระดับร้อยละ 50 ต่อ GDP ภายใต้สมมติฐาน r
และ
g
ที่ใช้ในการศึกษาซึ่งมีความแตกต่างกันอยู่ร้อยละ
3 หากการขาดดุลการคลังเบื้องต้นอยู่ที่ระดับร้อยละ 1.5 (ระดับหนี้เป้าหมายที่ร้อยละ
50 หรือ 0.5 คูณกับส่วนต่างของ r และ g ที่ร้อยละ
3) ของ GDP
ก็จะทำให้หนี้สาธารณะต่อ
GDP
รักษาระดับอยู่ที่ร้อยละ
50 แต่หากการขาดดุลมาก (น้อย) กว่านี้ ก็จะทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP
เพิ่มขึ้น
(ลดลง) เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม
หากสมมติฐานต่างๆที่ใช้ในการศึกษาสอดคล้องกับความเป็นจริง
ภาพรวมของฐานะการคลังและหนี้สาธารณะปัจจุบันในเชิงปริมาณถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่มีปัญหา
ดังนั้น การบริหารนโยบายการคลังควรหันมาให้ความสำคัญในเชิงคุณภาพของการใช้จ่ายเงินและการหารายได้ของรัฐบาลควบคู่ไปด้วย
เช่น
การจัดหารายได้อย่างเพียงพอและเป็นธรรมโดยยึดหลักการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันและส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม
ส่วนในด้านรายจ่ายควรใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพโดยการคัดเลือกนโยบายที่เหมาะสม
ควบคุมรายจ่ายประจำที่ไม่จำเป็นและเพิ่มรายจ่ายลงทุนตามลำดับความสำคัญสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน
นอกจากนี้
การรักษาความยั่งยืนทางการคลังของประเทศไม่ควรคำนึงเฉพาะการรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ
GDP
ให้มีเสถียรภาพเพียงมิติเดียว
แต่ควรคำนึงถึงความมีประสิทธิภาพในการบริหารรายได้ รายจ่าย ทรัพย์สิน
การพัฒนาบุคลากร ฐานข้อมูล
รวมถึงการป้องกันปราบปรามการทุจริตและความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ
ควบคู่กันไปด้วยจึงจะนำมาสู่ความยั่งยืนทางการคลังอย่างแท้จริง
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมของการศึกษาชิ้นนี้สามารถเข้าไป
Download ได้จาก http://www.econ.nida.ac.th/components/com_booklibrary/ebooks/8-2-jul-2557-3.pdf