ในบรรดา
10 ประเทศอาเซียนนั้น
ประเทศที่จะเป็นประโยชน์ในการขยายการค้าและการลงทุนจากประเทศไทยมากที่สุดก็คือ ประเทศ
กัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนม่า, และเวียดนาม หรือที่เราเรียกว่า "กลุ่มประเทศ CLMV" เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศนี้มีจุดแข็งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมหลายๆ
อย่างที่เป็นที่สนใจของนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็น การเป็นประเทศที่ยังคงมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก
ตำแหน่งที่ตั้งที่อยู่ศูนย์กลางมีพรมแดนระหว่างกันจึงสามารถเดินทาง
(หรือขนส่งสินค้า) ทางบกได้ (ซึ่งล้วนมีพรมแดนที่ติดกับประเทศไทย) มีขนาดพื้นที่ขนาดใหญ่ถึงรวมถึง
1.4 ล้านล้านตารางกิโลเมตร (ซึ่งใหญ่กว่าประเทศไทยเกือบ 3 เท่า)
มีจำนวนประชากรที่สูงถึง 165 ล้านคน (หรือประมาณ 2.5 เท่าของประชากรไทย) ซึ่งประชากรเหล่านั้นล้วนยังอยู่ในวัยทำงานหนุ่มสาวที่มีอายุเฉลี่ยเพียง
24.8 ปี (ซึ่งตรงข้ามกับประเทศไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นที่เรียบร้อยแล้ว) มีค่าจ้างที่ยังไม่สูง
(หรือประมาณ 1 ใน 4 ของค่าจ้างของไทย) และที่สำคัญประเทศเหล่านี้ล้วนดำเนินนโยบายการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนเพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศแทบทั้งสิ้น
ภาคธุรกิจไทยเองก็แสวงหาโอกาสเล่านี้จากการไปลงทุนในประเทศเหล่านี้มานานแล้ว
ส่งผลให้ในปี พ.ศ. 2557
การลงทุนโดยตรงของไทยในกลุ่มประเทศ CLMV มีมูลค่าประมาณ
8,177.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งขยายตัวถึงร้อยละ 49.8 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนที่ขยายตัวร้อยละ 12.6 โดยการขยายตัวนี้เกิดขึ้นในทุกประเทศไม่ว่าจะเป็น
กัมพูชา (ร้อยละ 76.6) สปป.ลาว (ร้อยละ 54.0) เมียนมาร์ (ร้อยละ 34.2) และเวียดนาม (ร้อยละ 37.1) โดยเวียดนามเป็นประเทศที่นักลงทุนไทยนิยมไปลงทุนมากสุด
อย่างไรก็ดี ถ้าสังเกตุถึงบริษัทที่เข้าไปลงทุนนั้นกลับพบว่า โดยส่วนใหญ่ล้วนเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ เครือซีเมนต์ไทย เบอร์ลี่ยุกเกอร์ กลุ่ม ปตท ธนาคารพาณิชย์ไทยเกือบทุกธนาคาร และเครือโรงแรมเชนที่มีขนาดใหญ่ เป็นต้น
แต่ถึงแม้ว่าบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้จะมีศักยภาพอย่างเพียงพอในการทำหน้าที่เป็นเครื่องจักรที่ประสบความสำเร็จในการขยายการลงทุนไปสู่กลุ่มประเทศเหล่านี้และสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาลก็ตาม
แต่ถ้ามองในมิติของการพัฒนาแล้วส เรายังไม่สามารถกล่าวได้แน่ชัดว่า ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้ได้อย่างเต็มที่เนื่องจาก
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีระดับของการเหลื่อมล้ำสูง ไม่ได้เป็นที่การันตีว่ารายได้ของบริษัทขนาดใหญ่ที่ได้รับจากการลงทุนในกลุ่มประเทศ
CLMV
นี้จะตกอยู่กับคนไทยที่มีฐานะยากจนและสร้างการเจริญเติบโตให้กับประเทศได้อย่างทั่วถึง
(Inclusive Growth) ได้
ผู้ที่จะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากบริษัทใหญ่เหล่านี้ล้วนเป็นเจ้าของและผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ
ดังนั้นในการที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการลงทุนในกลุ่มประเทศ
CLMV
