การหลุดพ้นออกจากกับดักรายได้ปานกลางของประเทศไทยเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้โดยง่าย
เนื่องจากการหลุดพ้นจากสภาวะนี้จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์และนโยบายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศซึ่งหลายๆ
ประเทศที่กำลังพัฒนาได้ดำเนินการอยู่ โดยจะต้องมีการปรับปรุงและกำกับนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนเพื่อให้ประเทศสามารถใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้
ข้อจำกัดทางด้านทรัพยากรส่งผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการพึ่งพาการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
จากแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ หรือจากความได้เปรียบทางท้องถิ่น มีแนวโน้มที่จะค่อยๆ
ลดบทบาทความสำคัญลงไป
แนวทางการพัฒนาที่จะทำให้ประเทศสามารถหลุดออกจากกับดับรายได้ปานกลางที่สำคัญในระยะต่อไปได้แก่
การสนับสนุนให้เกิดการลงทุนเพื่อสร้างและสะสมสต็อกทุนมนุษย์ (Human
capital accumulation) ภายในประเทศ ทั้งนี้ ทุนมนุษย์ ประกอบด้วย ความรู้
ทักษะหรือความชำนาญ ความสามารถและประสบการณ์
จากข้อมูลและเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นจึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทุนมนุษย์เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาทางด้านการศึกษาซึ่งถือเป็นแนวทางที่จะสร้างสต็อกทุนของมนุษย์และสามารถทำให้ประชากรในประเทศได้เรียนรู้
มีความรู้ความชำนาญทางเทคโนโลยี รวมทั้งการได้ใช้และได้มาซึ่งเทคโนโลยี
การพัฒนาด้านการศึกษานับว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากสำหรับประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีอัตราการขยายตัวของประชากรในระดับสูง
เนื่องจากประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำเป็นจำนวนมากไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีอยู่ในประเทศอื่นๆ
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในขณะที่ประเทศที่มีประชากรที่ได้รับการศึกษาสูงเป็นจำนวนมาก
จะส่งผลให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพคุณภาพของคนหรือทุนมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนโดยก่อให้เกิดการพัฒนาทางเทคโนโลยี
การลงทุนทางกายภาพและช่วยเพิ่มผลิตภาพการผลิตของประเทศ
ดังนั้น
ความท้าทายของประเทศไทยในการหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางคือการสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ประโยชน์จากสต็อกทุนมนุษย์เพื่อที่จะสนับสนุนการพัฒนาทางเทคโนโลยีให้มีความก้าวหน้าและดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ดี การศึกษาแบบจำลองการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ผ่านมา
ยังไม่ได้วิเคราะห์ผลกระทบของสต็อกทุนมนุษย์ต่อการเติบโตของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบของสต็อกทุนมนุษย์ของประเทศไทยเพื่อส่งผลให้ระดับรายได้ของประเทศสูงขึ้นให้สามารถหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลางและมีรายได้ที่สูงเทียบเท่าประเทศพัฒนาแล้ว
ประเด็นวิจัยดังกล่าวจะมีความสำคัญกับประเทศไทยในอนาคตเนื่องจากประเทศไทยกำลังใช้ความพยายามอย่างมากในการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อก้าวไปสู่ระดับรายได้ที่สูงยิ่งขึ้น
งานวิจัยของ
ดร.นิพิฐ วงศ์ปัญญา จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พัฒนาแบบจำลองเพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์และผลกระทบของการสร้างสต็อกทุนมนุษย์
นวัตกรรมทางเทคโนโลยี ต่อระดับรายได้ของประเทศ โดยใช้วิธีวิธีดุลยภาพทั่วไปที่เป็นพลวัต
(Dynamic
stochastic general equilibrium) ซึ่งแบบจำลองที่ใช้ในการศึกษาคือแบบจำลองการเติบโตที่เกิดจากภายใน
(The endogenous growth model) โดยแบบจำลองที่ได้ถูกปรับเทียบ (Calibration) กับข้อมูลของประเทศไทยช่วงปี
