โรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการที่ยุงลาย Aedes aegyti ตัวเมียได้ไปกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก
(โดยเฉพาะช่วงที่ผู้ป่วยนั้นมีไข้สูง) เชื้อไวรัสแดงกี่ (Dengue) ก็จะใช้เวลาในการเพิ่มจำนวนในตัวยุงประมาณ 8-10 วัน
และไปที่ผนังกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุง และเมื่อยุงตัวนั้นได้กัดคนอื่นๆ
ก็จะกลายเป็นพาหะแพร่เชื้อจากไปสู่คน ดังนั้น โรงไข้เลือดออกจึงไม่ได้เกิดแต่เพียงประเทศไทยแต่เป็นโรคประจำท้องถิ่นของประเทศต่างๆ
ในเขตร้อนชื้นมากว่า 100 ประเทศ เช่น ในแถบ แอฟริกา อเมริกา
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Western Pacific แต่จะมีความรุนแรงมากที่สุดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และ Western Pacific โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มียุงลายชุกชุม
ถ้าดูจากสถิติทั้งหมด จากประชากรประมาณ 2,500
ล้านคนกลุ่มในประเทศที่มีการแพร่ระบาดของไข้เลือดออก
ประชากรจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้เลือดออกประมาณปีละ 50 ล้านคน
และต้องนอนโรงพยาบาลมากกว่า 500,000 คนต่อปี อัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 2.5
แต่อาจจะสูงถึงร้อยละ 20 ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ดังนั้น
โรคไข้เลือดออกนี้จึงเป็นโรคติดต่อที่ได้รับการสนใจอย่างกว้างขวาง
ไม่เพียงในแวดวงการแพทย์แต่ยังรวมไปถึงแวดวงทางด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข (Health Economics) เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่เพียงแต่จะสร้างต้นทุนส่วนบุคคล (Individual
Cost) ที่เกิดกับตัวผู้ติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังส่งผลลบภายนอก (Negative
Externality) ไปสู่คนอื่นๆ
และสุดท้ายก็เป็นการสร้างภาระทางการคลังของประเทศในการที่จะต้องป้องกันและรักษาผู้ติดเชื้อดังกล่าว
จากการศึกษาของ Shepard, Undurrage, and Halasa (2013)
ได้ทำการประมาณการต้นทุนทางการเงินที่เกิดจากโรคไข้เลือดออกในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
12 ประเทศ (ภูฏาน บรูไน กัมพูชา ติมอร์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว
มาเลเซีย เวียดนาม เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย) พบว่า ระหว่างปี ค.ศ. 2001-2010
มีผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกทั้งสิ้น 2.9 ล้านคน มีผู้เสียชีวิต 5,906 คน
สร้างภาระทางเศรษฐกิจ (ที่มาจากทั้งการป้องกันและการรักษา) ต่อปีประมาณ 950
ล้านเหรียญสหรัฐ (อยู่ระหว่าง 610-1,384 ล้านขึ้นอยู่แต่ละประเทศ) หรือ หรือประมาณ
1.65 เหรียญสหรัฐต่อคน (อยู่ระหว่าง 1.06-2.41 เหรียญสหรัฐขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ)
และทำให้เกิดการเสียชีวิตก่อนเวลาอันสมควรเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 214,000 วัน
(อยู่ระหว่าง 120,000-299,000 วัน) หรือประมาณ
372 วันต่อคน (210–520 วันขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ)
โดยวัดจากดัชนีปีสุขภาวะที่ปรับด้วยความบกพร่องทางสุขภาพ หรือ Disability-Adjusted
Life Years—DALYs)
ในขณะที่งานศึกษาของ Clark และคณะ (2005)
ได้ทำการประมาณการต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของไข้เลือดออกในประเทศไทยจากการเก็บกลุ่มตัวอย่างจากโรงพยาบาลประจำจังหวัดกำแพงเพชรใน
