บทความนี้มาจากการสังเคราะห์ของรองศาสตราจารย์ ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจจากการเข้าฟังสัมมนาของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเรื่อง "ถอดรื้อการศึกษาไทย" โดยถอดการบรรยายของนายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ คุณหมอจิตวิทยาเด็กชื่อดัง
ยาวนิดนึงครับ แต่พ่อแม่ที่มีลูก (และกำลังเบื่อหน่ายกับระบบการศึกษาที่ลูกกำลังประสบ) ควรอ่าน โรงเรียนและครู (ที่กำลังจัดระบบการศึกษาที่น่าเบื่อหน่ายนี้) ก็ควรอ่าน ผู้กำหนดนโยบายของรัฐ (ที่เป็นผู้สร้างระบบที่น่าเบื่อหน่ายนี้ แต่สามารถแก้ไขได้) ยิ่งต้องอ่าน ส่วนนักวิชาการรู้หมดแล้วว่าต้องทำอย่างไร แต่ทำเองไม่ได้
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้ไปฟังสัมมนาที่ดีสุดสำหรับผู้เขียนในรอบหลายปีที่ผ่านมา สัญญาตัวเองว่าจะต้องนำมาเขียนเก็บไว้เพราะมีประโยชน์มาก เป็นงานสัมมนาที่เป็นเวทีสาธารณะที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ สาเหตุที่เป็นสัมมนาที่น่าตื่นเต้นก็เพราะมีผู้เข้าร่วมเสวนานาเป็นคุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ คุณหมอจิตวิทยาเด็กที่เป็น idol ของผู้เขียนที่เคยอ่านหนังสือของคุณหมอตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ เป็นหนังสือที่ไม่เหมือนใคร ให้แนวคิดมุมมองที่น่าสนใจและเป็นวิทยาศาสตร์ ที่สำคัญคือ ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอมาโดยตลอด โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนนับถือหมอเด็ก 2 ท่านมากๆ คือคุณหมอประเสริฐท่านนี้และคุณหมออรุณ วิทยะสุภร ที่เป็นหมอเด็กของลูกๆ ผู้เขียนและเป็นผู้ที่มีแนวคิดตรงกับคุณหมอประเสริฐอย่างไม่น่าเชื่อ แนวคิดของคุณหมอสองท่านนี้ทำให้เราพ้นวิกฤติในการเลี้ยงลูกมาได้อย่างสบายๆทุกๆครั้ง
ในวันสัมมนาเลยได้ไปสวัสดีและแนะนำตัวกับคุณหมอว่าอาจเชิญท่านมาช่วยวิจารณ์งานวิจัยเรื่องหนึ่งของผู้เขียน รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนและซักถามเรื่องความกังวลใจในการเลี้ยงลูกในโลกปัจจุบันกับคุณหมอ ในวันนั้นคุณหมอได้เปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับการ “ถอดรื้อการศึกษาไทย” ที่ฟังง่ายและชัดเจนถึงแนวคิด ดังนี้
คุณหมอขึ้นต้นว่า “การเรียนรู้สำคัญกว่าความรู้ และกระบวนการหาคำตอบสำคัญกว่าคำตอบ” (ซึ่งตัวเองคิดมาตลอดว่ากระบวนการสำคัญกว่าผลลัพธ์ในการเลี้ยงเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก โดยพ่อแม่ในประเทศยังไม่ค่อยจะเข้าใจเรื่องนี้เลย เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ใครเข้าใจ คนนั้นได้ เพราะจะไม่ตกในวังวนของการติว การแก่งแย่ง และการต้องได้เพราะถ้าเน้นที่กระบวนการ เด็กทุกคนไม่ต้องแย่ง และสุดท้ายจะ “ได้” ทุกคน)
คุณหมอพูดต่อว่า ระบบการศึกษาไทยต้องรื้อหมด ต้องเปลี่ยนแนวคิดว่าเด็กต้องเรียนรู้อะไรบ้าง (ควรโยนสาระการเรียนรู้ที่มากมายออกไปให้หมด) โดยเรื่องที่เด็กปฐมวัยต้องเรียนมี 3 เรื่องคือ learning skill (ทักษะการเรียนรู้) life skill (ทักษะชีวิต) และทักษะไอที (IT skill)
เริ่มจากทักษะการเรียนรู้ (learning skill) ที่แบ่งเป็นขั้นตอนของการเรียนรู้ที่เริ่มจาก critical thinking คือสอนให้เด็กมีการคิดอย่างมีเหตุผลเป็น วิจารณ์เป็น (ไม่ใช่การสอนให้เด็กจำ) หลังจากนั้นต้องพัฒนาเด็กไปสู่ communication skill สามารถสื่อสารความคิดกับผู้อื่นได้ ถกเถียงได้อย่างมีเหตุผล ซึ่งเป็นการพัฒนาอีกขั้นออกไปสู่ทักษะการใช้ชีวิตกับสังคมที่กว้างขึ้น จากนั้นต้องพัฒนาไปสู่ collaboration หรือการร่วมมือกับผู้อื่น ยอมรับในเหตุผลและข้อจำกัดของความคิดคนอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้ ถ้าเด็กพัฒนาได้ดีจะไปถึงอีกขั้นของทักษะการเรียนรู้คือการมี creativity หรือความคิดสร้างสรรค์ในเชิงความรู้ที่จะนำไปต่อยอดให้เด็กคนนั้นๆ เก่งขึ้นมา
