ด้วยโอกาสทางการศึกษาที่เปิดกว้างมากขึ้น
มีทางเลือกมากขึ้น (โดยเฉพาะกับคนมีเงิน) ประกอบกับการที่ตลาดแรงงานให้ความสำคัญกับวุฒิการศึกษา
จึงส่งผลให้ความต้องการ (อุปสงค์) ของการเรียนต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกกลายเป็นเรื่องปกติในประเทศไทย
ซึ่งมหาวิทยาลัยในฐานะของผู้ให้บริการ (อุปทาน) การศึกษานี้ก็มีการตอบสนองอย่างรวดเร็วจากการเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกเกิดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดในกว่า
10 ปีที่ผ่านมา แต่คำถามก็คือ 1) หลักสูตรเหล่านั้นตอบสนองความต้องการในตลาดแรงงานบ้างหรือไม่
และ (ที่สำคัญกว่า) 2) หลักสูตรเหล่านั้นมีคุณภาพดีเพียงใด
ผู้สำเร็จการศึกษามีทักษะที่สมศักดิ์ศรีว่าเป็นมหาบัณฑิต
(หรือที่แปลว่าผู้มีความรู้มาก) และดุษฎีบัณฑิต (หรือที่แปลว่าผู้มีความรู้ที่ควรได้รับการยกย่องชื่นชม)
มากน้อยเพียงใด
โดยส่วนตัว ผมคิดว่าตอนนี้เราต้อง
"ทำใจ" กับบัณฑิตที่จบในระดับปริญญาโทไปได้แล้ว การเรียนต่อเพียงแค่ 1-2
ปีจำนวน 36 หน่วยกิต (หรือ 12 วิชา)
เป็นระยะเวลาและขั้นตอนที่น้อยมากที่จะพัฒนาคนเหล่านั้นให้เป็นผู้มีความรู้มากอย่างแท้จริง
(จะรู้มากขึ้นหน่อยก็เรื่องทำวิจัยพอเป็น) ประกอบกับการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยที่สร้างทางเลือกให้แก่บัณฑิตที่สามารถ
"หนีที่ที่ได้คุณภาพสูงแต่เข้มงวดไปเรียนยังที่ที่เรียนง่ายกว่าและมีคุณภาพต่ำกว่า"
เพิ่มขึ้น (จนท้ายที่สุด มหาวิทยาลัยที่ได้คุณภาพอาจจำเป็นต้องลดคุณภาพของตัวเองลงเพื่อดึงไม่ให้เด็กเหล่านั้นหนีไป)
มหาบัณฑิตที่จบมาส่วนใหญ่จึงไม่ได้คุณภาพในสายตานายจ้าง
ทำงานไม่ต่างอะไรกับวุฒิปริญญาตรี อย่างที่เราๆ ทราบกันดี
ถึงแม้ว่าจะทำใจในระดับปริญญาโทไปแล้ว
แต่ที่ยังยอมไม่ได้
(และหงุดหงิดใจมากๆ) ก็คือหลักสูตรปริญญาเอก เพราะคนจบปริญญาเอก
(หรือที่เราเรียกเขาหล่านั้นว่าด็อกเตอร์) ที่ไม่ได้คุณภาพจะส่งผลเสียต่อประเทศชาติมากกว่าระดับอื่นๆ
เพราะเขาเหล่านั้นจะเป็นผู้สอน นักวิจัย หรือผู้ชี้นำความคิดของสังคม
และแน่นอนว่าถ้าดุษฎีบัณฑิตเหล่านั้นไม่ได้คุณภาพ เด็กนักเรียนนักศึกษาที่เขาสอน
งานวิจัยที่เขาทำ หรือการพูดของเขาในที่ต่างๆ จะมีคุณภาพและถูกต้องเพียงใด
นอกจากมิติทางคุณภาพแล้ว
การผลิตดุษฎีบัณฑิตของไทยยังประสบปัญหาในเชิงของปริมาณ
โดยจากงานศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งของผมได้นำข้อมูลในตลาดแรงงานผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอกมาวิเคราะห์พบว่า
แรงงานที่จบในระดับปริญญาเอกถึงร้อยละ 60 ที่ทำงานต่ำกว่าวุฒิที่ตัวเองจบมา
ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่ทำงานตามสายงานที่ตัวเองเรียนมา หรือพูดง่ายๆ