นี้อย่างเต็มที่นั้น จึงจำเป็นที่การค้าและลงทุนในตลาด CLMV นี้ควรเกิดจากธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นสำคัญ
โดยในการนี้ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำเป็นที่จะต้องดำเนิน 4
กลยุทธ์ที่สำคัญ (โดยในที่นี้จะเรียกว่า "กลยุทธ์ CLMV"
เช่นกัน) ดังนี้
1) กลยุทธ์ C = Connectivity - เนื่องจากจุดเด่นของประเทศไทยก็คือ
การมีฐานที่ตั้งอยู่ในศูนย์กลางของกลุ่มประเทศ CLMV ดังนั้นภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยควรหาโอกาสในการสร้าง
"ความเชื่อมโยง" (Connectivity) ในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้
โดยควรให้ความสำคัญกับการค้าผ่านชายแดน การขยายตลาดใหม่ๆ
ไปถึงประเทศเวียดนามและจีนตอนใต้ การพัฒนาระบบ Global Value Chain จากการให้ประเทศในกลุ่ม CLMV เป็นฐานในการผลิตเพื่อลดต้นทุนการผลิต
(Cost Reduction) โดยเฉพาะกับภาคธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor
Intensive) รวมไปถึงการเข้าถึงการหาพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น (Local
Partner) ในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตใหม่ๆ (เช่น แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ
การขยายพื้นที่การเกษตร การพัฒนาระบบการเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming และขยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว) เป็นต้น นอกจากนี้ เนื่องจากประเทศเวียดนามเพิ่งเข้าร่วมการเป็นสมาชิกในกลุ่มความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement :
TPP) แล้วนั้น
ประเทศไทยสามารถใช้ตลาดเวียดนามเป็นฐานในการส่งออกไปสู่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในกลุ่มเหล่านี้ได้ด้วยเช่นกัน
2)
กลยุทธ์ L
= Labor
- จุดเด่นหนึ่งของตลาด CLMV ก็คือ การมีแรงงานในวัยหนุ่มสาวเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ยังมีค่าจ้างที่ต่ำกว่าประเทศไทยค่อนข้างมาก
ดังนั้นภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยควรเริ่มย้ายฐานการผลิตไปสู่ยังกลุ่มประเทศเหล่านี้โดยวิเคราะห์ถึงระดับทักษะแรงงานที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ
เช่นอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มควรย้ายฐานการผลิตไปประเทศกัมพูชาเพราะยังมีค่าจ้างถูกและมีระดับของทักษะไม่สูงมาก
ในขณะที่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กโทรนิกส์และอุตสาหกรรมไฮเท็คสามารถย้ายฐานการผลิตไปประเทศเวียดนาม
อุตสาหกรรมโรงแรมและร้านอาหารควรลงทุนในประเทศเปิดใหม่อย่างเมียนม่า เป็นต้น
อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากมิติในด้านค่าแรงที่ถูกแล้ว ผู้ประกอบการไทยควรคำนึงถึงมิติทางด้านผลิตภาพของแรงงานในแต่ละประเทศด้วยเช่นกัน
(Labor Productivity) โดยควรเปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างค่าจ้างและผลิตภาพที่แรงงานในประเทศนั้นมี
เช่นแรงงานที่ค่าจ้างสูงกว่าแต่ผลิตภาพสูงกว่า (เช่นประเทศเวียดนาม)
อาจมีความคุ้มค่าในการเข้าไปลงทุนมากกว่าประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานถูกกว่า นอกจากนี้ควรเรียนรู้ในการนำกลยุทธ์การบริหารความหลากหลาย
(Diversity Management) มาใช้ในการจัดการทรัพยากรบุคคล (HR
Management) ซึ่งเป็นระบบที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในบริษัทข้ามชาติจำนวนมากเนื่องจากการบริหารแรงงานที่มีหลากหลายชาติพันธ์จำเป็นต้องเข้าใจถึงมิติทางด้านทัศนคติ