2548-2555 การวิเคราะห์แบบจำลองทางเศรษฐกิจมุ่งเน้นไปที่ช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transitional
dynamic) ของ ผลการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้สำหรับเศรษฐกิจไทยที่จะหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง
โดยการเพิ่มตัวรบกวนทั้งภาคการผลิตสินค้าสุดท้ายและภาคการศึกษา ขนาด 3
เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 60 ไตรมาส ทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นออกจากกับดับรายได้ปานกลางใน
16 ปีหรือประมาณ 64 ไตรมาส แบบจำลองคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวในไตรมาสแรกในอัตราร้อยละ
0.008 หรือร้อยละ 3.2 ต่อปี และการขยายตัวของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั้งถึงร้อยละ 0.027 ต่อไตรมาสหรือ ร้อยละ 10 ต่อปีในไตรมาสที่ 60
จากนั้นการขยายตัวของเศรษฐกิจลดลงมาอย่างรวดเร็วและค่อยลดลงสู่อัตราที่คงที่ภายหลังจากไตรมาสที่
80
ผลที่ได้จากการศึกษาโดยใช้แบบจำลองการเติบโตที่เกิดจากภายในที่สร้างขึ้นโดยวิธีดุลยภาพทั่วไปที่เป็นพลวัตสะท้อนให้เห็นว่าการที่ประเทศไทยจะสามารถเพิ่มระดับรายได้ของประชากรเพื่อให้หลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลางได้นั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างและเพิ่มการสะสมสต็อกทุนมนุษย์โดยอาศัยการลงทุนทางการศึกษาทั้งจากภาครัฐและเอกชน
เพื่อสนับสนุนและรองรับการวิจัยและพัฒนาทางเทคโนโลยีให้มีความก้าวหน้าและดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพดังนั้น
ในการวางแผนนโยบายที่สำคัญที่ประเทศไทยจะต้องให้ความสำคัญมากเป็นลำดับแรก ได้แก่
การลงทุนงบประมาณด้านการศึกษา ซึ่งไม่เพียงแต่สนับสนุนในแง่การเพิ่มปริมาณการศึกษา
แต่จำเป็นต้องสนับสนุนคุณภาพทางการศึกษาให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้นมากกว่าที่ผ่านมา
เนื่องจากข้อมูลชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยมีอัตราการเข้าเรียนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี พบว่ายังมีสัดส่วนอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศ
โดยเฉพาะอัตราการเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา
และยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายของประเทศที่กำหนดไว้ให้ประชากรอายุ 12-14
ปีต้องจบการศึกษาภาคบังคับ
ในส่วนของคุณภาพการศึกษาจากการประเมินผลโดยเปรียบเทียบกับนานาชาติก็เป็นที่ชัดเจนว่าประเทศไทยยังมีคุณภาพการศึกษาที่ต่ำมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ดังนั้น
ในงบประมาณด้านการศึกษาจึงควรต้องเน้นการส่งเสริมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ทั้งนี้ การพัฒนาด้านการศึกษาไม่เพียงแต่การให้ความสำคัญต่อการศึกษาสายสามัญในระบบ
แต่ควรจะต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาในสายอาชีพหรือการอาชีวศึกษา
และการศึกษานอกระบบด้วย เพื่อให้นักเรียนมีทางเลือกและสามารถต่อยอดองค์ความรู้
เพื่อพัฒนาเป็นแรงงานที่มีทักษะฝีมือและศักยภาพเพิ่มขึ้น
และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน
นอกจากนี้
ยังควรให้ความสำคัญกับนโยบายการพัฒนาทักษะฝีมือคุณภาพแรงงาน
และการสนับสนุนลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาของประเทศให้เพิ่มขึ้น
เพื่อเตรียมความพร้อมแก่แรงงานให้สามารถรองรับการถ่ายทอดและต่อยอดการพัฒนาทางเทคโนโลยีระดับสูงให้ได้อย่างเต็มศักยภาพ
เพื่อให้ประชากรสามารถคิดค้น
และพัฒนาเทคโนโลยีทางการผลิตเองเพื่อช่วยสนับสนุนให้เกิดการยกระดับฐานการผลิตของประเทศให้สามารถผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
และช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมทั้งสามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้เศรษฐกิจโลกที่ปรับเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจฐานความรู้ได้