ก็คือ "คนที่จบด็อกเตอร์เหล่านั้นไม่ได้ทำงานเป็นอาจารย์ในรั้วมหาวิทยาลัย
ไม่ได้เป็นนักวิเคราะห์หรือนักวิจัย คนกว่าร้อยละ 60
เหล่านั้นเพียงเรียนต่อเพื่อต้องการวุฒิที่การศึกษาในระดับสูงหรืออยากเพียงมีคำว่าด็อกเตอร์นำหน้าในนามบัตรตัวเองเท่านั้นเอง"
ซึ่งเราน่าจะพอคาดได้การมีด็อกเตอร์ออกมามากๆ (และไม่ได้คุณภาพ) จึงไม่ช่วยในการสร้างนวัตกรรมหรืองานวิจัยที่จะช่วยในการพัฒนาประเทศแต่อย่างใด
โดยส่วนตัวผมคิดว่าประเทศไทยกำลังมาผิดทางในการผลิตบุคคลากรทางด้านปริญญาเอกในหลายประเด็น
- ประเทศไทยไม่ได้ต้องการคนจบปริญญาเอกมากขนาดนั้น ในต่างประเทศคนจะเรียนปริญญาเอกก็ต่อเมื่อเขาเหล่านั้นต้องการประกอบอาชีพเป็นอาจารย์หรือนักวิจัย และจะไม่มาเสียเวลาเรียนเพื่อเอาวุฒิให้คนเทิดทูน แต่ให้คนเทิดทูนจากการทำงาน ต้องเข้าใจว่าประเทศไทยเราไม่ได้ต้องการคนจบปริญญาเอกจำนวนมากๆ แต่เราต้องการคนจบในสาขาที่ขาดแคลน (หรือสาขาที่จะเป็นอนาคตของประเทศ) เช่น สาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และอุตสาหกรรมอนาคตใหม่ๆ ซึ่งเป็นสาขาที่เราต้องการบุคคลากรชั้นสูงประเภท Innovative Scientist หรือ Innovative Engineer ในการสร้างนวัตกรรม แต่เรากลับมีปริมาณด็อกเตอร์ที่มากเกินไป (Over Supply) ในสาขาทางสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะสาขาบริหารการศึกษาและรัฐประศาสนศาสตร์
- หลักสูตรปริญญาเอกไม่ใช่ที่ไหนก็สามารถเปิดสอนได้ แต่ควรกำหนดให้สถาบันการศึกษา ที่พร้อมเท่านั้นถึงสามารถดำเนินการได้ ซึ่งพร้อมในที่นี้ผมมองเห็นแค่มหาวิทยาลัยวิจัย (ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการจัดว่าเป็นมหาวิทยาลัยกลุ่ม ง) เพียงไม่ถึง 10 แห่งและมหาวิทยาลัยเอกชนบางที่เท่านั้น
- หลักสูตรปริญญาเอกควรกำหนดให้ไม่เป็นหลักสูตรหาเงินหรือต้องเลี้ยงตัวเอง เพราะการที่หลักสูตรเลี้ยงตัวเองจะทำให้คณะที่สอนต้องไปเน้นปริมาณจากการรับนักศึกษาจำนวนมาก (ดังที่เราเห็นได้ในหลายที่) แต่ควรเน้นที่คุณภาพ ซึ่งในการแก้ ภาครัฐควรจัดสรรงบประมาณให้มหาวิทยาลัยที่พร้อมเหล่านั้นเพื่อไม่ให้มหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องใช้หลักสูตรปริญญาเอกในการหาเงินหรือต้องเลี้ยงตัวเอง ในต่างประเทศหลักสูตรปริญญาเอกเกือบทุกที่ล้วนขาดทุนแทบทั้งนั้นเพราะเขาไม่ได้มองในด้านตัวเงินของหลักสูตรนี้ เมื่อไม่มีเรื่องเงินคณะก็สามารถคัดเลือกเด็กที่มีคุณภาพสูงมาเรียนได้ ไม่ต้องรับทุกคนเหมือนในปัจจุบัน และแน่นอนว่าจะสามารถควบคุมและรักษาคุณภาพได้
