สืบเนื่องจากที่ผมเติบโตมาในครอบครัวที่คนรายรอบทั้งหมดประกอบอาชีพครู
(แม่เป็นครู ยายเป็นครู น้าทุกคนเป็นครู ภรรยาเป็นครู และตัวเองก็เป็นครู)
ผมคิดว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ต้องเสียสละ โดยเฉพาะการเสียสละรายได้จำนวนมากในการประกอบอาชีพอื่นๆ
มารับเงินเดือนน้อยๆ กับงานที่น่าเบื่อในบางครั้ง
ทั้งยังจำเป็นต้องสู้รบกับนักเรียน/นักศึกษาอีกจำนวนหนึ่ง
เคยมีเพื่อนคนหนึ่งที่จบเศรษฐศาสตร์เหมือนกันแต่เลือกไปทำงานในสายการเงินและได้รับเงินเดือนที่สูงมากถามผมว่า
“อาชีพมึงเป็นยังงัย” ผมตอบว่า “คงแตกต่างจากอาชีพของมึงนั่นแหละ”
วันแรกของการทำงานนั่งห้องขนาดไหน วันเกษียณก็คงจะอยู่ห้องนั้นเหมือนเดิม
ไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตขึ้นหรือมีลูกน้องมากขึ้นเหมือนกับอาชีพอื่นๆ
แต่สิ่งหนึ่งที่อาชีพครูจะมีมากขึ้นมากกว่าอาชีพอื่นๆ ก็คือ
“การมีลูกศิษย์ลูกหามากขึ้น” ซึ่งจำนวนลูกศิษย์ที่มากขึ้นนี้แหละคือผลผลิต (Output) ที่สำคัญที่สุดของการเป็นครู
สมกับความหมายดั้งเดิมของคำว่าครูที่มาจากคำว่า “ครุ” ซึ่งแปลว่า “หนัก”
อย่างไรก็ดี
ด้วยแนวโน้มของคุณภาพการศึกษาที่ผ่านมาที่ออกมาไม่ค่อยดีนักสำหรับประเทศไทย (จริงๆ
ก็แย่เหมือนกันทั่วโลก) เราต่างเห็นพ้องต้องกันว่า
คุณภาพการศึกษาที่ดีล้วนต้องมาจาก
“คุณภาพครูที่ดี” และถ้าเด็กคนไหนได้เรียนกับครูที่ดีและเก่ง
เด็กคนนั้นย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จจากการเรียนได้สูง
และมีโอกาสที่สูงขึ้นที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต
ตัวผมเองเห็นด้วยกับคำกล่าวข้างต้นเป็นอย่างยิ่ง แต่ปัญหาก็คือ “คำว่าคุณภาพครูนั้นจะสามารถวัดได้อย่างไร”
ที่ผ่านมา
เราไปให้ความสำคัญว่าคุณภาพครูที่ดีเกิดจากการที่ ครูนั้นจะต้องมีวุฒิปริญญาที่จบทางด้านครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์โดยตรง
ครูนั้นจะต้องจบวุฒิปริญญาตรีปริญญาโทขึ้นไป ครูนั้นจะต้องมีผลงานวิจัย
หรือครูนั้นจะต้องมีประสบการณ์ในการสอนนานๆ ขอบอกว่า
(ในฐานะที่ตัวเองก็เป็นครูเหมือนกัน) ผมไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวข้างต้นแม้แต่น้อย ด้วยความคิดแบบนักเศรษฐศาสตร์
ผมเชื่อว่าคนทุกคนถูกผลักดันได้ด้วยระบบแรงจูงใจ (Incentive) และระบบการจัดการองค์กรที่เหมาะสม
คนที่ไม่เก่งทุกคนย่อมสามารถพัฒนาศักยภาพได้ภายใต้ระบบและแรงจูงใจที่ดี
และเช่นเดียวกัน ภายใต้ระบบที่ไม่ดี คนเก่งก็สามารถกลายเป็นคนที่ไม่เก่งได้
ความเชื่อเหล่านี้จึงนำมาสู่งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ผมได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
(สกว.) ภายใต้ชื่อโครงการที่มีชื่อว่า “ครุเศรษฐศาสตร์” (Economics of
Teacher) งานวิจัยชิ้นนี้พยายามชี้ให้เห็นว่า คุณภาพครูที่กล่าวๆ
มาข้างต้นนั้นไม่ถูกต้องเสียทีเดียว งานวิจัยใช้กรอบแนวคิดของเศรษฐศาสตร์แรงงาน (Labor
Economics) และเศรษฐศาสตร์การจัดการบุคลากร (Personnel
Economics) เพื่ออธิบายถึงปัญหาและอุปสรรคของการพัฒนาคุณภาพครู
รวมไปถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการจัดสรรทรัพยาครูที่เหมาะสมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของประเทศ
ในการวิเคราะห์ในมิติของครุเศรษฐศาสตร์ งานศึกษานี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) 3 ประเภทได้แก่
1)
ด้านอุปทานแรงงานครู
(Teacher Labor Supply) โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจภาวะการทำงาน (Labor
Force Survey) ของครู (และแรงงานประเภทอื่นๆ) สำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ
2)
ด้านอุปสงค์แรงงานครู (Teacher Labor Demand) โดยใช้ข้อมูลของระดับหน่วยงานที่ว่าจ้างครู ซึ่งในกรณีนี้ก็คือโรงเรียน (School Level) มาใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์การจ้างงานครู
การขาดแคลนครูและทรัพยากรการศึกษาอื่นๆ โดยใช้ข้อมูลการสำรวจในโครงการการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Program for International Student Assessment หรือ PISA
รายโรงเรียน
3)
ด้านตัวผู้เรียน (Student) โดยใช้ข้อมูลรายนักเรียน
(Student
Individual Data) จากการสำรวจในโครงการการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA เพื่อศึกษาคุณลักษณะทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
รวมไปถึงปัจจัยทางครอบครัวของเด็ก
ในด้านของการผลิตครู (Teacher Production) พบว่า ถึงแม้คะแนนสอบเข้าของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์จะมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าในอดีต
(เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของคณะอื่นๆ) ในสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศก็ตาม
แต่ถ้าจำแนกเฉพาะในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากรครูออกมามากที่สุดของประเทศ
(ประมาณร้อยละ 62.4 ของบุคลากรครูทั้งหมด) คะแนนสอบเข้าของมหาวิทยาลัยราชภัฏเหล่านั้นยังมีคะแนนต่ำกว่าสถาบันการศึกษาอื่นๆ
อยู่มาก และยังมีอีกหลายสถาบันที่มีการรับนักศึกษาเข้าโดยตรงโดยไม่มีการสอบเข้า
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า นักเรียนนักศึกษาที่เลือกมาประกอบวิชาชีพครู ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องการผู้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงยังคงไม่ได้เป็นกลุ่มนักเรียนที่เรียนเก่งที่สุด
คณะศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ยังไม่ใช่คณะแรกๆ ที่จะเป็นทางเลือกของเด็กเก่ง และวิชาชีพครูยังไม่ใช่ทางเลือกระดับต้นๆ
ที่เด็กเหล่านั้นจะเลือกประกอบอาชีพ
ในด้านกระบวนการเรียนการสอนในคณะครุศาสตร์เองก็ยังพบว่ายังมีความแตกต่างกันในระหว่างมหาวิทยาลัย
และในตัวของมหาวิทยาลัยเองก็ยังมีคุณภาพของคณาจารย์ที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฎซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยหลักที่ทำหน้าที่ผลิตครูของประเทศยังไม่สามารถดึงดูดอาจารย์ที่มีคุณภาพให้เข้ามาสอนได้มากพอ
นอกจากนี้
การเรียนการสอนในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ยังไม่ได้สอนให้ครูสามารถสอนได้ในหลายๆ
วิชา และยังไม่ได้มีการสอนที่ฝึกให้เป็นครูที่สอนโดยใช้เด็กนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
เมื่อวิเคราะห์ในด้านอุปสงค์และอุปทานในตลาดแรงงานครู
นอกจากคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ได้ผลิตบัณฑิตออกมาเกินกว่าความต้องการในการรับแล้วยังพบว่า
การเรียนการสอนในคณะครุศาสตร์ยังไม่สอดคล้องกับสาขาที่ครูต้องจบออกไปทำงาน
(Mismatch) โดยเกิดอุปทานส่วนเกินสำหรับครูในบางสาขา (เช่นครูพละศึกษา)
และเกิดการขาดแคลนครูในบางสาขา (เช่นครูคณิตศาสตร์ ครูวิทยาศาสตร์) ซึ่งความไม่สอดคล้องนี้จะส่งผลทำให้เด็กนักเรียนจะได้ครูไปสอนในสาขาที่ไม่ตรงกับสาขาที่จบมา
อันส่งผลต่อเนื่องไปสู่คุณภาพการเรียนของนักเรียน ถึงแม้ว่าภาครัฐจะพยายามสนับสนุนให้บัณฑิตที่จบออกมาในสาขาวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์สามารถประกอบอาชีพครูในสาขาดังกล่าวก็ตาม
แต่เนื่องจากเงินเดือนครูในท้องตลาดที่ต่ำและถูกกำหนดในอัตราข้าราชการเมื่อเปรียบเทียบกับการประกอบอาชีพวิทยาศาสตร์/วิศวกร
การเลือกมาประกอบอาชีพครูจึงไม่ใช่ทางเลือกของบัณฑิตในสาขาวิทยาศาสตร์/วิศวกรรมศาสตร์ดังกล่าว
นอกจากการผลิตบัณฑิตในสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการในตลาดแรงงานครูแล้ว
ในด้านของการรับครูเข้าทำงาน (Teacher Recruitment) พบว่า ระบบการคัดเลือกครูในปัจจุบันนั้นไม่มีประสิทธิภาพ
เนื่องจากไม่สามารถคัดกรองบุคลากรครูที่ดีเข้าสู่ระบบและเป็นไปตามความต้องการของโรงเรียนได้
เช่น ข้อสอบคัดเลือกครูเป็นข้อสอบที่แต่ละเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้กำหนดเอง
และไม่ได้มีมาตรฐานของข้อสอบเดียวกัน โดยเขตพื้นที่การศึกษาบางแห่งใช้เวลาออกข้อสอบเพียง
1-2 วันเท่านั้น รวมถึงในบางแห่งยังมีการปรับข้อสอบให้ง่ายขึ้นเพราะเกรงว่าจะมีผู้สอบผ่านน้อย
นอกจากนี้ยังไม่มีการสร้างคลังข้อสอบที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ทั้งนี้การคัดเลือกครูที่มาสอนในโรงเรียนรัฐบาลทั้งหมดมาจากกระทรวง
โรงเรียนไม่ได้มีบทบาทในการเป็นผู้คัดเลือกครูผู้สอนมากนัก
ด้วยสาเหตุดังกล่าว
จึงส่งผลทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรครูอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
โรงเรียนขนาดใหญ่ในเขตเมืองมีจำนวนครูในปริมาณที่มากเกินกว่าความจำเป็น
ในขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กในเขตชนบทกับประสบปัญหาการขาดแคลนครู
โดยโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านั้นประสบปัญหาจากการมีครูผู้สอนไม่ครบชั้นเรียน
และส่งผลทำให้มีการสอนรวมชั้นเรียน เช่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 เรียนรวมชั้นเดียวกันแล้วกำหนดหลักสูตรใหม่
หรือเรียนด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียม หรือไม่ก็วิ่งสลับสอนเด็กให้ครบทุกชั้น
ครูมีการสอนนอกเหนือจากสาขาที่ตนเองมีความชำนาญ ในขณะที่บางแห่งก็ใช้วิธีระดมเงินจากผู้ปกครองหรือผู้บริจาคเพื่อเอาเงินที่ได้มาจ้างครูเพิ่มให้ครบชั้นเรียน
เป็นต้น
ในด้านของการฝึกอบรมและพัฒนา (Teacher
Training) พบว่า โครงการฝึกอบรมส่วนใหญ่จะถูกกำหนดจากส่วนกลาง
ซึ่งการรวมศูนย์การฝึกอบรมนี้ทำให้ครูในโรงเรียนไม่ได้รับการพัฒนาในทักษะที่มีความต้องการที่แตกต่างกัน
การฝึกอบรมครูไม่ได้สอดคล้องกับสภาพการทำงานจริง โดยเป็นการฝึกอบรมจากการฟังการบรรยายเท่านั้น
ไม่ได้ลงลึกไปสู่การปฏิบัติจริง จากผลการประเมินพบว่า การฝึกอบรมกลับเป็นข้อได้เปรียบเพียงกับครูรุ่นใหม่ที่ยังมีทักษะเชิงทฤษฎีสูงกว่าครูรุ่นเก่า
นอกจากนี้
การฝึกอบรมยังขาดความรับผิดชอบในการประเมินผลสัมฤทธิ์จากการฝึกอบรมและไม่ได้วัดว่าครูได้ใช้ความรู้จากการฝึกอบรมไปใช้ในการสอนมากน้อยเพียงใด
และผลการของฝึกอบรมดังกล่าวได้ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนหรือไม่ การฝึกอบรมมิได้ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากช่วงเวลาของการจัดกิจกรรมมีเพียง 2-3 วันเท่านั้น
ในด้านของการกำหนดค่าตอบแทนและแรงจูงใจแก่ครู
(Teacher
Compensation and Incentive) จากการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงาน
(Labor Force Survey) พบว่า
ถึงแม้ว่านโยบายการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาจะยกระดับเงินเดือนและผลตอบแทนอื่นๆ
ของครูให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10
ปีที่ผ่านมาส่งผลทำให้ครูเป็นอาชีพที่มีรายได้สูงกว่าพนักงานเอกชนโดยเฉลี่ยแล้วก็ตาม
แต่การได้รับผลตอบแทนดังกล่าวกลับยังมีความไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้ที่ประกอบอาชีพครูด้วยกันเอง
ไม่ว่าระหว่างครูที่ทำงานในโรงเรียนของรัฐและครูที่ทำงานในโรงเรียนเอกชน
โดยนอกจากครูในโรงเรียนรัฐจะได้รับผลตอบแทนในรูปตัวเงินที่สูงกว่าแล้ว ครูที่ทำงานในโรงเรียนรัฐบาลยังมีชั่วโมงการทำงานโดยเฉลี่ยที่น้อยกว่า
มีความมั่นคงในอาชีพมากกว่า มีโอกาสได้รับการฝึกอบรมมากกว่า
รวมไปถึงยังมีสวัสดิการที่ดีกว่าด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้
ยังมีความแตกต่างกันระหว่างครูที่สอนนอกเหนือจากการศึกษาภาคบังคับเช่นกรณีครูในระดับชั้นปฐมวัยกับครูที่สอนระดับการศึกษาภาคบังคับอย่างครูในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
โดยครูในระดับปฐมวัยจะมีรายได้และผลตอบแทนที่ต่ำกว่าครูในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
นอกจากนี้ยังพบว่า
ครูที่สอนในระดับประถมศึกษาในประเทศไทยยังคงได้รับรายได้ที่ต่ำกว่าครูที่สอนในระดับมัธยมศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
(เมื่อควบคุมปัจจัยต่างๆ แล้ว) ซึ่งแตกต่างจากกรณีของประเทศอื่นๆ
ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาสูงที่มักจะให้ความสำคัญกับครูในระดับประถมศึกษา โดยเงินเดือนของครูที่สอนในระดับประถมศึกษาจะสูงกว่าครูที่สอนในระดับมัธยมศึกษาเนื่องจากประเทศเหล่านั้นเห็นว่าการเรียนรู้ในระดับต้นๆ
อย่างในระดับประถมศึกษาเป็นการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญ
นอกจากมิติทางด้านเงินเดือนและผลตอบแทนจากการทำงานแล้วยังพบว่า
ครูมีรายได้จากการทำงานพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมประมาณร้อยละ 15 (ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าในกรณีของพนักงานบริษัทเอกชน)
ซึ่งการที่ครูต้องหารายได้เพิ่มเติมนี้ยังเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่อาจส่งผลต่อแรงจูงใจที่ครูอาจจะให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนในห้องเรียนน้อยลง
อย่างไรก็ดี
ค่าตอบแทนที่เพิ่มสูงขึ้นของการประกอบอาชีพครู ยังไม่ได้เป็นปัจจัยที่จะประกันว่าจะสามารถดึงดูดให้คนเก่งเลือกที่จะมาเป็นครู
เนื่องจากเมื่อเปรียบเทียบกับสาขาอาชีพอื่นในราย ละเอียดแล้ว
ครูก็ยังเป็นอาชีพที่มีรายได้ต่ำกว่าสาขาอาชีพอื่นๆ ที่เด็กที่เรียนเก่งจะเลือกเช่น
แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี ทนายความ นักเศรษฐศาสตร์
และนักสังคมสงเคราะห์ อย่างไรก็ดี ในช่วงเริ่มแรกของการทำงาน (อายุ 20-30 ปี) ครูจะได้รับรายได้ที่ต่ำกว่าอาชีพเหล่านั้นค่อนข้างมาก
แต่เมื่อมีการทำงานไประยะหนึ่งพบว่าอาชีพครูจะได้รับรายได้สูงขึ้นเมื่อมีประสบการณ์ในการทำงานนานขึ้นและอาจมีรายได้สูงกว่าอาชีพที่กล่าวมาแล้วบางอาชีพ
อย่างไรก็ดี
ด้วยระบบการจ้างงานที่เป็นข้าราชการ ครูเป็นอาชีพที่มีการทำงานนานกว่าอาชีพอื่นๆ
โดยจากกลุ่มตัวอย่างพบว่า ครูโรงเรียนรัฐบาลมีประสบการณ์ในการทำงานโดยเฉลี่ย 23.4
ปี นานกว่าครูโรงเรียนเอกชนที่มีประสบการณ์ทำงานประมาณ 14.8 ปี
ในขณะที่พนักงานบริษัทเอกชนจะมีประสบการณ์การทำงานโดยเฉลี่ยน้อยที่สุดคือประมาณ 12
ปี ถ้าจำแนกตามสาขาอาชีพพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพอื่นๆ ครูในระดับประถมศึกษาจะมีประสบการณ์ในการทำงานนานกว่าครูในระดับชั้นอื่นๆ
โดยมีประสบการณ์ในการทำงานโดยเฉลี่ย 23.6 ปี
ในขณะที่ครูในระดับมัธยมศึกษาก็มีประสบการณ์ในการทำงานโดยเฉลี่ย 20.7 ปี
ถึงแม้ว่าครูจะเป็นอาชีพที่มีรายได้ค่อนข้างสูงและมั่นคงในระยะยาว
แต่รายได้ดังกล่าวของครูโดยส่วนใหญ่มาจากการที่ครูมีประสบการณ์ในการทำงานยาวนานขึ้น
โดยไม่ได้อธิบายว่าครูที่มีประสบการณ์การสอนที่ยาวนานเหล่านั้นจะเป็นครูที่สอนดีหรือไม่
ในทางตรงกันข้ามการให้รายได้ที่สูงและงานที่มั่นคงตามประสบการณ์ในการทำงานอาจนำมาสู่ผลทางลบต่อคุณภาพทางการศึกษาของประเทศ
เนื่องจากการจ่ายเงินเดือนดังกล่าวไม่ได้เป็นการจ่ายตามศักยภาพ (Performance
Pay) ของครูอย่างแท้จริง การปรับขึ้นเงินเดือนไม่ได้มีการนำผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน
(เช่นคะแนนสอบของนักเรียน) นำเข้ามาประเมิน แต่กลับเป็นเพียงวัดจากตัวผู้สอนและกระบวนการการจัดการเรียนการสอนเป็นหลักเท่านั้น (ดังเช่น การจัดการเรียนรู้ การเตรียมการสอน การดูแลช่วยเหลือผู้เรียน
การเข้าร่วมงานวิชาการในโรงเรียน และการประสานความร่วมมือกับบุคลากร
การผลิตผลงานทางวิชาการ)
นอกจากนี้
การประเมินการเลื่อนเงินเดือนในส่วนอื่นๆ ยังเป็นเพียงการวัดที่ตัวครูผู้สอนเท่านั้น
แต่ไม่ได้วัดที่ความสำเร็จของนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นความประพฤติและการรักษาระเบียบวินัยของครู
การมีคุณธรรมและจริยธรรมของครูและการมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ โดยการประเมินจะอ้างอิงจากเอกสารเป็นสำคัญ
ไม่ได้ประเมินจากทักษะการสอนหรือผลลัพธ์ของผู้เรียนอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ แบบประเมินการเลื่อนขั้นเงินเดือนไม่ได้กำหนดตัวชี้วัด
วิธีการประเมินและหลักฐานในการประเมิน
การประเมินจึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะผู้ประเมินและผู้อำนวยการเป็นหลัก
ซึ่งอาจทำให้การประเมินไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันระหว่างโรงเรียน
โดยผลประเมินจะแตกต่างกันไปตามตัวชี้วัดและวิธีการพิจารณาที่ผู้อำนวยการแต่ละคนและคณะกรรมการแต่ละคณะใช้
อีกทั้ง ผู้อำนวยการและคณะกรรมการอาจจะไม่มีแรงจูงใจที่ประเมินอย่างเข้มงวด ในขณะที่ในบางแห่งผู้อำนวยการและคณะกรรมการผู้ประเมินอาจมีอคติที่ลดทอนความถูกต้องของการประเมินด้วย
เช่น ความเห็นอกเห็นใจ หรือการเล่นพวกพ้อง ซึ่งส่งผลทำให้ครูที่ตั้งใจและมีผลงานจริงหมดกำลังใจในการทำงาน
ในขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลในระดับโรงเรียนจากข้อมูลการสำรวจศักยภาพของนักเรียนนานาชาติ
(PISA) พบว่า โดยเฉลี่ยโรงเรียนรัฐบาลมีครูประมาณ
78 คน โรงเรียนเอกชนมีครูประมาณ 85 คน โดยโรงเรียนในสังกัด สพฐ 1
(โรงเรียนสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอนเฉพาะในระดับประถม)
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนที่มีขนาดเล็กจะมีครูโดยเฉลี่ยเป็นจำนวนน้อยที่สุดคือ
19 คนต่อโรงเรียน ในขณะที่โรงเรียนเอกชนจะมีครูโดยเฉลี่ยสูงถึง 106 คนต่อโรงเรียน
โดยโรงเรียนส่วนใหญ่เกือบร้อยละ 100 มีการว่าจ้างครูที่มีสัดส่วนประกาศนียบัตรวิชาชีพครู
ในขณะที่โรงเรียนรัฐบาลมีสัดส่วนของครูที่จบการศึกษาสูงสุดในระดับปริญญาตรีสูงกว่าโรงเรียนเอกชน
โดยโรงเรียนในสังกัด สพฐ2 (โรงเรียนสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สอนเพียงในระดับมัธยม)
มีสัดส่วนของการจ้างงานครูที่จบในระดับปริญญาตรีสูงที่สุดคือร้อยละ 89.4
รองลงมาได้แก่โรงเรียนในเครือสาธิต (ร้อยละ 78.3)
โดยครูผู้สอนโรงเรียนรัฐบาลส่วนใหญ่ (ร้อยละ 98 ขึ้นไป) เป็นอาจารย์ประจำ
ในขณะที่โรงเรียนเอกชนมีครูประจำน้อยที่สุดคือร้อยละ 88.6
โดยครูที่สอนบางส่วนไม่ได้จบสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์โดยตรง (ร้อยละ 48.1) โดยโรงเรียนที่มีการจ้างครูที่จบนอกสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์มากที่สุดจะเป็นโรงเรียนที่สอนในระดับสูงและสอนทางด้านช่าง
ได้แก่โรงเรียนในสังกัดอาชีวะศึกษาทั้งของรัฐและของเอกชน (ร้อยละ 52.3
สำหรับโรงเรียนในสังกัด อศ.1 และร้อยละ 43.4 สำหรับโรงเรียนในสังกัด อศ.2)
นอกจากนี้ โรงเรียนสามัญเอกชน (สช.)
เองก็มีการจ้างครูที่ไม่ได้จบในสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ที่สูงด้วยเช่นกันคือประมาณร้อยละ
44.8 ของจำนวนครูทั้งหมด
ในด้านปัญหาการขาดแคลนครูผู้สอนพบว่า
โรงเรียนส่วนใหญ่ประสบปัญหาการขาดแคลนครูผู้สอนในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มากที่สุด
โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่ระบุว่าโรงเรียนของตนประสบปัญหาการขาดแคลนครูคณิตศาสตร์มากถึงร้อยละ
30.2 และขาดแคลนครูวิทยาศาสตร์มากถึงร้อยละ 25.9
ในขณะที่โรงเรียนขนาดใหญ่และใหญ่พิเศษโดยส่วนใหญ่ระบุว่าโรงเรียนของตนไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เลย
โดยถ้าจำแนกตามสังกัดของโรงเรียนพบว่า
โรงเรียนที่ประสบปัญหาในการขาดแคลนครูคณิตศาสตร์มากที่สุดได้แก่ โรงเรียนในสังกัด
สพฐ 1 (ร้อยละ 35.1 ระบุว่าขาดแคลนมาก) รองลงมาได้แก่โรงเรียนในสังกัดการศึกษาส่วนท้องถิ่น
(กศท.) (ร้อยละ 23.5 ระบุว่าขาดแคลนมาก) ในขณะที่โรงเรียนที่อยู่ในเขตเมือง
เช่นโรงเรียน กทม.
และโรงเรียนในเครือสาธิตส่วนใหญ่จะระบุว่าโรงเรียนของตนไม่ขาดแคลนครูคณิตศาสตร์เลย
(ร้อยละ 62.5 สำหรับโรงเรียนในเครือสาธิตและร้อยละ 55.6 สำหรับโรงเรียนในเครือ
กทม.ระบุว่าไม่ขาดแคลนเลย)
ในขณะที่
โดยตัวเลขการขาดแคลนครูวิทยาศาสตร์ก็มีลักษณะคล้ายกับตัวเลขของการขาดแคลนครูคณิตศาสตร์
โดยพบว่า
โรงเรียนที่ประสบปัญหาในการขาดแคลนครูวิทยาศาสตร์มากที่สุดสองอันดับแรกได้แก่
โรงเรียนในสังกัด สพฐ 1 (ร้อยละ 24.3 ระบุว่าขาดแคลนมาก) และโรงเรียนในสังกัด กศท.
(ร้อยละ 27.8 ระบุว่าขาดแคลนมาก) ในขณะที่โรงเรียนที่อยู่ในเขตเมือง เช่นโรงเรียน
กทม. และโรงเรียนในเครือสาธิตส่วนใหญ่จะระบุว่าโรงเรียนของตนไม่ขาดแคลนครูวิทยาศาสตร์เลย
(ร้อยละ 68.85 สำหรับโรงเรียนในเครือสาธิตและร้อยละ 55.6 สำหรับโรงเรียนในเครือ
กทม.ระบุว่าไม่ขาดแคลนเลย)
ในด้านครูวิชาภาษาไทย
ถึงแม้โรงเรียนจะประสบปัญหาการขาดแคลนน้อยกว่าครูคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ก็ตาม
แต่ก็ยังมีการขาดแคลนอยู่บ้างในโรงเรียนขนาดเล็ก (ร้อยละ 47.2
ของโรงเรียนขนาดเล็กระบุว่าโรงเรียนมีการขาดแคลนครูภาษาไทยบ้าง) โดยเฉพาะโรงเรียนในสังกัด
สพฐ1 (ร้อยละ 56.8) ในขณะที่โรงเรียนส่วนใหญ่ในเครือสาธิต (ร้อยละ 75) และสังกัด
กทม. (ร้อยละ 55.6) ระบุว่าโรงเรียนของตนไม่มีความขาดแคลนครูภาษาไทยเลย
สาเหตุสำคัญเนื่องจากการจัดสรรทรัพยากรครูจะมีมิติในเชิงพื้นที่เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก
โดยครูส่วนใหญ่มักจะเลือกทำงานในเขตเมืองใหญ่มากกว่าที่จะเลือกไปทำงานในเขตชนบทห่างไกล
โดยโรงเรียนที่อยู่ในหมู่บ้านขนาดเล็กจะประสบปัญหาการขาดแคลนครูคณิตศาสตร์ (ร้อยละ
30.6) และครูวิทยาศาสตร์ (ร้อยละ 22.5) มากที่สุด
ในขณะที่โรงเรียนที่อยู่ในเขตเมืองใหญ่ส่วนมาก (ร้อยละ 60)
ไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนครูคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เลย
อย่างไรก็ดี
สำหรับการหาครูผู้สอนในสาขาขาดแคลนอย่างครูคณิตศาสตร์และครูวิทยาศาสตร์นี้
ทางกระทรวงศึกษาได้อนุญาตให้ผู้ที่สำเร็จการในสาขาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์โดยตรงสามารถมาประกอบวิชาชีพครูได้
ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะพบในโรงเรียนรัฐบาล โดยโรงเรียนมัธยมในสังกัด สพฐ2
มีสัดส่วนครูที่สอนวิชาคณิตศาสตร์ที่จบสาขาคณิตศาสตร์สูงที่สุดคือร้อยละ 89.4
รองลงมาได้แก่โรงเรียนในเครือสาธิต (ร้อยละ 78.3) และโรงเรียนในสังกัด กศท.
(ร้อยละ 69) ในขณะที่โรงเรียนในสังกัดอาชีวะศึกษาเองก็ยังให้ครูที่จบในสาขาคณิตศาสตร์มาสอนในสัดส่วนที่สูง
ทั้งนี้
การบริหารจัดการมีความสำคัญมากต่อการได้มาซึ่งทรัพยากรครูที่มีคุณภาพ
ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการในการว่าจ้างครูเข้ามาสอนในโรงเรียน การให้ครูออกจากโรงเรียน การประเมินเงินเดือน การกำหนดเงินเดือนของครู
การพิจารณาเพิ่มเงินเดือนครู และการกำหนดงบประมาณของโรงเรียนตรงตามสาขาที่ขาดแคลนของโรงเรียน จากข้อมูลของการสำรวจ PISA พบว่าอำนาจหน้าที่ดังกล่าวจะแตกต่างกันไปในแต่ละสังกัดของโรงเรียน
อย่างเช่น ในการว่าจ้างครูเข้ามาสอนในโรงเรียน ในภาพรวมครูใหญ่จะเป็นผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในการเลือกรับครูเข้ามาสอนในโรงเรียน
โดยครูใหญ่ในโรงเรียนเอกชนจะมีอำนาจในการตัดสินใจมากกว่าครูใหญ่ของโรงเรียนในสังกัดอื่นๆ
(ร้อยละ 93.8 ของจำนวนโรงเรียนในสังกัด) โดยผู้มีอำนาจในระดับประเทศและระดับภูมิภาคจะไม่มีอำนาจในการตัดสินใจในส่วนนี้เลย
ในขณะที่โรงเรียนในสังกัด กทม. ครูใหญ่จะมีอำนาจในการตัดสินใจค่อนข้างน้อย (ร้อยละ
22.2 ของจำนวนโรงเรียนในสังกัด) โดยผู้มีอำนาจในท้องถิ่นระดับสูงจะมีอำนาจในการตัดสินใจมากถึงร้อยละ
94.4 ของจำนวนโรงเรียนในสังกัด ทั้งนี้สาเหตุสำคัญเนื่องมาจากงบประมาณของโรงเรียนในสังกัด
กทม. ถูกกำหนดจากผู้มีอำนาจสูงสุดทางการศึกษาในระดับท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ (ร้อยละ
66.7)
เช่นเดียวกับการรับครูเข้ามาทำงาน
อำนาจในการให้ครูออกยังแปรผันตามแต่ละสังกัดของโรงเรียน โดยครูใหญ่ในโรงเรียนเอกชน
(สช.) มีอำนาจในการไล่ครูออกมากที่สุด (ร้อยละ 81.3
ของจำนวนโรงเรียนทั้งหมดในสังกัด)
ในขณะที่ผู้บริหารการศึกษาในระดับประเทศจะมีอำนาจในการไล่ครูออกมากที่สุดกับโรงเรียนในสังกัด
กทม. (ร้อยละ 94.4) และ กศท. (ร้อยละ 55.6) นอกจากนี้
ยังพบว่ายังมีโรงเรียนในสังกัด สพฐ และ กศท. ที่ผู้มีอำนาจทางการศึกษาในระดับท้องถิ่นยังสามารถตัดสินใจในการว่าจ้างครูได้ด้วยเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดี
ผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดเงินเดือนครูของโรงเรียนรัฐบาลส่วนใหญ่จะมาจากผู้มีอำนาจทางการศึกษาในระดับประเทศ
ยกเว้นโรงเรียนในเครือสาธิตที่ครูใหญ่ยังคงเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงในการกำหนดเงินเดือน
ซึ่งแตกต่างจากโรงเรียนเอกชน (สช.)
และโรงเรียนในสังกัดอาชีวะเอกชนที่ครูใหญ่มีอำนาจสูงในการกำหนดเงินเดือนครู
(ร้อยละ 81.3 ของโรงเรียนในสังกัดทั้งหมดสำหรับโรงเรียน สช. และร้อยละ 276.9
ของโรงเรียนในสังกัดทั้งหมด สำหรับโรงเรียนอาชีวะเอกชน หรือ อศ.2 อย่างไรก็ดี
ในส่วนของการพิจารณาเพิ่มเงินเดือนของครูพบว่า
ครูใหญ่ของโรงเรียนในเกือบทุกสังกัดมีอำนาจอย่างเต็มที่ในการพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนของครูดังกล่าว
ทั้งนี้การมีสัดส่วนของการบริหารจัดการและตัดสินใจในระดับโรงเรียน
เช่น จากครูใหญ่หรือจากคณะกรรมการกำกับดูแลโรงเรียนจะมีบทบาทสำคัญที่สะท้อนถึงความมีอิสระ
(Autonomy)
ที่ผู้บริหารโรงเรียนจะสามารถจัดสรรทรัพยากรครูให้ตรงตามความต้องการของโรงเรียนและเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด
ประสิทธิผลในที่นี้จะคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนเป็นสำคัญโดยใช้คะแนนสอบ
PISA มาทำการวิเคราะห์
และอธิบายถึงปัจจัยที่จะส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ดังกล่าว
จากการประมาณการหาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพของครูต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยใช้ผลจากการประมาณการแบบจำลองทางเศรษฐมิติจากข้อมูลPISA
ทั้งในระดับโรงเรียนและระดับนักเรียนพบว่า คุณสมบัติของครูเช่น
สัดส่วนของการมีประกาศนียบัตรวิชาชีพ ไม่ได้ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
แต่ทว่าปัจจัยการขาดแคลนครูผู้สอนในแต่ละสาขาจะส่งผลกระทบทางลบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาบ้างไม่เฉพาะเพียงแต่ในสาขานั้นๆ
เท่านั้น แต่การขาดแคลนครูในสาขาหนึ่งยังส่งผลต่อการเรียนในอีกสาขาหนึ่งได้เมื่อครูที่เข้ามาสอนในสาขาที่ขาดแคลนนั้นจะต้องถูกดึงมาจากสาขาอื่นๆ
ด้วยเช่นกัน นอกเหนือจากปัจจัยทางด้านคุณสมบัติ/คุณภาพของตัวครูผู้สอนแล้ว
การให้ความสำคัญกับคุณภาพการสอนยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเพิ่มคุณภาพการศึกษาได้ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้เนื่องจากในอีกประมาณ
10 ปีข้างหน้า ครูประมาณ 190,000 คน (หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 47 ) ในสังกัด สพฐ
ทั้งหมดจะมีการเกษียณอายุราชการ อันส่งผลทำให้จำต้องมีการคัดเลือกครูมาใหม่อีกประมาณ
156,000 ตำแหน่ง ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพของครูผู้สอนจึงจำเป็นต้องฝากความหวังไว้กับครูรุ่นใหม่นี้
อย่างไรก็ดี ผลจากงานวิจัยในโครงการครุเศรษฐศาสตร์นี้สะท้อนว่าตลาดแรงงานงานครูมีปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขดังนี้
1)
ปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างอุปสงค์และอุปทานของครู
โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีการผลิตบัณฑิตในสาขาครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ออกมาเป็นจำนวนมาก
ในขณะที่ตำแหน่งงานที่จะรับครูมีจำนวนจำกัด
โดยสาเหตุเกิดจากนโยบายการลดขนาดของภาครัฐ ทั้งนี้ควรที่จะมีการทำการประมาณการศึกษาความต้องการกำลังคนของบุคลากรครูอย่างถูกต้อง
โดยจำแนกเป็นจำนวนที่ต้องมีการว่าจ้างในแต่ละพื้นที่ สาขาที่ต้องการ
และแต่ละโรงเรียนต้องการครูในสาขาใด และกำหนดให้คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ได้เปิดการเรียนการสอนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการดังกล่าว
ทั้งนี้คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ต้องเน้นปรับจำนวนเพื่อผลิตบัณฑิตให้ตรงกับความต้องการอย่างแท้จริง
2)
ปัญหาความไม่สอดคล้องในสาขาวิชาที่ครูจบออกมากับความต้องการรับ
โดยสาขาวิชาที่ครูจบออกมาส่วนใหญ่เป็นสาขาที่ไม่ตรงกับการขาดแคลน
โดยครูที่ขาดแคลนในปัจจุบันได้แก่ครูที่สอนในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
ในขณะที่การผลิตครูกลับเป็นสาขาที่ไม่ได้ขาดแคลนเท่าใดนัก เช่นครูพละศึกษา ทั้งนี้ภาครัฐควรมีการจัดสรรทุนการศึกษาแบบเต็มจำนวนในสาขาที่ขาดแคลนโดยระบุให้มีการชดใช้ทุนจากการทำงาน
ทั้งนี้ทุนการศึกษาดังกล่าวควรพิจารณาให้กับคนในพื้นที่นั้นเป็นลำดับแรก
นอกจากนี้ควรมีการจ่ายเงินเดือนและค่าตอบแทนให้สูงขึ้นสำหรับครูที่ทำงานในสาขาขาดแคลน
โดยเฉพาะครูที่เลือกทำงานในโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล
3)
ปัญหาจัดสรรทรัพยากรครูอย่างไม่เท่าเทียม
โดยโรงเรียนขนาดใหญ่ในเขตเมืองกลับมีจำนวนบุคคลากรครูอยู่เป็นจำนวนมาก และไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนครูแต่อย่างใด
ในขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กในชนบทกลับประสบปัญหาการขาดแคลนครู ส่งผลให้เกิดการสอนเด็กต่างชั้นในห้องเรียนเดียวกัน
หรือการที่ครูจะต้องสอนในสาขาวิชาที่ตนไม่ได้มีความชำนาญ ทั้งนี้ควรมีการจัดสรรตำแหน่งไปสู่โรงเรียนที่ขาดแคลนให้มากยิ่งขึ้น
โดยกำหนดค่าตอบแทนส่วนเพิ่มที่จะเป็นแรงจูงใจให้ครูไปสอนในโรงเรียนที่ขาดแคลนในชนบท
นอกจากนี้ควรพิจารณาพิเศษสำหรับครูที่เป็นคนในพื้นที่นั้น
รวมถึงควรนำผู้มีความรู้ในชุมชน (เช่นข้าราชการท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน
ครูภูมิปัญญาท้องถิ่น ครูจิตอาสา นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู
หรือคนในท้องถิ่นที่ได้รับการยอมรับ) ให้มาเป็นผู้ร่วมสอน นอกจากนี้ คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ควรปรับกระบวนการสอนให้ครูสามารถสอนในสาขาวิชาที่หลากหลาย
และครอบคลุมได้ในหลายๆ ระดับชั้น ในขณะที่บางประเทศ (อย่างเช่นประเทศจีน)
ได้กำหนดให้ครูจะต้องไปสอนในชนบทหรือถิ่นทุระกันดารก่อนประมาณ 2-3 ปีจึงจะได้รับการเลื่อนขั้น
4)
ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างครูผู้สอนเอง
โดยถึงแม้ว่าในปัจจุบันครูจะเป็นอาชีพที่มีรายได้สูงขึ้นและมีความมั่นคงก็ตาม
แต่เมื่อวิเคราะห์ในด้านผลตอบแทนกลับพบว่า
ครูในระดับชั้นปฐมวัยเป็นครูที่ได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าครูในระดับชั้นอื่นๆ ในขณะที่ครูในระดับมัธยมจะมีรายได้ที่สูงกว่าครูในระดับประถมศึกษา
(เมื่อมีการควบคุมปัจจัยอื่นๆ แล้ว) และครูในแต่ละสาขา
(ที่มีความสำคัญแตกต่างกันและมีความขาดแคลนแตกต่างกัน) กลับได้รับเงินเดือนไม่แตกต่างกัน
ทั้งนี้ในบางประเทศ (เช่นประเทศเกาหลีใต้)
ได้กำหนดให้ครูที่อยู่ในระดับชั้นเริ่มต้น เช่นครูประถมศึกษาและครูปฐมวัยจะได้รับเงินเดือนที่สูงกว่าครูในระดับมัธยมศึกษาเนื่องจากเห็นว่าช่วงชั้นเริ่มต้นของการเรียนการสอนเป็นช่วงที่มีความสำคัญในการสร้างทักษะทางปัญญา
(เช่น การอ่านออกเขียนได้ การคำนวณ และภาษา) ของผู้เรียน ทั้งนี้การกำหนดเงินเดือนครูผู้สอนควรมีการแปรผันตามสาขาวิชาที่ขาดแคลน
5)
ปัญหาการรับประกันคุณภาพของครูผู้สอน
โดยการกำหนดให้ครูต้องมีใบประกาศนียบัตรวิชาชีพครู
ในขณะที่ประกาศนียบัตรดังกล่าวไม่ได้จำแนกตามระดับชั้นและตามสาขาความชำนาญ อีกทั้งในการต่ออายุก็เป็นการให้ความสำคัญกับงานเอกสารเป็นส่วนมาก
ดังนั้นจึงส่งผลทำให้ใบประกาศนียบัตรวิชาชีพครูนั้นไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพของครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ตัวครูเองต้องพร้อมเข้ามารับการตรวจคุณภาพจากหน่วยงานต่างๆ
ซึ่งทำให้ต้องเสียเวลาไปกับงานเอกสารที่ต้องถูกจัดเตรียมสำหรับการประกันคุณภาพในแต่ละที่
ทั้งนี้การกำหนดให้การออกใบประกาศนียบัตรวิชาชีพครูควรที่จะต้องจำแนกตามระดับชั้นการศึกษาและจำแนกตามแต่ละสาขา
ในขณะที่การต่ออายุรอบ 5
ปีควรนำผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนและผลการประเมินครูเข้ามาพิจารณาด้วย
6)
ปัญหาระบบการจัดการบุคลากรครู โรงเรียน
(เฉพาะโรงเรียนรัฐบาล) มีบทบาทในการคัดเลือกครูที่น้อยมาก และกระบวนการคัดเลือกยังใช้ข้อสอบที่ไม่ได้มาตรฐาน
ในบางครั้งกระบวนการคัดเลือกมีความไม่โปร่งใส
ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกกลับรู้จักกับผู้มีอำนวจทางการศึกษาในระดับท้องถิ่น
นอกจากนี้ การพัฒนาทักษะครูที่จัดเป็นหลักสูตรการบรรยายเป็นหลักไม่ตรงตามความต้องการของครู
(หรือโรงเรียน) และไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการสอนได้จริง
การเลื่อนขั้นเงินเดือนหรือวิทยฐานะของครูไม่ได้เป็นการประเมินตามผลสัมฤทธิ์ของครูที่ใช้ผลการศึกษาของนักเรียนมาพิจารณาด้วย จากข้อเสนอของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
(2556) ควรต้องมีการปรับปรุงระบบการจัดการบุคลากรครูใหม่ทั้งหมด
ตั้งแต่การการรับครูเข้าทำงานที่ควรต้องมีข้อสอบการคัดเลือกที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา
การเปิดโอกาสให้โรงเรียนมีอำนาจหลักในการคัดเลือกครู
และควรมีการเข้าไปสังเกตการสอนของครูคนนั้นมากกว่าจะใช้เพียงคะแนนสอบแต่เพียงอย่างเดียว
การฝึกอบรมครูควรมีการจัดสรรงบประมาณที่จะให้อิสระกับโรงเรียนในการเป็นผู้กำหนดหลักสูตรในการฝึกอบรมดังกล่าวที่ตรงกับความต้องการของโรงเรียนนั้นๆ
อย่างแท้จริง พยายามปรับระบบการเลื่อนขั้นเงินเดือนและการเลื่อนวิทยฐานะให้เป็นไปตามศักยภาพ
(Performance-Based
Pay หรือ Merit Pay) โดยใช้ผลการเรียน
(หรือผลการสอบ) ของนักเรียนเอาเข้ามาพิจารณาประกอบ
ทั้งนี้ก่อนที่จะมีการกำหนดระบบการจ่ายตามศักยภาพควรที่จะมีการทดลองนำร่องในโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งก่อน
และพยายามหาตัวชี้วัดที่จะเหมาะกับบริบทของประเทศไทย ทั้งนี้แนวทางในการจัดการบุคคลากรครูควรมีแนวทางเฉพาะสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนทรัพยากร
ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกครูที่อาจกำหนดให้ตั้งแต่ให้นิสิตนักศึกษามาทำการฝึกสอนในโรงเรียนขนาดเล็กมากขึ้น
การกำหนดค่าตอบแทนและสวัสดิการที่สูงขึ้น กำหนดเกณฑ์การเลื่อนเงินเดือนและการเพิ่มวิทยฐานะเป็นเกณฑ์เฉพาะ
และจัดแนวทางการฝึกอบรมที่เน้นการใช้สื่อในการเรียนการสอน
เน้นความสามารถในการสอนในวิชาที่หลากหลาย เป็นต้น
7)
ปัญหาในด้านของภาระงาน ที่ส่งผลทำให้ครูจะต้องทำงานอื่นๆ
ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนโดยตรง เช่น งานประกันคุณภาพการศึกษา
การนำเด็กไปแข่งสอบ การฝึกอบรม และงานธุรการต่างๆ ของโรงเรียน ซึ่งงานต่างๆ
ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนเหล่านี้ล้วนเป็นการดึงครูออกจากนักเรียน
จนครูไม่มีเวลามากพอที่จะทุ่มเทให้กับการสอนได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ภาครัฐสามารถจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนสามารถจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการ
(Administrative
Staff) เพื่อที่จะมาช่วยเหลือครูในหน้าที่อื่นๆ นอกเหนือจากการสอน
เช่นช่วยในเรื่องการประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อให้แน่ใจว่าครูมีเวลาและหน้าที่สำหรับการสอนมากขึ้น
ในขณะที่โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณสูงอยู่แล้วก็อาจสามารถว่าจ้างเจ้าหน้าที่ธุรกิจดังกล่าวได้เอง
การจัดการฝึกอบรมครูควรที่จะจัดในระหว่างที่มีการปิดภาคเรียนเพื่อที่จะไม่กระทบเวลาสอนของครู
ทั้งนี้การประกันคุณภาพการศึกษาภายในควรกำหนดให้องค์กรของรัฐองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเพื่อลดความซ้ำซ้อนของการจัดเตรียมเอกสารสำหรับการตรวจประเมิน
8)
ปัญหาด้านการพัฒนาคุณภาพการสอน
จากผลการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศพบว่า คุณภาพการสอน (Teaching Quality) มีความสำคัญมากกว่าคุณภาพของครูผู้สอน
ในขณะที่นโยบายทางด้านการศึกษาที่ผ่านมา ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวผู้สอนเป็นหลัก
ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้ครูต้องจบในสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์
การกำหนดให้ครูต้องมีใบประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือการเพิ่มเงินเดือนและค่าตอบแทนของครูให้สูงขึ้น
แต่การพัฒนาคุณภาพของตัวผู้สอนดังกล่าวกลับไม่ได้หลักประกันว่าคุณภาพของครูผู้สอนที่ได้รับการพัฒนานี้จะส่งผลไปสู่คุณภาพของผู้เรียนอย่างแท้จริง
ทั้งนี้เนื่องจากบริบทของสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไป
ครูควรที่จะต้องมีการพัฒนาคุณภาพการสอนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนจาก Teacher-Center
Approach เป็น Student-Center Approach, การเปลี่ยนจากการที่ครูเป็นผู้สอนมาเป็นผู้ให้การกำกับดูแลการสอน
(Coaching), หรือพยายามใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
เพื่อทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนมากขึ้น
ครูควรปรับบทบาทมาเป็นผู้ให้การสนับสนุน รวมไปถึงควรมีการฝึกอบรมทักษะในการสอนใหม่ๆ
นี้อย่างต่อเนื่อง โดยควรเน้นให้มีการปฏิบัติจริงมากกว่าการบรรยาย
9)
ปัญหาด้านภาระการทำงานและความมุ่งมั่น (Passion) ของผู้ประกอบอาชีพครู
เนื่องจากครูจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับภาระงานอื่นๆ
ที่ไม่ใช่การสอนเป็นจำนวนมากจึงส่งผลทำให้ครูไม่สามารถทุ่มเทกับการสอนได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้
ครูจำนวนมากเองที่เริ่มหมดกำลังใจในการทำงานหนักและได้รับผลตอบแทนต่ำ
อันส่งผลทำให้ครูจำนวนหนึ่งเลือกที่จะลาออก ทั้งนี้แนวคิดในการสร้างความมุ่งมั่นของครูจากการให้ครูเห็นว่างานของตนเป็นงานที่มีคุณค่า
สามารถทำได้โดยการใช้หลักการของการสร้างแรงกระตุ้นจากภายใน (Intrinsic Motivation) ได้แก่
การส่งเสริมให้ครูได้ใช้ทักษะที่หลากหลายในการทำงาน (Multi-Skill) ส่งเสริมให้เกิดการทำงานเป็นทีมระหว่างครูด้วยกันและมีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียนและชุมชน
(Team and Engagement) กำหนดให้ครูมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการเรียนการสอนได้ตามเห็นสมควร
(Autonomy) และสื่อสารให้ครูได้รับทราบถึงคุณค่าของงานที่ทำ
การให้รางวัลและยกย่องครูที่สอนหนังสือดีเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ สื่อสารให้ครูได้รับทราบถึงสิ่งที่โรงเรียนคาดหวังกับคุณภาพครู
(Feedback) รวมไปถึงการทำให้โรงเรียนเหมือนกับเป็นบ้านที่สองที่ครูจะมีความสุขในการประกอบอาชีพดังกล่าว
ซึ่งการสร้างแรงกระตุ้นจากภายใน (Intrinsic Motivation) สำหรับวิชาชีพครูนี้ควรมีการส่งเสริมในการศึกษาวิจัยต่อไป
เพื่อให้ครูเกิดการสร้างความมุ่งมั่นในการทำงานด้วยตัวเองนอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงในเชิงของระบบดังที่มีการเสนอแนะในข้อข้างต้น
10) ปัญหาในด้านการสอนเพื่อให้เด็กมีคุณธรรมจริยธรรม
โดยถึงแม้ว่าการพัฒนาคุณภาพของครูผู้สอนจะส่งผลทำให้คุณภาพการศึกษาของผู้เรียนเพิ่มสูงขึ้นก็จริง
แต่การนำคะแนนสอบมาใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินคุณภาพการศึกษาก็ยังมีจุดอ่อนตรงที่ว่าการประเมินดังกล่าวไม่ได้คำนึงถึงมิติทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมของผู้เรียน
แต่เป็นเพียงการวัดความสามารถทางด้านปัญญาและการทำข้อสอบเท่านั้น
ทั้งนี้การใช้ตัวชี้วัดทางด้านผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนอย่างคะแนนสอบแต่เพียงอย่างเดียวอาจนำไปสู่การละเลยในผลลัพธ์ทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมของผู้เรียน
จากงานศึกษาของศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบพฤติกรรมไทย (2556) ได้ระบุว่า
ครูที่จะมีความพร้อมในการเป็นผู้ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมที่ถูกต้องให้แก่นักเรียนนั้นจะต้องมีลักษณะ
3 ประการ ประการแรกต้องมีความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการทางจิตใจของเด็กเช่น สติปัญญา
อารมณ์ สังคม และจริยธรรมว่าเด็กประเภทใด อายุเท่าใด อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด
ที่จะมีสติปัญญาระดับใด
มีระดับอารมณ์อย่างไรและเข้าใจเหตุผลทางจริยธรรมได้ในระดับใด ประการที่สอง
ครูควรมีความรู้เกี่ยวกับการอบรมสั่งสอนเด็ก โดยมีวิธีอบรมที่เป็นพื้นฐาน 5
ประการได้แก่ การให้รางวัล การลงโทษ การควบคุม การใช้เหตุผลกับเด็ก
และการเป็นแบบอย่างกับเด็ก ประการที่สาม ครูจะต้องเป็นผู้เปลี่ยนวิธีการได้
เพราะเด็กแต่ละคนย่อมต้องการการตอบสนองที่แตกต่างกัน
ทั้งนี้ในการเรียนการสอนในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ควรที่จะเปิดโอกาสในการเรียนการสอนในทักษะเหล่านี้ให้มากขึ้น
รวมไปถึงในกระบวนการการคัดเลือกครู นอกจากความสามารถในการสอนแล้ว
ยังควรมีการทดสอบครูโดยใช้กรณีศึกษาของเด็กแต่ละคนที่มีปัญหาแตกต่างกันเพื่อพิจารณาว่าครูแต่ละคนจะมีไหวพริบและวิธีการในการแก้ไขปัญหาของเด็กแต่ละคนอย่างไร
นอกจากนโยบายเพื่อเน้นพัฒนาคุณภาพของครูผู้สอนโดยตรงแล้ว
กระทรวงศึกษาธิการยังจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาในด้านอื่นๆ ควบคู่กันไป ซึ่งการปฏิรูปในแต่ละด้านยังส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพของครูผู้สอนด้วยเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็น
1. การปฏิรูปหลักสูตร
สื่อการเรียนรู้ และเทคโนโลยีเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดในศตวรรษที่ 21 โดยจากเดิมที่เป็นหลักสูตรที่เน้นเนื้อหาเป็นจำนวนมากและเรียนแบบท่องจำ
มาเป็นหลักสูตรที่มีความกระชับ ส่งเสริมให้นักเรียนใช้ความคิดวิเคราะห์
และบูรณาการในหลายๆ ศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยส่งเสริมให้หลักสูตรมีลักษณะ “สอนให้น้อยและเรียนรู้ให้มาก”
(Teach Less Learn
More) โดยหลักสูตรควรกำหนดองค์ประกอบทักษะในศตวรรษที่ 21
เป็นเป้าหมายหลัก และออกแบบหลักสูตรแกนกลางเพื่อให้ตอบสนองต่อเป้าหมายดังกล่าว
2. การปฏิรูประบบการวัดและประเมินผลการเรียน
เนื่องจากการวัดผลในปัจจุบันจะเน้นการวัดที่ข้อสอบเป็นหลักซึ่งอาจมีข้อโต้แย้งว่าข้อสอบดังกล่าวนั้นเป็นข้อสอบที่ไม่ได้มาตรฐาน
ดังนั้นข้อสอบควรมีการปรับเพื่อให้สอดคล้องกับการวัดทักษะที่ต้องการในศตวรรษที่ 21
โดยเน้นข้อสอบเชิงประยุกต์ มีการทำคลังข้อสอบ
เช่นคะแนนสอบและข้อมูลพื้นฐานอื่นๆ
และเปิดเผยข้อมูลการสอบอย่างเป็นระบบ
และนำผลการสอบนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินการขึ้นเงินเดือนหรือการเลื่อนวิทยฐานะของครู
ภายใต้ระบบการจ่ายเงินตามศักยภาพ (Performance-Based Pay หรือ Merit
Pay) รวมไปถึงการนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดการตัดสินใจเลือกสถานศึกษาของผู้ปกครอง
3. การปฏิรูประบบการเงินทางด้านการศึกษา
โดยควรมีการปรับจากเดิมที่เป็นการจ่ายเงินในด้านอุปทาน (Supply-Side Financing) ซึ่งเป็นการโอนเงินให้กับสถาบันการศึกษาโดยตรงตามหัวของนักเรียน
มาเป็นการจ่ายเงินโดยคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละพื้นที่ โดยควรจัดสรรงบประมาณในสัดส่วนที่มากขึ้นสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องการการพัฒนา
นอกจากนี้ในระยะยาว ควรปรับจากการจ่ายเงินด้านอุปทานมาเป็นการจ่ายเงินแบบด้านอุปสงค์
(Demand-Side Financing) มากขึ้น
โดยจ่ายในลักษณะของการโอนเงินทั้งแบบมีเงื่อนไข (Conditional-Cash
Transfer) หรือไม่มีเงื่อนไข (Unconditional Cash Transfer) ให้กับครัวเรือนที่มีฐานะยากจน ซึ่งการปฏิรูประบบการเงินด้านการศึกษานี้จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
4. การปฏิรูประบบการรับผิดชอบ
(Accountability) โดยกำหนดให้มีการนำผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษามาเป็นตัวชี้วัดหนึ่งของการประเมินการทำงานของครู
ของผู้อำนวยการโรงเรียน ของเขตพื้นที่การศึกษา และของผู้บริหารของกระทรวงศึกษาเพื่อให้แต่ละฝ่ายเกิดการรับผิดรับชอบกับคุณภาพการศึกษา
(ไม่ว่าจะดีขึ้นหรือเลวลง)
ทั้งนี้ผลสัมฤทธิ์ดังกลาวจะต้องมีการวัดอย่างรอบคอบ
มิใช่วัดเฉพาะความฉลาดทางปัญญา แต่ต้องเอาความฉลาดทางอารมณ์ สังคม
การมีสุขภาพที่ดี และมีความสุข พร้อมทั้งความขยันหมั่นเพียร ตลาดจนความรอบคอบในการกระทำสิ่งใดๆ
เข้ามาพิจารณาประกอบด้วย
นอกจากตัวแปรในด้านอุปทานอย่าง
ครูผู้สอน โรงเรียน หลักสูตร หรือนโยบายของกระทรวงแล้ว ปัจจัยทางด้านอุปสงค์ของตัวเด็กนักเรียนและครอบครัวยังมีส่วนสำคัญในการกำหนดคุณภาพการศึกษาของนักเรียน
โดยเฉพาะบทบาทของการเลี้ยงดูและความอบอุ่นในครอบครัว
ซึ่งในส่วนนี้เป็นหน้าที่ของพ่อแม่/ผู้ปกครองที่จะต้องช่วยดูแลการศึกษาของลูกนอกเหนือจากจะฝากความหวังไว้ที่โรงเรียนอย่างเดียว
ต้องไม่ลืมว่าเวลาส่วนใหญ่ของเด็กนักเรียนต่อวันยังคงอยู่นอกโรงเรียนมากกว่าอยู่ในโรงเรียน
ดังนั้นกิจกรรมต่างๆ
ที่เกิดขึ้นนอกห้องเรียนล้วนมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์ของประเทศ