ปี ค.ศ. 2001 พบว่า
ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดจากการป่วยเป็นไข้เลือดสามารถเกิดได้จาก
1) ต้นทุนทางตรง (Direct Patient Cost) ซึ่งเป็นต้นทุนที่คิดจากค่าใช้จ่ายของการรักษาของผู้ป่วยซึ่งอยู่ที่ประมาณ
23-61 เหรียญสหรัฐสำหรับผู้ป่วยในชนบทและประมาณ 67
เหรียญสหรัฐสำหรับผู้ป่วยในเขตกรุงเทพมหานคร
2) ต้นทุนทางอ้อมหรือต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost หรือ Indirect Cost) โดยคิดจากการที่ผู้ป่วยจะต้องใช้วันลาหยุดจากโรงเรียนหรือเวลางานประมาณ
4.2-4.8 วันเพื่อทำการรักษาอาการป่วย
ซึ่งคิดเป็นค่าเสียโอกาสจากการสูญเสียรายได้จากการทำงานประมาณ 850 บาท (20
เหรียญสหรัฐ)
ซึ่งถ้าเอาต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมนี้มารวมกันจะคิดได้ประมาณ
1,846 บาท (44 เหรียญสหรัฐ) หรือเป็น ร้อยละ 81.5 ของรายได้สุทธิต่อคนต่อเดือน
อย่างไรก็ดี เนื่องจากไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่มียุงลายเป็นพาหะ
การติดเชื้อจากสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว (1 คน) ยังสามารถทำให้เกิดต้นทุนภายนอก (External Cost) ให้เกิดการติดเชื้อกับคนอื่นๆ ได้โดยเฉลี่ยประมาณ 1.4 คน (จากผู้ติดเชื้อ
1 คน) ดังนั้นเมื่อนำต้นทุนภายนอกนี้มาคิดคำนวณด้วยพบว่า
ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดจากโรงไข้เลือดออกทั้งหมดในของคนไทยโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่
2,627 บาท (61 เหรียญสหรัฐ)
ซึ่งคิดเป็นต้นทุนที่สูงกว่ารายได้สุทธิต่อคนต่อเดือนโดยเฉลี่ยของคนไทย
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า
ถึงแม้โรคไข้เลือดออกจะเป็นโรงสมัยเก่าที่ได้รับความสนใจไม่มากในวงการแพทย์ก็ตาม (เนื่องจากเป็นโรงที่มีอัตราการเสียชีวิตต่ำ
เมื่อเทียบกับโรคเอดส์ โรคมะเร็ง หรือโรคหัวใจ)
แต่เมื่อทำการประมาณการต้นทุนโดยรวมทั้งหมดแล้ว
โรงไข้เลือดออกนี้ก็มีต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่สูงไม่น้อยเลยทีเดียว
และแน่นอนว่าถ้านำต้นทุนจากโอกาสของการเสียชีวิตเข้ามาคำนวณด้วย
ในปีนี้ประเทศไทยได้สูญเสียต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดจากการสูญเสียชีวิตจากผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกแล้วถึง
108 รายในปีนี้
ซึ่งผมเข้าใจว่าผู้เสียชีวิตเหล่านี้คงเป็นครอบครัวที่โดยส่วนใหญ่มีฐานะยากจนไม่มีโอกาสและไม่มีกำลังทรัพย์พอในการรักษา
เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาที่ดีเหมือนกับกรณีของดาราดัง
เพราะการเจ็บไข้ได้ป่วยมักชอบสร้างความไม่เท่าเทียมกันโดยไปเลือกที่จะเกิดแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคมเสมอ
ดังนั้นการเพิ่มมาตรการป้องกัน (โดยเฉพาะในครัวเรือนที่ฐานะยากจน)
ย่อมเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพ (Cost Effectiveness) มากที่สุด
อ้างอิง
Clark,
D.V., Mamen, M.P., Nisalak, A., Puthimethee, V., & Endy, T.P. (2005) “Economic Impact of Dengue Fever/Dengue Hemorrhagic Fever
in Thailand at the Family and Population Levels,” American Journal of
Tropical Medicine and Hygiene, 72(6), 786-791.
Shepard,
D.S., Undurraga, E.A., & Halasa, Y.A. (2012) “Economic
and Disease Burden of Dengue in Southeast Asia,” Neglected Tropical Diseases,
7(2), 1-12.