- การควบคุมคุณภาพที่ผ่านมาเรามองไปที่การที่เด็กจะจบปริญญาเอกจะต้องตีพิมพ์หรือนำเสนอในงานประชุมวิชาการให้ได้ก่อนถึงจะสำเร็จการศึกษา ซึ่งเป็นการเน้นทางด้าน Output แต่เรากลับเน้นในตัวของกระบวนการ (หรือ Process) น้อยมาก เช่น กระบวนการเรียนการสอนที่เข้มข้น รวมไปถึงกระบวนการคัดเลือกและการสอบ Qualified Exam การตีพิมพ์นั้นปัจจุบันง่ายมาก หลายที่ถึงขั้นทำข้อตกลง (Deal) กับวารสารหรือหน่วยงานในการขนเด็กไปนำเสนอผลงานแบบเป็นกระบิ วารสารในประเทศก็มีให้เด็กเลือกมากมาย สามารถตีพิมพ์ได้ง่าย เด็กก็แค่ทำวิทยานิพนธ์ออกมามาแบบพอไปนำเสนอได้แน่นอนว่าคุณภาพไม่ได้เลย
- อย่างไรกีดี ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) ก็มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งในการควบคุมคุณภาพตามข้อข้างต้นก็คือ "คุณภาพของอาจารย์ผู้สอนในหลักสูตรปริญญาเอก" ถึงแม้ว่าอาจารย์หลายคนจะจบวุฒิปริญญาเอกมาก็จริง แต่ในประเทศไทยอาจารย์ส่วนใหญ่เหล่านั้นยังมีทำวิจัยน้อยมาก หรือถ้าทำก็เป็นเพียงงานวิจัยรับจ้าง (Commission Research) จากหน่วยงานต่างๆ ถึงแม้ว่างานวิจัยประเภทนี้จะได้ประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศบ้างก็ตาม แต่งานวิจัยประเภทรับจ้างนี้จะ "ไม่มีคุณภาพทางวิชาการที่สูงเท่าใดนัก" เมื่อเปรียบเทียบกับงานวิจัยที่เน้นตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในระดับนานาชาติ (International Publication) ด้วยการทำงานเพียงแค่งานวิจัยรับจ้างอย่างเดียวจึงส่งผลให้อาจารย์ที่สอนปริญญาเอกหลายคนไม่รู้เรื่องจริง สอนผิดๆ (และไม่รู้ว่าตัวเองสอนผิด) ถึงแม้ว่าการทำงานวิจัยแบบรับจ้างช่วยหาเงินหากล่องให้ แต่มันไม่ได้สร้างองค์ความรู้เชิง Academic แก่อาจารย์คนนั้นเท่าไรนัก และแน่นอนว่าพออาจารย์ไม่ได้คุณภาพ เด็กก็ไม่ได้คุณภาพ (โดยเฉพาะเด็กปริญญาเอกที่จะจบมาเป็นอาจารย์) ตามมา และกลายมาเป็นอาจารย์ที่ไม่ได้คุณภาพต่อเนื่องเป็นลูกโซ่
ผมคิดว่า การปิดหลักสูตรปริญญาเอก
ป เอก ที่ไม่ได้คุณภาพจำเป็นต้องทำได้แล้ว และจำกัดให้สอนในที่ที่พร้อมจริงๆ (ตอนนี้อาจดูที่มหาวิทยาลัยกลุ่ม ง และมหาวิทยาลัยเอกชนบางที่) นอกจากนี้ควรมีการวางแผนกำลังคนในระดับปริญญาเอกโดยดูจากจำนวน 1)
นักศึกษาที่เข้าเรียนระดับปริญญาตรีในแต่ละที่ และ 2)
ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่สำคัญและจะเป็นอนาคตของประเทศ
ถ้าทำเช่นนี้คุณภาพและปริมาณของด๊อกเตอร์ในประเทศไทยก็จะมีความสอดคล้องกับตลาดแรงงานมากขึ้นครับ
โดยส่วนตัวผมเอง
ตั้งแต่เป็นอาจารย์มา
10 กว่าปี เคยรับนักศึกษาในหลักสูตรปริญญาเอกเป็นที่ปรึกษาเพียงคนเดียวเท่านั้น
ด้วยเหตุผลก็คือ "ผมคิดว่าผมไม่เก่งพอที่จะเป็นอาจารย์ควบคุมวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก
เมื่อเทียบกับคุณภาพที่ควรจะเป็นในระดับสากล