วัฒนธรรม และค่านิยมของแรงงานในแต่ละประเทศด้วยเช่นกัน
3)
กลยุทธ์ M
- Modification
- จากการที่โลกเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิตัล กลุ่มประชากรในประเทศ CLMV
เองก็สามารถเข้าถึงระบบเทคโนโลยีและสารสนเทศได้อย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
ดังนั้นภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยควรเรียนรู้ในการใช้ระบบอินเตอร์เน็ตในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและการจำหน่อยสินค้า
(Modify) ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างเช่นการใช้เทคโนโลยีในการจัดหาวัตถุดิบ
การใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในกระบวนการผลิต รวมไปถึงการเพิ่มช่องทางในการในการจำหน่ายผ่านระบบอีคอมเมิร์สและเอ็มคอมเมิร์ส
นอกจากจะใช้ในธุรกิจการผลิตแบบดั้งเดิมแล้ว
การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศยังสร้างโอกาสแก่ภาคธุรกิจเทคสตาร์ตอัพ (Tech
Startup) ไทยในการขยายกลุ่มลูกค้าไปยังประเทศเหล่านี้มากขึ้นด้วยเช่นกัน
4)
กลยุทธ์ V
= Value-Added
- เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงจำเป็นที่ภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจะต้องพยายามสร้างมูลค่าเพิ่ม
(Value-Added) ในสินค้าและบริการ ตามหลักการณ์ของ “รอยยิ้มแห่งการสร้างมูลค่าเพิ่ม”
(Smiling Curve of Value-Added) กลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่มสามารถทำได้ตั้งแต่
การออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุหีบห่อ การยกระดับมาตรฐานการจัดการคุณภาพ (Total
Quality Management) การสร้างแบรนด์สินค้า การพัฒนาคุณภาพของตัวสินค้า
และการพัฒนาช่องทางการจัดส่ง เป็นต้น
และเนื่องจากตลาด CMLV ยังไม่ได้ต้องการระดับมูลค่าเพิ่มที่สูงนัก
ผู้ประกอบการไทยจึงมีความได้เปรียบในตลาดนี้อย่างเต็มที่ การสร้างมูลค่าเพิ่มของตัวสินค้าจะทำให้สินค้าไทยเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทีมีฐานะระดับกลางและระดับบนมากขึ้น
และเมื่อเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้เกิดการขยายตัวในอนาคต
การจับกลุ่มลูกค้าในระดับบนนี้จะเป็นช่องทางหนึ่งในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาว
ทั้งนี้
นอกจากประเทศไทยแล้ว ประเทศที่มีศักยภาพอื่นๆ เช่นประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้
สิงคโปร์ ล้วนต่างเห็นประโยชน์ในการขยายการค้าและการลงทุนมาสู่กลุ่มประเทศ CLMV นี้ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นในการที่ประเทศไทยจะไม่เสียผลประโยชน์จากการแข่งขันในประเทศเหล่านี้
ภาครัฐควรมีนโยบายการสนับสนุนและแผนที่ชัดเจนแก่ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยที่เข้าไปลงทุนในกลุ่มประเทศเหล่านี้อย่างเด่นชัด
(ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่ เขาเก่งของเขาอยู่แล้ว) ไม่ว่าจะเป็น
การกำหนดยุทธศาสตร์ที่แน่ชัดในการใช้แรงงานจากประเทศ CLMV อุตสาหกรรมไหนจะไปลงทุน
อุตสาหกรรมไหนจะต้องผลิตในไทยและนำเข้าแรงงาน ประทศศไทยจะมีวิธีการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติอย่างไร
และประเทศไทยจะมียุทธศาสตร์ในด้านมาตรการด้านภาษีและไม่ใช่ภาษีแก่ภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างไร
มีอะไรให้น่าคิดและน่าทำอีกมากครับตลาดนี้ครับ
