ความหลากหลาย (Diversity) เป็นมิติที่มีความสำคัญในด้านประชากรและสังคม ซึ่งสามารถอธิบายได้ตั้งแต่
ความหลากหลายในเชื้อชาติสัญชาติ (Ethnic Diversity),
ความหลากหลายทางด้านภาษา (Language Diversity), ความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม
(Cultural Diversity), และความหลากหลายทางประชากร (Population
Diversity) ที่ผ่านมา
ได้มีงานวิจัยทางด้านประชากรศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ได้ทำการศึกษาในมิติของความหลากหลายนี้ออกมาเป็นจำนวนมาก
จากที่นิสัยของนักเศรษฐศาสตร์ที่ชอบในการประเมินทุกสิ่งทุกอย่างเป็นตัวเลข
ทีมคณาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วารด (Harvard University) ซึ่งได้แก่ Alesina และคณะ (2003) ได้ตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่มีชื่อว่า “Fractionalization” ในวารสาร Journal of
Economic Growth โดยงานศึกษาได้ทำการประมาณการค่า
“ดัชนีความหลากหลาย (Diversity Index) ออกมา
โดยดัชนีดังกล่าวสามารถจำแนกเป็น 1) ความหลากหลายในเชื้อชาติสัญชาติ (Ethnic
Diversity), 2) ความหลากหลายทางภาษา (Language Diversity), และ 3) ความหลากหลายทางศาสนา (Religious Diversity) โดยใช้ข้อมูลประมาณ 180 ประเทศ
ผลที่ได้พบว่า ประเทศที่มีระดับของความหลากหลายมากที่สุด
25 อันดับแรกล้วนแล้วแต่เป็นประเทศในกลุ่มทวีปแอฟริกาทั้งสิ้น โดยประเทศที่มีความหลากหลาย
5 อันดับแรกของโลกได้แก่ อูกานดา (หลากหลายมากที่สุด) ไลบิเลีย คาเมรูน เคนย่า
และชาด ในขณะที่ประเทศที่มีความหลากหลายต่ำที่สุด 5
อันดับแรกได้แก่ เกาหลีใต้ (หลากหลายน้อยที่สุด) เยเมน โคโมลอส ญี่ปุ่น
และตูนิเซีย
โดยจากจำนวน
180 ประเทศ ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 52 ในด้านความหลากหลายในด้านเชื้อชาติและสัญชาติ,
อยู่อันดับที่ 45 ในด้านความหลากหลายทางด้านภาษา, แต่กลับอยู่อันดับ 165
ในด้านความหลากหลายทางด้านศาสนาซึ่งแสดงว่าประเทศไทยมีระดับของความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติสัญชาติและภาษาที่ค่อนข้างสูงมาก
(แต่มีความหลากหลายทางด้านศาสนาที่ค่อนข้างน้อยเนื่องจากประชากรของประเทศไทย
(ทั้งคนไทยและคนต่างด้าว) โดยส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ)
ในมิติทางเศรษฐศาสตร์เห็นว่า
ความหลากหลาย (Diversity)
นี้ล้วนมีทั้งข้อดี (Benefit) และผลเสีย (Cost)
ต่อการพัฒนาประเทศขึ้นอยู่กับสภาพทาวด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ
โดยข้อเสียที่มักเกิดขึ้นจากความหลากหลายนั้นเกิดจากการที่ความหลากหลายสามารถสร้าง
"ต้นทุนที่ซ่อนอยู่" (Hidden
Cost หรือ Transaction Cost) ซึ่งไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ดังนี้
ในต้นทุนประเภทแรก ความหลากหลายทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน
(Inequality) ระหว่างประชากรกลุ่มต่างๆ
เช่นระหว่างคนไทยกับคนต่างด้าว ต้นทุนประเภทที่สอง ความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นจากความหลากหลายเหล่านี้อาจรุนแรงไปถึงการเกิดการกีดกันทางสังคมระหว่างกัน
(Social Exclusion) ถ้าคนเหล่านั้นไม่มีการยอมรับซึ่งกันและกันสามารถนำมาสู่ความแตกแยกเป็นกลุ่มก้อนต่างๆ
จนอาจทำให้เกิดความเห็นไม่ลงรอยกันในการกำหนดนโยบายและอาจทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมือง
(Political Instability) ดังที่เห็นจากกรณีของเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย
ต้นทุนประเภทที่สาม
ภาครัฐจะต้องสิ้นเปลืองงบประมาณเป็นจำนวนมากเพื่อลดต้นทุนที่เกิดจากความหลากหลายดังกล่าว
เช่น การสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างคนในแต่ละกลุ่มและต้องตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของประชากรเหล่านั้น
เช่น การให้บริการพื้นฐานอย่างการศึกษาและสาธารณสุขแก่แรงงานต่างด้าว และต้นทุนประเภทที่สี่
ด้วยการสิ้นเปลืองงบประมาณ ดังกล่าวส่งผลทำให้เกิดค่าเสียโอกาส (Opportunity
Cost) ในการใช้งบประมาณในกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพต่อการพัฒนาประเทศ
เช่นการลงทุนในนวัตกรรมหรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งมิติทางด้านต้นทุนที่ซ่อนอยู่ดังกล่าวนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในระดับองค์กร
ระดับชุมชน และในระดับประเทศ
อย่างไรก็ดี
ถึงแม้ว่า ความหลากหลายจะสร้างต้นทุนกับการพัฒนาประเทศก็ตาม
แต่ทว่าประเทศยังสามารถใช้ประโยชน์ (Benefit) จากความหลากหลายได้หลายๆ
กรณี ยกตัวอย่างเช่น ประโยชน์ประเภทแรก ความหลากหลายเป็นแหล่งที่มาขององค์ความรู้ใหม่ๆ
(Source of New Knowledge) ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางด้านวัฒนธรรม
หรือความรู้ทางด้านภาษาซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบบูรณาการขององค์ความรู้อันทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่
(เช่นการผสมผสานของอาหารไทยกับอาหารจีน) ประโยชน์ประเภทที่สอง
ความหลากหลายนำมาสู่ความต้องการของสินค้าและบริการในแต่ละกลุ่ม
ซึ่งส่งผลทำให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองต่อความหลากหลายนั้นเพิ่มขึ้น
และเป็นช่องทางในการสร้างผู้ประกอบการใหม่ๆ ประโยชน์ประเภทที่สาม ในมุมมองของผู้บริโภค
การมีสินค้าและบริการที่หลากหลายนำมาสู่ "ผลได้ของความหลากหลาย" (Gains
from Variety) ซึ่งจากแนวคิดของ Pual Krugman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล
ผลได้จากความหลากหลายนี้ส่งผลทำให้ตลาดมีการแข่งขันมากขึ้นและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
ระดับองค์กรธุรกิจ นอกจากนั้น งานวิจัยจำนวนมากพบว่า
การลงทุนในความหลากหลายของพนักงาน (Workforce Diversity Investment) จะทำให้องค์กรนั้นมีระดับของความคิดสร้างสรรค์ที่สูงขึ้น
มีการสร้างนวัตกรรรมใหม่ๆ สามารถแก้ปัญหาจากการทำงานได้ง่ายขึ้น ลดการลาออก (Turnover)
ลดการขาดแคลนพนักงาน สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า และสร้าง Core
Value ให้กับองค์กร
อย่างไรก็ดี
ถึงแม้ว่าความหลากหลายจะส่งผลทั้งทางบวกและทางลบก็ตาม
แต่เมื่อผมนำข้อมูลดัชนีความหลากหลายของ Alesina และคณะ (2003) มาหาความสำคัญกับดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index) ในระดับประเทศ (Country Level) กลับพบว่า
ประเทศที่มีระดับของความหลากหลายสูงจะมีแนวโน้มที่จะเป็นประเทศที่มีระดับของการพัฒนามนุษย์ต่ำ
(โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ประมาณ -0.82)
ดังนั้น ด้วยเหตุผลที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีระดับของความหลากหลายทางด้านประชากรและสังคมที่ค่อนข้างสูง
การบริหารจัดการจึงควรให้ความสำคัญกับพยายามลดต้นทุน (Cost) และใช้ประโยชน์จากผลได้ (Benefit)
ที่เกิดจากความหลากหลายดังกล่าวนี้
รวมไปถึงการพยายาม "สรรค์สร้างความหลากหลายเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน"
ซึ่งจะเป็นแนวทางอย่างไรได้บ้างนั้น
ผมขอยกยอดไปอธิบายในบทความต่อไปในเดือนหน้า (วันที่ 29 มิถุนายน) ครับ

