นอกจากวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาแล้ว
รัฐบาลยังได้ประกาศเพิ่มวันหยุดให้กับประชาชนอีก 1 วันในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม จึงส่งผลให้
(ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้) พนักงานเอกชนจะมีวันหยุดติดต่อกันอีก 5 วัน
ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม (วันแรงงาน) จนไปถึงวันที่ 5 พฤษภาคม (วันฉัตรมงคล)
นั่นแสดงว่าในอีกไม่กี่วันนี้
เราจะมีอีกหนึ่งโอกาสที่จะใช้วันหยุดยาวไปกับการท่องเที่ยวในที่ต่างๆ หรือ
พักผ่อนอยู่กับบ้าน
งานวิจัยจำนวนมาก
(ซึ่งโดยส่วนใหญ่ทำในต่างประเทศ) พบว่า "การเพิ่มวันหยุดให้กับพนักงาน
จะส่งผลทำให้ผลิตภาพในการทำงาน (Labor Productivity)
เพิ่มสูงขึ้น และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ"
งานวิจัยส่วนใหญ่เหล่านั้นจะทำในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีวันหยุดน้อยที่สุดประเทศหนึ่งของโลก
(ซึ่งมีวันหยุดเพียงแค่ 10 วันต่อปี) และเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศเดียวที่ไม่มีกฎหมายกำหนดวันหยุดประจำปีขั้นต่ำ
(Federal Mandate for a
Minimum Number of Vacation Days) โดยถ้าเปรียบเทียบจำนวนวันหยุดประจำปีและจำนวนวันลาพักร้อน
ของพนักงานสหรัฐอเมริกากับวันหยุดประจำปีและจำนวนวันลาพักร้อนในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก
(สเปนและเยอรมนี 34 วัน, ฝรั่งเศสและอิตาลี 31 วัน, เบลเยี่ยม 30 วัน) แล้ว จะเห็นได้ว่า
พนักงานอเมริกาจะทำงานหนักกว่า (หรือใช้วันหยุดน้อยกว่า)
พนักงานในประเทศยุโรปตะวันตกเป็นอย่างมาก
ในขณะที่ผลิตภาพแรงงานของประเทศอเมริกากลับมีค่าที่ต่ำกว่าผลิตภาพแรงงานของยุโรปเป็นอย่างมาก
ผลที่พบนี้แสดงให้เห็นว่า การทำงานหนัก (หรือการไม่ได้ใช้วันลาพักร้อน)
กลับไม่ได้ส่งผลทำให้ผลิตภาพในการทำงาน (Labor Productivity) เพิ่มขึ้นแต่อย่างไร แต่ตรงกันข้าม การทำงานหนักอาจนำมาสู่ความเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น
สุขภาพกายที่เสื่อมโทรม หมดไฟในการทำงาน (Burn-Out) และส่งผลต่อการลาออกของพนักงาน
อันอาจส่งผลต่อการลดลงของผลิตภาพแรงงานโดยรวมได้
จากการสำรวจพนักงาน
971 คนโดย US Travel Association พบว่า ถึงแม้ว่าผู้บริหารของบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกาจะเข้าใจว่าการให้พนักงานได้ลาพักร้อนจะส่งผลบวกในการทำงานก็ตาม
แต่ปรากฏว่าตัวพนักงานเองก็ไม่ได้เห็นความสำคัญในการใช้วันลาเท่าใดนัก โดยจากตัวเลขในปี
ค.ศ.2013 โดยเฉลี่ยพนักงาน 1 คนในอเมริกากลับมีวันลาเหลือถึง 3.2 วัน (หรือคิดเป็น
429 ล้านคนวัน) โดยประมาณร้อยละ 25 ของพนักงานไม่ได้มีการใช้วันลาแม้แต่วันเดียว โดยการศึกษาพบว่า
พนักงานชายที่ไม่ได้มีการลาพักร้อนเป็นประจำจะมีโอกาสในการเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ
32 และในขณะที่พนักงานหญิง (ที่ไม่ได้มีการลาพักร้อน) จะมีโอกาสในการเกิดโรคหัวใจสูงกว่าพนักงานชายคือประมาณร้อยละ
50
ในขณะที่ผลได้ในทางอ้อมอื่นๆ
