27 เมษายน 2558

เพิ่มวันหยุด....เพิ่มผลิตภาพ

นอกจากวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาแล้ว รัฐบาลยังได้ประกาศเพิ่มวันหยุดให้กับประชาชนอีก 1 วันในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม จึงส่งผลให้ (ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้) พนักงานเอกชนจะมีวันหยุดติดต่อกันอีก 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม (วันแรงงาน) จนไปถึงวันที่ 5 พฤษภาคม (วันฉัตรมงคล) นั่นแสดงว่าในอีกไม่กี่วันนี้ เราจะมีอีกหนึ่งโอกาสที่จะใช้วันหยุดยาวไปกับการท่องเที่ยวในที่ต่างๆ หรือ พักผ่อนอยู่กับบ้าน

งานวิจัยจำนวนมาก (ซึ่งโดยส่วนใหญ่ทำในต่างประเทศ) พบว่า "การเพิ่มวันหยุดให้กับพนักงาน จะส่งผลทำให้ผลิตภาพในการทำงาน (Labor Productivity) เพิ่มสูงขึ้น และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ" งานวิจัยส่วนใหญ่เหล่านั้นจะทำในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีวันหยุดน้อยที่สุดประเทศหนึ่งของโลก (ซึ่งมีวันหยุดเพียงแค่ 10 วันต่อปี) และเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศเดียวที่ไม่มีกฎหมายกำหนดวันหยุดประจำปีขั้นต่ำ (Federal Mandate for a Minimum Number of Vacation Days)  โดยถ้าเปรียบเทียบจำนวนวันหยุดประจำปีและจำนวนวันลาพักร้อน ของพนักงานสหรัฐอเมริกากับวันหยุดประจำปีและจำนวนวันลาพักร้อนในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก (สเปนและเยอรมนี 34 วัน, ฝรั่งเศสและอิตาลี 31 วัน, เบลเยี่ยม 30 วัน) แล้ว จะเห็นได้ว่า พนักงานอเมริกาจะทำงานหนักกว่า (หรือใช้วันหยุดน้อยกว่า) พนักงานในประเทศยุโรปตะวันตกเป็นอย่างมาก ในขณะที่ผลิตภาพแรงงานของประเทศอเมริกากลับมีค่าที่ต่ำกว่าผลิตภาพแรงงานของยุโรปเป็นอย่างมาก ผลที่พบนี้แสดงให้เห็นว่า การทำงานหนัก (หรือการไม่ได้ใช้วันลาพักร้อน) กลับไม่ได้ส่งผลทำให้ผลิตภาพในการทำงาน (Labor Productivity) เพิ่มขึ้นแต่อย่างไร แต่ตรงกันข้าม การทำงานหนักอาจนำมาสู่ความเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น สุขภาพกายที่เสื่อมโทรม หมดไฟในการทำงาน (Burn-Out) และส่งผลต่อการลาออกของพนักงาน อันอาจส่งผลต่อการลดลงของผลิตภาพแรงงานโดยรวมได้



จากการสำรวจพนักงาน 971 คนโดย US Travel Association พบว่า ถึงแม้ว่าผู้บริหารของบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกาจะเข้าใจว่าการให้พนักงานได้ลาพักร้อนจะส่งผลบวกในการทำงานก็ตาม แต่ปรากฏว่าตัวพนักงานเองก็ไม่ได้เห็นความสำคัญในการใช้วันลาเท่าใดนัก โดยจากตัวเลขในปี ค.ศ.2013 โดยเฉลี่ยพนักงาน 1 คนในอเมริกากลับมีวันลาเหลือถึง 3.2 วัน (หรือคิดเป็น 429 ล้านคนวัน) โดยประมาณร้อยละ 25 ของพนักงานไม่ได้มีการใช้วันลาแม้แต่วันเดียว โดยการศึกษาพบว่า พนักงานชายที่ไม่ได้มีการลาพักร้อนเป็นประจำจะมีโอกาสในการเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 32 และในขณะที่พนักงานหญิง (ที่ไม่ได้มีการลาพักร้อน) จะมีโอกาสในการเกิดโรคหัวใจสูงกว่าพนักงานชายคือประมาณร้อยละ 50   

