30 พฤศจิกายน 2558

ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากโรค “ไข้เลือดออก”

ประชาชนไทยกำลังประสบสถานการณ์ไข้เลือดออก โดยในปีนี้มีจำนวนผู้เป็นไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการป่วยในปีที่แล้ว (พ.ศ.2557) จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่เดือนมกราคมถึง 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2558 ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้วทั้งสิ้น 111,826 รายเสียชีวิตแล้ว 108 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครถึง 1 ใน 4 ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ จากเหตุการณ์ที่ดาราดังเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยไข้เลือดออกขั้นวิกฤตนั้นจึงทำให้โรคไข้เลือดออกได้รับความสนใจมากขึ้นในสังคม




โรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการที่ยุงลาย Aedes aegyti ตัวเมียได้ไปกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก (โดยเฉพาะช่วงที่ผู้ป่วยนั้นมีไข้สูง) เชื้อไวรัสแดงกี่ (Dengue) ก็จะใช้เวลาในการเพิ่มจำนวนในตัวยุงประมาณ 8-10 วัน และไปที่ผนังกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุง และเมื่อยุงตัวนั้นได้กัดคนอื่นๆ ก็จะกลายเป็นพาหะแพร่เชื้อจากไปสู่คน ดังนั้น โรงไข้เลือดออกจึงไม่ได้เกิดแต่เพียงประเทศไทยแต่เป็นโรคประจำท้องถิ่นของประเทศต่างๆ ในเขตร้อนชื้นมากว่า 100 ประเทศ เช่น ในแถบ แอฟริกา อเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Western Pacific แต่จะมีความรุนแรงมากที่สุดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ Western Pacific โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มียุงลายชุกชุม

ถ้าดูจากสถิติทั้งหมด จากประชากรประมาณ 2,500 ล้านคนกลุ่มในประเทศที่มีการแพร่ระบาดของไข้เลือดออก ประชากรจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้เลือดออกประมาณปีละ 50 ล้านคน และต้องนอนโรงพยาบาลมากกว่า 500,000 คนต่อปี อัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 2.5 แต่อาจจะสูงถึงร้อยละ 20 ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ดังนั้น โรคไข้เลือดออกนี้จึงเป็นโรคติดต่อที่ได้รับการสนใจอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงในแวดวงการแพทย์แต่ยังรวมไปถึงแวดวงทางด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข (Health Economics) เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่เพียงแต่จะสร้างต้นทุนส่วนบุคคล (Individual Cost) ที่เกิดกับตัวผู้ติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังส่งผลลบภายนอก (Negative Externality) ไปสู่คนอื่นๆ และสุดท้ายก็เป็นการสร้างภาระทางการคลังของประเทศในการที่จะต้องป้องกันและรักษาผู้ติดเชื้อดังกล่าว

จากการศึกษาของ Shepard, Undurrage, and Halasa (2013) ได้ทำการประมาณการต้นทุนทางการเงินที่เกิดจากโรคไข้เลือดออกในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 12 ประเทศ (ภูฏาน บรูไน กัมพูชา ติมอร์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย เวียดนาม เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย) พบว่า ระหว่างปี ค.ศ. 2001-2010 มีผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกทั้งสิ้น 2.9 ล้านคน มีผู้เสียชีวิต 5,906 คน สร้างภาระทางเศรษฐกิจ (ที่มาจากทั้งการป้องกันและการรักษา) ต่อปีประมาณ 950 ล้านเหรียญสหรัฐ (อยู่ระหว่าง 610-1,384 ล้านขึ้นอยู่แต่ละประเทศ) หรือ หรือประมาณ 1.65 เหรียญสหรัฐต่อคน (อยู่ระหว่าง 1.06-2.41 เหรียญสหรัฐขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ) และทำให้เกิดการเสียชีวิตก่อนเวลาอันสมควรเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 214,000 วัน (อยู่ระหว่าง 120,000-299,000 วัน) หรือประมาณ  372 วันต่อคน (210–520 วันขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ) โดยวัดจากดัชนีปีสุขภาวะที่ปรับด้วยความบกพร่องทางสุขภาพ หรือ Disability-Adjusted Life Years—DALYs)

