ปัญหาการขาดแคลนแรงงานเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการพัฒนาประเทศ โดยถึงแม้ว่าสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจะผลิตบัณฑิตออกมาสู่ตลาดเป็นจำนวนมากก็ตาม
แต่ปรากฏว่า
บัณฑิตที่จบใหม่เหล่านั้นส่วนใหญ่จบมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
อันส่งผลให้บัณฑิตที่จบใหม่ต้องประสบปัญหาการไม่มีงานทำ
หรือไม่สามารถหางานได้ทันทีหลังจากเรียนจบ
ด้วยเหตุผลดังกล่าว
บัณฑิตอีกเป็นจำนวนมากจำต้องทำงานไม่ตรงในสาขาที่ตนเองจบมา
หรือบางคนต้องเลือกรับงานที่ทำต่ำกว่าศักยภาพหรือต่ำกว่าวุฒิการศึกษาที่ตนจบมา
ปัญหาดังกล่าวก็คือ ปัญหาความไม่สอดคล้องของการศึกษาต่อตลาดแรงงาน (Educational
Mismatch หรือ Labor Market Mismatch)

ทั้งนี้ปัญหาความไม่สอดคล้องดังกล่าวสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเทศได้แก่ 1)
ความไม่สอดคล้องในแนวดิ่ง (Vertical Education Mismatch) ซึ่งเกิดจากการที่บัณฑิตที่จบมาจำต้องทำงานต่ำกว่าวุฒิที่ตัวเองจบ
เช่นจบวุฒิปริญญาโทแต่ต้องทำงานเหมือนวุฒิปริญญาตรี
หรือจบวุฒิปริญญาตรีแต่กลับต้องทำงานแบบวุฒิอาชีวะศึกษา เป็นต้น และ 2)
ความไม่สอดคล้องในแนวราบ (Horizontal Education Mismatch) ซึ่งเกิดจากบัณฑิตที่เรียนมาไม่ตรงกับสายงานที่ทำ
เช่นจบมาในสาขาวิทยาศาสตร์/วิศวกรรมศาสตร์ แต่กลับมาทำงานในด้านการตลาด เป็นต้น ซึ่งปัญหาความไม่สอดคล้องการทางศึกษานี้ไม่ใช่เฉพาะเพียงทำให้เกิดต้นทุนส่วนบุคคล
(Private Cost) เพียงอย่างเดียว
แต่ยังสร้างต้นทุนทางสังคม (Social Cost) ต่อเศรษฐกิจในด้านต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น การลดลงของผลิตภาพแรงงานจากการจ้างบุคคลากรที่ไม่สามารถทำงานได้ตรงตามศักยภาพของของตน
ปัญหาการลาออกและการขาดแคลนแรงงาน ค่าเสียโอกาสของการเรียนในบุคคลนั้นๆ
ที่ไปเลือกเรียนในสาขาที่ไม่ตรงตามสายงานในอนาคต
หรือแม้กระทั่งการสิ้นเปลืองงบประมาณทางการศึกษาหมดไปกับการผลิตบัณฑิตที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
งานศึกษาวิจัยของผมชิ้นหนึ่งที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ได้ใช้ข้อมูลสำรวจ ภาวะการทำงานของแรงงานไทย (Labor Force Survey) ในปี พ.ศ.2555
เพื่อประเมินหาปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมต่อความไม่สอดคล้องทางการศึกษาทั้งในแนวดิ่งและความไม่สอดคล้องทางการศึกษาในแนวราบดังกล่าวโดยพบว่า
เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดแรงงานในต่างประเทศแล้วประเทศไทยมีระดับของความไม่สอดคล้องทางการศึกษาค่อนข้างสูงคือประมาณร้อยละ
36 สำหรับความไม่สอดคล้องในแนวดิ่ง และประมาณร้อยละ 40 สำหรับความไม่สอดคล้องในแนวราบ
โดยความไม่สอดคล้องในแนวดิ่งจะเกิดมากที่สุดกับบัณฑิตที่จบการศึกษาในระดับสูงอย่างปริญญาโท
(ร้อยละ 91) และปริญญาเอก (ร้อยละ 65) โดยเฉพาะจากสาขาทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
ในขณะที่ความไม่สอดคล้องในแนวราบจะเกิดมากที่สุดในระดับอาชีวะศึกษา (ร้อยละ 51)
โดยกับกับบัณฑิตที่จบในสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ
โดยสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพเป็นสาขาที่ประสบปัญหาความไม่สอดคล้องทั้งสองแบบนี้ต่ำที่สุด
ทั้งนี้งานศึกษายังวิเคราะห์ต่อเนื่องว่า ความไม่สอดคล้องของการศึกษาจะส่งผลทางลบต่อผลลัพธ์ของตลาดแรงงานของบัณฑิตคนนั้นๆ
โดยพบว่า ผู้ที่ประสบปัญหาความไม่สอดคล้องทั้งในแนวราบจะมีรายได้ต่ำกว่าผู้ที่ประกอบอาชีพสอดคล้องกับการศึกษาประมาณร้อยละ
7.2
ในขณะที่บัณฑิตที่ประสบปัญหาความไม่สอดคล้องในแนวดิ่งจะมีรายได้ต่ำกว่าผู้ที่ประกอบอาชีพที่สอดคล้องถึงร้อยละ
18

ในเชิงนโยบายจึงเป็นสิ่งที่ภาคการศึกษาจำเป็นต้องส่งเสริมระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต
(Life Long Learning Framework) ที่เปิดโอกาสให้แรงงานที่ทำงานไม่ตรงสาขา
(หรือต่ำกว่าสาขา)
ได้มีโอกาสในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะเพิ่มเติมในระหว่างการทำงานมากขึ้น ภาครัฐควรสนับสนุนให้เกิดหลักสูตรที่สร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรมให้มากยิ่งขึ้น
้ (Industry-University Linkages) โดยสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนบุคลากรกันระหว่างภาคเอกชนกับสถาบันการศึกษา
เพิ่มบทบาทให้นิสิตนักศึกษาได้มีโอกาสในการฝึกอบรมจากการปฏิบัติงานจริงให้มากยิ่งขึ้น
รวมไปถึงเปิดโอกาสให้สามารถเทียบหน่วยกิจจากการฝึกอบรมนั้นมาสู่เกรดของรายวิชาได้ ในระบบการเรียนการสอนปัจจุบัน
นักศึกษาควรจะได้รับการสนับสนุนให้เรียนในลักษณะของสหสาขาวิชา (Multidisciplinary Approach) มากขึ้นเพื่อให้นักศึกษาได้รับความรู้เชิงกว้างในการศึกษาสาขาต่างๆ
ซึ่งมีผลอย่างมากในการทำให้นักศึกษาได้รู้จักในการเชื่อมโยงความรู้จากสาขาต่างๆ
และสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ได้มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ควรแก้ไขปัญหาความไม่สอดคล้องตั้งแต่ระบบแนะแนวในโรงเรียนก่อนที่นักศึกษาจะเลือกคณะ
โดยควรสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพที่สามารถแนะแนวสาขาการเรียนต่อเพื่อให้ตรงตามบุคลิกภาพและความสนใจของนักเรียนคนนั้น
โดยในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย เช่นระบบการให้ทำข้อสอบจิตวิทยาเชิงบุคลิกภาพ (Personality Test)
หรือระบบ Finger Scan เพื่อให้นักเรียนสามารถรับทราบความถนัดของตนเองเพื่อที่จะสามารถเลือกเรียนในสาขาวิชาที่ตัวเองถนัดได้อย่างเหมาะสม
โดยภาพรวม
ประเทศไทยควรมีการกำหนดสาขาการทำงานที่ต้องการให้ชัดเจนที่จะส่งผลต่อแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศชาติ
และเชื่อมสาขาอาชีพที่ต้องการนั้นไปสู่สถาบันการศึกษาที่จะต้องการผลิตบุคลากรให้ตรงตามสาขาความต้องการทั้งนี้สาขาที่ต้องการไม่จำเป็นต้องผลิตออกมาในรูปแบบเดียวกันหมดและควรที่จะสอดคล้องกับความต้องการที่ลงลึกไปในระดับชุมชน
นอกจากนี้ควรจำแนกบทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งให้ชัดเจน
เช่น เป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นการเรียนการสอนในระดับปริญญาขั้นสูง
(เช่นปริญญาโทและเอก) โดยต้องเน้นการวิจัยในระดับสากล
หรือเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นด้านการสอนเพื่อออกไปทำงาน
โดยอาจารย์ผู้สอนควรมีประสบการณ์ในการทำงานมาจากภายนอก
หรือเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาคนในท้องถิ่นนั้นๆ
ซึ่งแต่ละประเภทย่อมมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกัน
และจำเป็นต้องมีตัวชี้วัดที่ยืดหยุ่นและแตกต่างกัน
และในท้ายที่สุด สาเหตุของการเกิดความไม่สอดคล้อง (ไม่ว่าจะเป็นในแนวราบหรือแนวดิ่ง) ล้วนเกิดจากการที่สังคมได้ให้คุณค่ากับใบปริญญามากกว่าทักษะที่แรงงานคนนั้นๆ มี ดังนั้นนายจ้างควรเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่สะท้อนระดับทักษะแรงงานที่ตดต้องการ และกำหนดเงินเดือนและผลตอบแทนที่อ้างอิงไปกับระดับทักษะการทำงานนั้นอย่างแท้จริง หรือพูดง่ายๆ คือจ่ายเงินตามความเก่งของคน ไม่ใช่ตามวุฒิการศึกษาเฟ้อๆ ที่จบมา