บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา "เศรษฐศาสตร์ภาคบริการ" ที่ทำการสอนในหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาได้ประยุกต์ใช้หลักการณ์ทางเศรษฐศาสตร์ในการวิเคราะห์ข่าวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน บทความนี่เขียนโดยนางสาวปรียาภา มั่นจิตร
-----------------------------------------------------------------------------------------
จากประเด็นที่ผู้เขียนและผู้ปกครองสนใจในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเกี่ยวกับการเสนอแนวคิดของผู้ตรวจการแผ่นดินท่านหนึ่งในการแก้ปัญหานโยบายการศึกษา โดยระบุให้นักเรียนที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่
6 ที่คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 2.5 จะต้องให้ผู้ปกครองรับผิดชอบในการจ่ายค่าเทอมต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่
1 แทนที่จากเดิมที่ภาครัฐจะเป็นผู้ให้การสนับสนุน โดยเห็นว่าปัจจุบันรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษามากอยู่แล้ว ในขณะที่ผลผลลัพธ์ด้านการศึกษากลับสู้ประเทศอื่นๆ คาดว่าข้อเสนอนี้จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เด็กตั้งใจเรียน และทำคะแนนได้ดีขึ้นเพื่อให้ผู้ปกครองเล็งเห็นคุณค่าของงบประมาณด้านการศึกษา
และสร้างความเท่าเทียมกับนานาประเทศ โดยจะมีการศึกษาวิจัยหาข้อมูล ก่อนที่จะเสนอให้รัฐบาลดำเนินการจริง ข่าวยังระบุว่า ข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดินทั้งหมด ไม่ถือว่าใจร้ายเกินไป เพราะหลายประเทศทั้งสิงคโปร์ เกาหลีใต้ มาเลเซีย ก็ทำแบบนี้ (
มติชนออนไลน์, 2559 )
แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์อธิบายว่า
การศึกษามีทั้งทางด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดทั้งจากจากปัญหาความเหลื่อมล้ำของครอบครัวซึ่งเป็นปัญหาทางด้านอุปสงค์ (Demand Side)
และปัญหาด้านความเหลื่อมลํ้าของโรงเรียน ซึ่งเป็นปัญหาอุปทาน ( Supply Side )
ซึ่งส่งผลทำให้ผลการเรียนของเด็กที่มีปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานที่แตกต่างกันนั้นจะมีความแตกต่างกันตั้งแต่แรกเริ่มอยู่แล้ว ดังนั้นถ้ายิ่งใช้คะแนนหรือเกรดเป็นตัวตัดสินการได้รับทุนก็จะยิ่งเพิ่มปัญหาความเหลื่อมล้ำยิ่งขึ้นไปอีก เนื่องจากครอบครัวที่มาจากฐานะยากจน
ต้องทำการกู้ยืมเงินเป็นการเพิ่มภาระหนี้สินให้กับครอบครัว
นักเรียนบางคนอาจขาดโอกาสทางการศึกษาต่อเนื่องจากสาเหตุนี้
และเนื่องจากการใช้ผลการเรียนมาเป็นมาตรฐานในการคัดคุณภาพเด็กแต่ละที่นั้นยังไม่เป็นมาตรฐานเพียงพอ
เนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทยยังมีมาก ดังนั้นการใช้ผลการเรียนเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกันจึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือถึงแม้ว่าจะเป็นข้อสอบระดับชาติอย่างข้อสอบ ONET ก็ตาม ก็ยังถือว่าไม่ได้เป็นมาตรฐานที่ดีเช่นกัน เห็นได้จากเมื่อจำแนกคะแนนตามแต่ละภาค เด็กนักเรียนในเขต กทม จะมีคะแนนสูงสุด ในขณะที่เด็กนักเรียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีคะแนนตํ่าที่สุด
นอกจากนี้ ถ้าจะว่าจริงๆ แล้วจะพบว่า งบประมาณของกระทรวงศึกษาที่สิ้นเปลืองเหล่านั้นไม่ได้หมดไปกับตัวเด็กโดยตรง แต่ร้อยละ 60 กลับหมดไปกับเงินเดือนครู ในขณะที่เราเองก็ยังไม่ได้มีการหาทางแก้ไขว่าการเพิ่มเงินเดือนให้ครูทั้งประเทศนั้นจะส่งผลมาสู่การเพิ่มคุณภาพการศึกษาและการลดความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาที่มีอยู่ได้อย่างไร
จากงานวิจัยที่มีชื่อว่า "ครุเศรษฐศาสตร์" ของ ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์อธิบายว่าปัญหาของคุณภาพครู อยู่ 10 ประการ โดยเกิดจาก คนที่มีความสามารถนั้นไม่เลือกประกอบอาชีพครู
โดยบุคคลากรครูส่วนใหญ่มาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีคะแนน Admission ต่ำ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ คนเก่งไม่มาเป็นครู
และโรงเรียนไม่มีสิทธิ์เลือกครู รวมถึงยังไม่เชื่อมโยงเอาคุณภาพของเด็กเข้ามาผูกติดกับเงินเดือนหรือการเลื่อนขั้นของครู (
Merit Pay หรือ Performance-Based
Pay ) เป็นต้น http://piriya-pholphirul.blogspot.com/2015/08/economics-of-teacher.html
ส่วนนโยบายที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญมากกว่าการลดงบประมาณ
หรือการไปจำกัดโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่ด้อยโอกาสเหล่านั้นก็คือ การหาทางแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญของการฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ ภาครัฐควรสังคยนาระบบการเรียนการสอนเสียใหม่ ลดการท่องจำ จัดทำข้อสอบที่ได้มาตรฐาน ปรับปรุงระบบการคลังทางด้านการศึกษา ( Education
Financing ) และที่สำคัญที่สุดก็คือ การให้อิสระแก่ท้องถิ่นในการกำหนดรูปแบบการเรียนการสอนเองเพื่อให้ตอบโจทย์การพัฒนาในแต่ละพื้นที่ แทนที่จะเองแต่ เกรด หรือคะแนนสอบ ONET มาวัด
จะเห็นว่าแนวทางตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินนำเสนอมานั้น
เป็นการแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพการศึกษาไม่ตรงจุด ในทางกลับกันเป็นการเพิ่มปัญหาให้มากขึ้น
-----------------------------------------------------------------------------------------
ปล. บทความนี้เป็นความคิดเห็นของนางสาวปรียาภา มั่นจิตร (นักศึกษาปริญญาโทของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์)