ในขณะที่งานศึกษาของ Clark และคณะ (2005) ได้ทำการประมาณการต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของไข้เลือดออกในประเทศไทยจากการเก็บกลุ่มตัวอย่างจากโรงพยาบาลประจำจังหวัดกำแพงเพชรใน ปี ค.ศ. 2001 พบว่า ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดจากการป่วยเป็นไข้เลือดสามารถเกิดได้จาก  

1) ต้นทุนทางตรง (Direct Patient Cost) ซึ่งเป็นต้นทุนที่คิดจากค่าใช้จ่ายของการรักษาของผู้ป่วยซึ่งอยู่ที่ประมาณ 23-61 เหรียญสหรัฐสำหรับผู้ป่วยในชนบทและประมาณ 67 เหรียญสหรัฐสำหรับผู้ป่วยในเขตกรุงเทพมหานคร

2) ต้นทุนทางอ้อมหรือต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost หรือ Indirect Cost) โดยคิดจากการที่ผู้ป่วยจะต้องใช้วันลาหยุดจากโรงเรียนหรือเวลางานประมาณ 4.2-4.8 วันเพื่อทำการรักษาอาการป่วย ซึ่งคิดเป็นค่าเสียโอกาสจากการสูญเสียรายได้จากการทำงานประมาณ 850 บาท (20 เหรียญสหรัฐ)

ซึ่งถ้าเอาต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมนี้มารวมกันจะคิดได้ประมาณ 1,846 บาท (44 เหรียญสหรัฐ) หรือเป็น ร้อยละ 81.5 ของรายได้สุทธิต่อคนต่อเดือน

อย่างไรก็ดี เนื่องจากไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่มียุงลายเป็นพาหะ การติดเชื้อจากสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว (1 คน) ยังสามารถทำให้เกิดต้นทุนภายนอก (External Cost) ให้เกิดการติดเชื้อกับคนอื่นๆ ได้โดยเฉลี่ยประมาณ 1.4 คน (จากผู้ติดเชื้อ 1 คน) ดังนั้นเมื่อนำต้นทุนภายนอกนี้มาคิดคำนวณด้วยพบว่า ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดจากโรงไข้เลือดออกทั้งหมดในของคนไทยโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2,627 บาท (61 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งคิดเป็นต้นทุนที่สูงกว่ารายได้สุทธิต่อคนต่อเดือนโดยเฉลี่ยของคนไทย

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ถึงแม้โรคไข้เลือดออกจะเป็นโรงสมัยเก่าที่ได้รับความสนใจไม่มากในวงการแพทย์ก็ตาม (เนื่องจากเป็นโรงที่มีอัตราการเสียชีวิตต่ำ เมื่อเทียบกับโรคเอดส์ โรคมะเร็ง หรือโรคหัวใจ) แต่เมื่อทำการประมาณการต้นทุนโดยรวมทั้งหมดแล้ว โรงไข้เลือดออกนี้ก็มีต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่สูงไม่น้อยเลยทีเดียว และแน่นอนว่าถ้านำต้นทุนจากโอกาสของการเสียชีวิตเข้ามาคำนวณด้วย ในปีนี้ประเทศไทยได้สูญเสียต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดจากการสูญเสียชีวิตจากผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกแล้วถึง 108 รายในปีนี้ ซึ่งผมเข้าใจว่าผู้เสียชีวิตเหล่านี้คงเป็นครอบครัวที่โดยส่วนใหญ่มีฐานะยากจนไม่มีโอกาสและไม่มีกำลังทรัพย์พอในการรักษา เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาที่ดีเหมือนกับกรณีของดาราดัง เพราะการเจ็บไข้ได้ป่วยมักชอบสร้างความไม่เท่าเทียมกันโดยไปเลือกที่จะเกิดแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคมเสมอ ดังนั้นการเพิ่มมาตรการป้องกัน (โดยเฉพาะในครัวเรือนที่ฐานะยากจน) ย่อมเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพ (Cost Effectiveness) มากที่สุด


 
อ้างอิง

Clark, D.V., Mamen, M.P., Nisalak, A., Puthimethee, V., & Endy, T.P. (2005) “Economic Impact of Dengue Fever/Dengue Hemorrhagic Fever in Thailand at the Family and Population Levels,” American Journal of Tropical Medicine and Hygiene, 72(6), 786-791.

Shepard, D.S., Undurraga, E.A., & Halasa, Y.A. (2012) “Economic and Disease Burden of Dengue in Southeast Asia,” Neglected Tropical Diseases, 7(2), 1-12.