ในขณะที่ผลได้ในทางอ้อมอื่นๆ พบว่า การลาพักร้อนจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว  สร้างโอกาสให้คนได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ เพิ่มขึ้นจากการเดินทาง (หรือที่เรียกว่า Stranger on the Train Effect) ในด้านขององค์กร การให้พนักงานลาพักร้อนนานขึ้นจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน ช่วยในการคงอยู่ของพนักงาน (Retention) อันส่งผลต่อการเพิ่มศักยภาพขององค์กร

ในด้านผลได้ทางเศรษฐกิจพบว่า ถ้าพนักงานใช้วันหยุดทั้งหมดที่เหลืออยู่ในการลาพักร้อนจะส่งผลผลต่อการเพิ่มยอดขายโดยรวม (Total Sales Revenue) ประมาณ 160 พันล้านเหรียญ และเพิ่มรายได้ในการจัดเก็บภาษีประมาณ 21 พันล้านเหรียญ
งานวิจัยที่น่าสนใจอีกชิ้นของ Stephen Bezruchka จาก University of Washington ได้ศึกษาในช่วงเศรษฐกิจถดถอย (Economic Recession) ครั้งล่าสุดในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งส่งผลทำให้อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ในประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่มสูงขึ้น ผลที่ได้พบว่า อัตราการว่างงานที่สูงขึ้นนี้กลับส่งผลต่อสุขภาพพลามัยที่ดีขึ้นของคนอเมริกาเนื่องจาก พนักงงานที่ตกงานจะมีโอกาสในการพักผ่อนนอนหลับที่นานขึ้น มีโอกาสในการรับประทานอาหารที่ทำเองในครอบครัวมากขึ้น (และลดการทานอาหารนอกบ้านลง) มีเวลาได้ออกกำลังกายมากขึ้น และได้มีโอกาสในการใช้เวลากับครอบครัว 

นอกจากนี้ งานศึกษาทางด้านสมองได้อธิบายว่า โดยทั่วไปแล้ว สมองเป็นอวัยวะที่ต้องการพลังงานมากทีสุดเมื่อเปรียบเทียบกับอวัยวะอื่นๆ (มากกว่าประมาณร้อยละ 20) สมองเป็นอวัยวะที่ไม่เคยได้รับการพักผ่อน (โดยช่วงเวลาเดียวที่สมองจะได้รับการพักผ่อนก็คือเมื่อบุคคลนั้นเสียชีวิต) ดังนั้น การลดความเครียดของสมองที่เกิดจากการทำงานโดยการใช้เวลาไปพักร้อนจึงเป็นสิ่งจำเป็น  การพักร้อนจะช่วยเพิ่มไฟในการทำงานใหม่ๆ อันทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ นอกจากนี้ความเครียดที่ลดลงยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายทางด้านค่ารักษาสุขภาพได้อีกด้วย

ดังนั้น ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีวันหยุดประจำปี (Annual Paid Vacation) โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 13 วันต่อปีก็ตาม แต่จำนวนวันดังกล่าวก็ยังถือว่าน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของจำนวนวันหยุดและวันลาพักร้อนของประเทศอื่นๆ   ดังนั้นการเปิดกำหนดให้มีการลาพักร้อนมากขึ้นนี้จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มผลิตภาพแรงงานของประเทศ และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่มีระดับการพัฒนาพอที่จะสามารถกำหนดกฎหมายให้เกิดการลาพักร้อนขั้นต่ำเหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้วก็ตาม แต่อย่างน้อยการได้หยุดยาว 4-5 วันบ้างปีละ 2-3 ครั้งก็ยังเป็นขวัญและกำลังใจที่สำคัญต่อการทำงาน


ดังนั้นหยุดทำงานบ้างเถอะครับ (บอกตัวเองไปด้วย) เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณและครอบครัว