13 กรกฎาคม 2558

การพัฒนาทักษะฝีมือและการฝึกอบรมในภาคอุตสาหกรรมไทย

ในทศวรรษที่ผ่านมา กลยุทธ์หนึ่งที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้ก็คือ การควบคุมการผลิตโดยพึ่งพาแรงงานราคาถูก นั่นหมายถึงการที่ภาคอุตสาหกรรมจะต้องมีการจ้างแรงงานที่มีทักษะต่ำในภาคการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น(Labor Intensive) ซึ่งในอดีตแรงงานเหล่านี้ถูกดึงมาจากภาคการเกษตรที่มีการย้ายถิ่นจากชนบทเข้ามาในเมืองอุตสาหกรรมต่างๆนอกจากนี้ ยังมีแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน (โดยเฉพาะจากประเทศลาว กัมพูชา และพม่า) ที่เลือกที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทยที่ได้รับค่าจ้างสูงกว่าทำงานประเทศของตน  

อย่างไรก็ตาม การที่จะเผชิญหน้ากับการแข่งขันในเวทีโลกนั้นจากการเน้นต้นทุนราคาถูกและกดค่าจ้างแรงงานนั้นไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเกิดความยั่งยืนแต่อย่างไรในการที่ประเทศจะสามารถก้าวไปสู่อีกขั้นนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาการผลิตไปพร้อมกับการนำนวัตกรรมใหม่มาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่เป็นยุคเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและการติดต่อสื่อสาร( ICT) การที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทันท่วงทีนั้น ธุรกิจอาจประสบกับความท้าทายเชิงกลยุทธ์และวิกฤตได้ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ธุรกิจไทยจะต้องเห็นความสำคัญของการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันโดยการลงทุนในนวัตกรรม ซึ่งวิธีหลักที่จะนำไปสู่ศักยภาพการแข่งขันที่สูงขึ้นนั้น คือ การสนับสนุนในการสร้างนวัตกรรม วิจัยและพัฒนาภายในองค์กร

จากการสำรวจประสิทธิภาพการผลิตและบรรยากาศการลงทุน (Productivity and Investment Climate survey: PICs) ของประเทศไทยในปี 2007 ชี้ให้เห็นว่า เหตุผลที่สำคัญที่ธุรกิจไทยไม่ได้ลงทุนในด้านนวัตกรรมและการวิจัยและพัฒนา ไม่เพียงแค่เหตุผลด้านการเงินที่การจัดหานวัตกรรมนั้นมีต้นทุนสูง (ร้อยละ 43.6) เท่านั้นแต่ยังเกิดจากการขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้และผ่านการฝึกอบรม (ร้อยละ 42.7)  ซึ่งการขาดบุคลากรทางด้านเทคนิคและฝึกอบรมในที่นี้ หมายถึง การขาดทั้งทักษะพื้นฐานและทักษะทางเทคนิคที่จำเป็นในธุรกิจไทย อาจจะทำให้เกิดผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาวในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดังนั้นในระยะสั้นบริษัทต้องมีการผลิตที่ต่ำกว่ากำลังการผลิตเต็มที่ ส่วนในระยะยาวธุรกิจจะต้องพยายามเพิ่มผลผลิตผ่านการใช้นวัตกรรมใหม่

การเพิ่มทักษะและผลิตภาพของแรงงานภายใต้กรอบการเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ใช่เฉพาะเกิดขึ้นได้จากการพัฒนาระบบการศึกษาเท่านั้นการพัฒนาทักษะในที่ทำงานจากการฝึกอบรม (Training) เองยังมีบทบาทที่สำคัญไม่แพ้กันต่อการยกระดับทักษะฝีมือและอาจจะเป็นเพิ่มทักษะอื่นๆ ที่เฉพาะ (Specific Skill) สำหรับการทำงานในตลาดแรงงานที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยการพัฒนาทักษะผ่านการฝึกอบรมไม่ควรเจาะจงในลักษณะเฉพาะของสถานประกอบการและอุตสาหกรรม แต่ยังต้องคำนึงถึงเงื่อนไขด้านเศรษฐกิจมหภาคและสถาบันทางเศรษฐกิจทั่วไปด้วย



งานวิจัยของผมเรื่อง "การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและการฝึกอบรม: กรณีศึกษาภาคอุตสาหกรรมไทย" โดยได้ตีพิมพ์งานวิจัยดังกล่าวในวารสาร NIDA Economic Review ได้ใช้ข้อมูลสำรวจรายบริษัท (Firm-Level Survey) ที่มีชื่อว่า การสำรวจผลิตภาพและบรรยากาศการลงทุน (Productivity and Investment Climate Survey หรือข้อมูล PICS) เพื่อศึกษาหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการให้การฝึกอบรมในองค์กรอุตสาหกรรมไทย  การสำรวจดังกล่าวเป็นการสำรวจ ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2007 (PICS 2007) จำนวน 1,043 บริษัท ครอบคลุมทุกภูมิภาคในประเทศไทยใน 8 อุตสาหกรรมได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป (food processing), อุตสาหกรรมสิ่งทอ (Textiles), อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม (Garments), อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ (Automobile Components),อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า (Electronic Components and Electrical Appliances), อุตสาหกรรมยางและพลาสติก(Rubber and Plastics),อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ (Furniture) และอุตสาหกรรมเครื่องจักรและอุปกรณ์ (Machinery and Equipment) ซึ่งแน่นอนว่า ในแต่ละภาคอุตสาหกรรมจะมีโครงสร้างการผลิตที่แตกต่างกัน อันสะท้อนถึงความต้องการแรงงานทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่แตกต่างกัน โดยในภาคผนวกจะอธิบายถึงห่วงโซ่มูลค่าและโครงสร้างการผลิตในแต่ละภาคอุตสาหกรรม

ผลลัพธ์จากการประมาณการพบว่า บริษัทที่มีขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะให้ฝึกการอบรมแก่แรงงานทั้งการฝึกอบรมภายในองค์กร (Inside Training) และการฝึกอบรมจากภายนอก (Outside Training) มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสถานประกอบขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยจากการประมาณการทางเศรษฐมิติด้วยแบบจำลองโพรบิตพบว่า ความน่าจะเป็นในการฝึกอบรมของสถานประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางสูงกว่าประมาณร้อยละ 50.4 และ 36.5 ตามลำดับ ในทำนองเดียวกัน สำหรับการฝึกอบรมภายนอกเมื่อเปรียบเทียบกับสถานประกอบการขนาดเล็ก ความน่าจะเป็นในการฝึกอบรมของสถานประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางสูงกว่าประมาณร้อยละ 37.2 และ 25.2 ตามลำดับ 

ค่าสัมประสิทธิ์ของอัตราส่วนทุนต่อแรงงานเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อการฝึกอบรม โดยโครงสร้างการผลิตที่ใช้ปัจจัยทุนเข้มข้น (Capital Intensive) จะมีแนวโน้มที่จะให้การฝึกอบรมแก่แรงงานมากกว่าการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor Intensive) โดยเมื่ออัตราส่วนทุนต่อแรงงาน (Capital Labor Ratio) เพิ่มขึ้นหนึ่งล้านบาท แรงงานจะมีความน่าจำเป็นเพิ่มขึ้นที่จะได้รับการฝึกอบรมจากสถานประกอบการเป็นคนจัดเองเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 38.6 แต่อัตราส่วนเงินทุนต่อแรงงานกับการฝึกอบรมภายนอกนั้นกลับไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 

นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างตัวชี้วัดทางด้านทุนมนุษย์อย่างระดับการศึกษาของแรงงานและการฝึกอบรม โดยบริษัทที่จ้างแรงงานที่มีระดับการศึกษาที่สูงขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะจัดการฝึกอบรมมากขึ้น ในขณะที่ เมื่อมีการจ้างงานในระดับการศึกษาที่ต่ำลงก็มีแนวโน้มที่จะได้รับการฝึกอบรมก็น้อยลงเช่นกัน จากผลการประมาณการพบว่าบริษัทที่จ้างแรงงานระดับประถมศึกษาเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 การฝึกอบรมภายมีความน่าจำเป็นที่จะลดลงประมาณร้อยละ 3.8 ในทำนองเดียวกันการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาร้อยละ 10 โอกาสที่แรงงานจะได้รับการฝึกอบรมจากภายนอกลดลงร้อยละ 3.2 และ 2.8 ตามลำดับ

นอกจากระดับการศึกษาแล้วยังพบว่า เมื่อมีการเพิ่มสัดส่วนการจ้างงานเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิค (Technical Staff) สูงขึ้นร้อยละ 10 ก็จะมีแนวโน้มที่แรงงานจะได้รับการฝึกอบรมภายในและภายนอกเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.3 และ 32.7 ตามลำดับด้วยเช่นกัน  ผลที่พบนี้สรุปได้ว่า คุณภาพทุนมนุษย์นี้ส่งผลทางบวกต่อความเป็นไปได้ในการพัฒนาฝีมือทักษะแรงงานในองค์กร โดยสาเหตุหนึ่งเกิดจากการที่บริษัทจะได้รับประโยชน์มากกว่ากับการให้การฝึกอบรมแรงงานที่มีทักษะสูงซึ่งจะทำให้บริษัทได้รับประโยชน์มากกว่าการให้การฝึกอบรมกับแรงงานที่มีทักษะต่ำ อันเป็นปัจจัยที่ส่งผลทำให้บริษัทที่มีระดับของทุนมนุษย์ต่ำอาจจะไม่ให้ความสนใจกับการฝึกอบรมให้กับพนักงานในองค์กรมากเท่าที่ควร