พบว่า การลาพักร้อนจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว สร้างโอกาสให้คนได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ
เพิ่มขึ้นจากการเดินทาง (หรือที่เรียกว่า Stranger
on the Train Effect) ในด้านขององค์กร
การให้พนักงานลาพักร้อนนานขึ้นจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน ช่วยในการคงอยู่ของพนักงาน
(Retention) อันส่งผลต่อการเพิ่มศักยภาพขององค์กร
ในด้านผลได้ทางเศรษฐกิจพบว่า
ถ้าพนักงานใช้วันหยุดทั้งหมดที่เหลืออยู่ในการลาพักร้อนจะส่งผลผลต่อการเพิ่มยอดขายโดยรวม
(Total
Sales Revenue) ประมาณ 160 พันล้านเหรียญ
และเพิ่มรายได้ในการจัดเก็บภาษีประมาณ 21 พันล้านเหรียญ
งานวิจัยที่น่าสนใจอีกชิ้นของ Stephen
Bezruchka จาก University of Washington ได้ศึกษาในช่วงเศรษฐกิจถดถอย
(Economic Recession) ครั้งล่าสุดในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งส่งผลทำให้อัตราการว่างงาน
(Unemployment Rate) ในประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่มสูงขึ้น
ผลที่ได้พบว่า อัตราการว่างงานที่สูงขึ้นนี้กลับส่งผลต่อสุขภาพพลามัยที่ดีขึ้นของคนอเมริกาเนื่องจาก
พนักงงานที่ตกงานจะมีโอกาสในการพักผ่อนนอนหลับที่นานขึ้น
มีโอกาสในการรับประทานอาหารที่ทำเองในครอบครัวมากขึ้น (และลดการทานอาหารนอกบ้านลง)
มีเวลาได้ออกกำลังกายมากขึ้น และได้มีโอกาสในการใช้เวลากับครอบครัว
นอกจากนี้
งานศึกษาทางด้านสมองได้อธิบายว่า โดยทั่วไปแล้ว
สมองเป็นอวัยวะที่ต้องการพลังงานมากทีสุดเมื่อเปรียบเทียบกับอวัยวะอื่นๆ
(มากกว่าประมาณร้อยละ 20) สมองเป็นอวัยวะที่ไม่เคยได้รับการพักผ่อน
(โดยช่วงเวลาเดียวที่สมองจะได้รับการพักผ่อนก็คือเมื่อบุคคลนั้นเสียชีวิต) ดังนั้น
การลดความเครียดของสมองที่เกิดจากการทำงานโดยการใช้เวลาไปพักร้อนจึงเป็นสิ่งจำเป็น
การพักร้อนจะช่วยเพิ่มไฟในการทำงานใหม่ๆ
อันทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ นอกจากนี้ความเครียดที่ลดลงยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายทางด้านค่ารักษาสุขภาพได้อีกด้วย
ดังนั้น
ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีวันหยุดประจำปี (Annual Paid
Vacation) โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 13 วันต่อปีก็ตาม
แต่จำนวนวันดังกล่าวก็ยังถือว่าน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของจำนวนวันหยุดและวันลาพักร้อนของประเทศอื่นๆ ดังนั้นการเปิดกำหนดให้มีการลาพักร้อนมากขึ้นนี้จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มผลิตภาพแรงงานของประเทศ
และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่มีระดับการพัฒนาพอที่จะสามารถกำหนดกฎหมายให้เกิดการลาพักร้อนขั้นต่ำเหมือนกับประเทศอื่นๆ
ที่พัฒนาแล้วก็ตาม แต่อย่างน้อยการได้หยุดยาว 4-5 วันบ้างปีละ 2-3
ครั้งก็ยังเป็นขวัญและกำลังใจที่สำคัญต่อการทำงาน
ดังนั้นหยุดทำงานบ้างเถอะครับ
(บอกตัวเองไปด้วย) เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณและครอบครัว
