ในวันที่ 1
ตุลาคมที่จะถึงนี้มีนโยบายหนึ่งที่น่าสนใจจะเริ่มมีการบังคับใช้
เป็นนโยบายนำร่องที่ใช้เงินไม่มาก แต่ผลประโยชน์นั้นมหาศาลและคุ้มค่า
(ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์) นั่นก็คือนโยบายการให้เงินอุดหนุนแก่เด็กแรกเกิด (0-1
ปี) เป็นจำนวน 400 บาทต่อเดือนแก่เด็กที่มีสัญชาติไทยโดยครอบครัวนั้นจะต้องกำลังจะมีลูกที่เกิดตั้งแต่วันที่
1 ตุลาคม 2558 ถึง 30 กันยายน 2559 และมีฐานะยากจนรวมถึงไม่ได้อยู่ในระบบสวัสดิการประกันสังคมโดยโครงการนำร่องนี้คาดว่าจะใช้วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น
600 ล้านบาท
ทั้งนี้เนื่องจากในปัจจุบันที่การให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดในประเทศไทยนี้มีเพียงสำหรับการคุ้มครองด้วยเงินจากการสงเคราะห์บุตรจากประกันสังคมขณะที่ยังมีเด็กแรกอีกจำนวนมากที่ไม่ได้เอยู่ในระบบประกันสังคมจึงยังไม่ได้เงินสนับสนุนจากรัฐเลย และแน่นอนว่า ครอบครัวของเด็กเหล่านั้นโดยส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเป็นแรงงานนอกระบบ เช่น เกษตรกรรมหรือรับจ้างทั่วไป โดยส่วนมากจะมีรายได้ต่ำและยังไม่มีความมั่นคง
นโยบายการให้เงินอุดหนุนแก่เด็กแรกเกิดจัดอยู่ในกลุ่มของนโยบายสวัสดิการสังคม
(Social
Welfare) ที่มีวัตถุประสงค์ที่นอกจากช่วยแบ่งบาภาระของการเลี้ยงดูบุตรแก่ครัวเรือนที่มีฐานะยากจนแล้ว
ยังสามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มพัฒนาการของเด็กอันจะส่งผลบวกต่อกระบวนการการพัฒนาทุนมนุษย์ในระดับถัดไปได้งานศึกษาวิชัยล้วนให้ความเห็นตรงกันว่า
เด็กที่ได้รับการพัฒนาที่ดีตั้งแต่แรกเกิดจะมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่แข็งแรง
(กว่า) มีระดับของสติปัญญาสูง (กว่า)
และมีโอกาสในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ (มากกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการดูแล)งานศึกษาจำนวนมากทางเศรษฐศาสตร์ต่างให้การสนับสนุนนโยบายประเภทนี้เนื่องจากเป็นนโยบายที่ส่งผลดีทั้งในระยะสั้น
(เช่นการกระตุ้นเศรษฐกิจแก่ครัวเรือนที่มีฐานะยากจน,
ลดความเสี่ยงทางการเงินในครอบครัว, ลดอัตราการเสียชีวิตของเด็กทารกแรกเกิด
และสร้างโอกาสในการทำงานของพ่อแม่) และในระยะยาว (เช่น การสะสมทุนมนุษย์, การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน,
รวมไปถึงการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ)
การให้เงินช่วยเหลือเด็ก
(Child
Allowance หรือ Child Benefit) นี้เป็นนโยบายที่ถูกใช้ในหลายๆ
ประเทศทั่วโลกโดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ประเภทแรกเป็นการให้เงินอุดหนุนแบบไม่มีเงื่อนไข
(Unconditional Cash Transfer) ซึ่งโดยส่วนมากจะอยู่ในระบบรัฐสวัสดิการที่ทำในประเทศที่พัฒนาแล้วเช่น
ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ฟินแลนด์ อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ เป็นต้น
ซึ่งการให้การช่วยเหลือแบบไม่มีเงื่อนไขนี้จะมีจุดเด่นก็คือการครอบคลุมกับครอบครัวของเด็กทุกคนไม่มีการแบ่งแยกว่าจะให้เด็กที่มาจากฐานะทางด้านที่ร่ำรวยหรือยากจน
(Universal Coverage) แต่ข้อเสียของการให้แบบครอบคลุมทุกคนนี้ก็คือการที่จะต้องสิ้นเปลืองงบประมาณที่สูง
และอาจไม่ได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้มากเท่าที่ควรจะเป็น
ในขณะที่
ประเทศกำลังพัฒนา (โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา, แอฟริกา, และเอเชียตอนกลาง)
ที่ประสบปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำสูงและมีงบประมาณจำกัดมักนิยมใช้ การให้เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข
(Conditional
Cash Transfer) โดยจะทำการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่มีฐานะยากจน (Targeting)
โดยสร้างเงื่อนไข (Condition) แก่กับผู้รับผลประโยชน์เหล่านั้น
(ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเน้นเงื่อนไขด้านการลงทุนในทุนมนุษย์) เช่น
ครอบครัวที่ได้รับผลกระโยชน์จะต้องนำเด็กเข้าฉีดวัคซีน
นำเด็กเข้าตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ หรือการกำหนดให้ครอบครัวต้องนำเด็กเข้าเรียนในระบบโรงเรียน
เป็นต้น
ซึ่งวิธีการนี้จะใช้เงินงบประมาณน้อยกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่าเนื่องจากเป็นการสนับสนุนเงินให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีฐานะยากจนโดยตรง
แต่ปัญหามักเกิดกับระบบการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Targeting) ที่จะต้องเป็นระบบที่แม่นยำถูกต้องตามหลักวิชาการ
(โดยส่วนใหญ่ใช้วิธีการทางสถิติ เช่นการทำ Mean-Test)
และที่สำคัญต้องไม่ควรถูกบิดเบือนด้วยวัตถุประสงค์ทางการเมือง นอกจากนี้อุปสรรคอีกข้อของระบบการให้เงินช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไขก็คือ
ความไม่พร้อมของการจัดสวัสดิการของภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพที่ดีเพียงพอ เช่นการมีโรงเรียนที่ดีการมีสถานพยาบาลที่ครอบคลุมและได้คุณภาพความไม่พร้อมของบุคลากรของภาครัฐ
รวมไปถึงระบบการให้ความรู้แก่แม่ เป็นต้น
ซึ่งปัญหาความไม่พร้อมเหล่านี้เป็นอุปสรรคหนึ่งที่ทำให้การสร้างระบบการให้เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขไม่สัมฤทธิ์ผลในทางปฏิบัติ
อย่างไรก็ดี เมื่อมาดูระบบนำร่อง
ในโครงการนำร่องของประเทศไทยนี้ยังเป็นระบบมีความสับสนอยู่บ้างซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถประเมินผลได้ได้อย่างชัดเจนด้วยเหตุผล
3 ประการ
ประการแรก
ระบบนำร่องของไทยยังเป็นระบบที่ไม่ชัดเจนและอยู่กึ่งกลางระหว่างสองระบบข้างต้น
(ระหว่างแบบมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไข)
เราได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่มีฐานะยากจนแต่กลับไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าครัวเรือนที่ได้รับเงินอุดหนุนไปแล้วจะต้องทำอะไรบ้าง
ประการที่สอง
ระบบการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ประกาศออกมายังเป็นระบบที่หลวมและไม่ได้ลงลึกไปสู่ครอบครัวที่มีฐานะยากจนจริง
(ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากความที่ฝ่ายปฏิบัติบิดเบือนระบบ Targeting ที่แตกต่างจากงานศึกษาทางวิชาการที่เสนอมา) โดยเราไปกำหนดว่าครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์จะต้องมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า
3,000 บาทต่อคนต่อเดือน (หรือต่ำกว่า 36,000 บาทต่อคนต่อปี)นอกจากนี้ยังไปเอาข้อมูลสถานะของครัวเรือนมาประกอบการพิจารณาด้วยอีกไม่ว่าจะเป็น
การเป็นครอบครัวที่มีภาระพึ่งพิง (เช่นมีคนพิการหรือผู้สูงอายุ
หรือเด็กอายุต่ำกว่า 15
ปี หรือคนว่างงาน), สภาพที่อยู่อาศัยชำรุดทรุดโทรมหรือเป็นบ้านทำจากไม้ไผ่
ใบจาก หรือวัสดุเหลือใช้หรืออยู่บ้านเช่า, ไม่มีรถยนต์ส่วนบุคคล, หรือเป็นเกษตรกรมีที่ดินไม่เกิน
1 ไร่ ซึ่งจะเห็นได้ว่ากลุ่มเป้าหมายดังกล่าวค่อนข้างกว้างและไม่ใช่เป็นระบบ
Targeting
ไปสู่ครัวเรือนที่มีฐานะยากจนจนจริง
ประการที่สาม
เนื่องจากโครงการดังกล่าวนี้เป็นโครงการที่จะเห็นประโยชน์ได้ในระยะยาว ดังนั้นการประเมินผลประโยชน์ของโครงการนี้จึงไม่สามารถทำได้ในระยะสั้น
จะประเมินได้ก็เพียงแค่การสัมภาษณ์ครัวเรือน (และสัมภาษณ์บุคคลอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้อง) ว่าโครงการนี้ได้รับประโยชน์อย่างไร ซึ่งผลที่ได้ก็คงมาจากความเห็นในมุมมองระยะสั้นของครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เท่านั้น
และคงไม่ได้ลงลึกไปว่าครัวเรือนได้นำเงิน 400
บาทต่อเดือนนี้ไปใช้ในการเลี้ยงดูลูกจริงหรือไม่
ในท้ายที่สุด
ถ้าโครงการการให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดนี้มีการดำเนินการต่อ
ด้วยสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ระบบ Targeting แบบหลวมๆ
นี้จะกลืนหายไปและจะนำมาสู่การให้แบบครอบคลุมทั้งหมด (Universal) ในท้ายที่สุดแต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด
โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีและควรได้รับการสนับสนุนและพัฒนาต่อไปครับ