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาด้านค่าใช้จ่ายของการฝึกอบรมจากการประมาณการด้วยแบบจำลองโทบิตพบว่า สถานประกอบการขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะเสียค่าใช้จ่ายสำหรับการฝึกอบรมประมาณ 126,456 บาทต่อปีสำหรับการฝึกอบรมภายนอกมากกว่าสถานประกอบการขนาดเล็ก ในขณะเดียวกันสถานประกอบการขนาดกลางมีแนวโน้มที่จะเสียค่าใช้จ่ายสำหรับการฝึกอบรมประมาณ 44,236 บาทต่อปี (ประมาณร้อยละ 69) มากกว่าสถานประกอบการขนาดเล็ก ซึ่งผลที่พบนี้ยังสอดคล้องจากผลของการประมาณการของความน่าจำเป็นในการให้การฝึกอบรมแรงงานด้วยแบบจำลองโพรบิต โดยบริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่าจะยินดีเสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงานมากกว่าบริษัทที่มีขนาดเล็กกว่า โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกระบวนการผลิตที่ใช้ปัจจัยทุนเข้มข้น  นอกจากนี้ยังพบว่า บริษัทที่ประสบกับการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะต่ำจะมีแนวโน้มที่จะเสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติติด้วยเช่นกัน   

โดยสรุปพบว่า เนื่องจากปัญหาการที่แรงงานที่จบการศึกษามานั้นมีทักษะไม่ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ การพัฒนาทักษะแรงงานในสถานประกอบการจึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการเพิ่มผลิตภาพของแรงงานในองค์กร โดยเมื่อวิเคราะห์หลักสูตรการฝึกอบรมทั้งภายในและภายนอกพบว่า การฝึกอบรมจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างทักษะเฉพาะ (Specific Skills) ในด้านการผลิตหรือที่เกี่ยวข้องกับโรงงาน เช่น เทคโนโลยีการผลิตและขั้นตอนความปลอดภัย เป็นสำคัญ ในขณะที่การฝึกอบรมประเภททักษะทั่วไป (General Skill) เช่น การอบรมทางภาษาอังกฤษหรือทางด้านเทคโนโลยีสาระสนเทศ (IT) ยังไม่ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการไทยมากเท่าที่ควร

นอกจากนี้ การฝึกอบรมโดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับองค์กรที่มีขนาดใหญ่และใช้ทุนและเครื่องจักรในการบวนการผลิต ในขณะที่องค์กรอุตสาหกรรมที่มีขนาดเล็กและใช้แรงงานเป็นปัจจัยเข้มข้นในการผลิตยังคงให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมและพัฒนาแรงงานที่ต่ำกว่า โดยการฝึกอบรมจะมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นมากกว่ากับบริษัทที่จ้างแรงงานที่มีทักษะสูงหรือจ้างแรงงานที่มีระดับการศึกษาสูง โดยเฉพาะแรงงานเชิงเทคนิคอย่างเช่น นักวิจัย วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และนักคอมพิวเตอร์ ซึ่งผลที่พบในบทนี้ได้แสดงถึงการบิดเบี้ยว (Bias) ของการพัฒนาทุนมนุษย์ในองค์กรที่มีโอกาสเกิดความเหลื่อมล้ำทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยความเหลื่อมล้ำภายนอกองค์กรเกิดจากการที่บริษัทใหญ่จะให้ความสำคัญของการฝึกอบรมมากกว่าบริษัทขนาดเล็ก อันส่งผลทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาทักษะและขีดความสามารถในการแข่งขันของแรงงานในบริษัทขนาดเล็กในระยะยาว

นอกจากนี้ การประสบปัญหาการการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะการขาดแคลนทักษะเชิงคุณภาพ ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้บริษัทจะต้องต้องพึ่งการฝึกอบรมทั้งภายในและภายนอกมากขึ้นด้วย  แต่แม้ว่าจะต้องเผชิญกับตำแหน่งว่างงานที่ไม่มีแรงงานมีความชำนาญ ซึ่งต้องพึ่งพาการฝึกอบรมจากภายนอก แต่สถานประกอบการจำนวนมากมักไม่ทราบถึงวิธีการติดต่อสถาบันการฝึกอบรมว่าจะต้องทำอย่างไร หน่วยงานที่สนับสนุนการพัฒนาทักษะในการทำงานทั้งภาครัฐและเอกชน จึงจำเป็นจะต้องมีการปรับปรับปรุงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์หน่วยงานและมีการติดต่อกับสถานประกอบการให้มากขึ้น

ทั้งนี้ ดังนั้นวิสาหกิจเหล่านี้จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมจากรัฐบาลในการฝึกอบรมทักษะ ไม่ว่าจะเป็น เงินช่วยเหลือ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือแรงจูงใจทางด้านภาษีสำหรับการฝึกอบรมในบริษัท  นอกจากนี้ภาครัฐบาลยังควรสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการเชื่อมโยงระหว่างสถานประกอบการและสถานศึกษา(University-Industry Linkages) ให้เพิ่มมากขึ้น และสนับสนุนการทำสหกิจศึกษาซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมแก่บัณฑิตให้ได้รับการฝึกอบรมตั้งแต่ยังเรียนหนังสือเพื่อให้เกิดความพร้อมในการทำงานหลังจากเรียนจบให้มากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจในงานศึกษาชิ้นนี้ สามารถ download ได้จาก http://www.econ.nida.ac.th/components/com_booklibrary/ebooks/Pages%20from%20ner9-1-2558-127-152.pdf