ทักษะกลุ่มที่สองคือ คือทักษะชีวิต (life skill) มีองค์ประกอบคือ มี goal หรือการฝึกให้เด็กมีการตั้งเป้าหมาย ซึ่งเป็นเป้าหมายที่โตตามวัย (แอบคิดตามคุณหมอว่า เช่น ฉันต้องอ่านหนังสือให้ออก) แล้วพัฒนาให้เด็กมี plan หรือวางแผนเพื่อที่จะถึงจุดนั้น (ตอนนี้ใกล้จะเป็นอริยะสัจสี่แล้ว) เช่น จะฝึกอ่าน ก ข ทุกวันวันละ 5 นาที จากนั้นก็ฝึกให้เด็กรู้จัก decision making หรือการตัดสินใจเลือกว่าจะทำอย่างไร อะไรดี อะไรไม่ดี อะไร work อะไรไม่ work จากนั้นก็พัฒนาเด็กไปถึงขั้นตอนของ accountability หรือการยอมรับผลของการตัดสินใจและผลของการกระทำของตัวเอง เช่น ทำแบบนี้แล้วยังอ่านไม่ออก จะโทษใคร มีอะไรขาดตกบกพร่องบ้าง รู้จักวิเคราะห์และแก้ไข (ไม่เหมือนเด็กในปัจจุบันที่ชอบโทษพ่อแม่ โทษคนอื่นในเรื่องที่ควรจะโทษตัวเอง) สุดท้ายต้องสอนให้เด็กมี resiliency คือมีความยืดหยุ่น ยอมรับในความไม่สมบูรณ์ ยอมรับความผิดหวัง และยอมรับว่าสามารถที่จะปรับเปลี่ยนแผนได้
ทักษะกลุ่มสุดท้ายคือทักษะ ไอที (IT skill) (อันนี้ส่วนตัวคิดว่าในวงการการศึกษาไทยเรายังมองคนละมุมมองคืออยากแต่ให้เด็กเข้าถึงไอทีเพียงแค่จะใช้ประโยชน์จากไอทีได้อย่างไร) โดยคุณหมอเน้นว่า ปัจจุบันเราอาจไม่ต้องเรียนวิชาการกันแล้ว เพราะความรู้มีมากมายไปหมด การเรียนรู้ในโลกปัจจุบันจึงควรเน้นให้เด็กเป็นผู้ "รับข้อมูลข่าวสารให้เป็น" โดยเริ่มจากให้ทักษะการบริโภคข้อมูล (consume) ว่าจะคัดกรองอย่างไร ควรสืบค้นข้อมูลจากแหล่งใดที่น่าเชื่อถือ หลังจากนั้นต้องเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ (analyze) ว่าอะไรเราควรเชื่อ อะไรไม่ควรเชื่อ มีเหตุมีผลอย่างไร คุณหมอเน้นว่ากระบวนการสำคัญกว่าความรู้ สุดท้ายคือต้องให้เด็กเรียนรู้ที่จะใช้ไอทีในชีวิตและการทำงาน รู้ว่าจะนำความรู้ข่าวสารมาประยุกต์ใช้อย่างไร (serving life) ผู้เขียนเคยตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ว่า เด็กไทยรู้จักกูเกิ้ลแต่ไม่ชอบใช้กูเกิ้ลสืบหาข้อมูลที่จะทำให้ชีวิตเค้าเจริญขึ้น มักใช้หาเรื่องไร้สาระ
จากนั้นคุณหมอก็เสนอไอเดียว่าการศึกษาไทยควรให้เด็กเรียนอะไร คุณหมอพูดได้น่าสนใจว่า เด็กประถมควรเรียนวิชาการแค่ อ่าน เขียน คณิตศาสตร์ โดยเสนอว่า ควรเลิกการเรียนที่เป็นวิชาทั้งหมดแล้วให้จัดการเรียนการสอนแบบ problem based learning (ไม่แปลไทย เดี๋ยวยิ่งงง) โดยจัดการเรียนการสอนที่เป็นโจทย์ที่มุ่งเน้นการหาคำตอบที่เน้นกระบวนการ โดยแนวการเรียนในอนาคตควรแบ่งเป็น 4 เรื่องใหญ่ๆเท่านั้น (ไม่ใช่เลข การอ่าน การฟัง การเขียน สังคม วิทย์ ดนตรี นาฏศิลป์ พละ ฯลฯ อย่างที่เด็กๆกำลังได้รับทุกข์กรรมกันอยู่กับสาระการเรียนรู้ท่วมหัว) เรื่องที่ว่าคือ
- สุขภาพ (Health) เช่น เราจะดูแลสุขภาพอย่างไร สมาธิสั้นมีจริงหรือไม่ กรดไหลย้อนคืออะไร แก้ไขยังไง จำเป็นต้องดัดฟันหรือไม่ วัยทอง/กระดูกพรุนมีจริงหรือเปล่า ป้องกันอย่างไร ฯลฯ ซึ่งความรู้วิทยาศาสตร์และสังคมก็จะตามมาเอง
- เศรษฐศาสตร์ (Economics) (อันนี้ถูกใจมากๆ) เด็กๆต้องเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการเรื่องของตัวเอง จัดการทรัพยากรรอบตัว รู้จักการลงทุนและการออม รู้จักการตัดสินใจและประเมินความเสี่ยง รวมทั้งประเมินจาก cost และ benefit แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆใกล้ตัว (อันนี้ผู้เขียนเติมเอง)
- สิ่งแวดล้อม (Environment) โดยเรื่องธรรมชาติ โลกร้อน ภัยพิบัติเป็นเรื่องจำเป็นในอนาคต มนุษย์จะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ป้องกันภัยพิบัติ และเอาตัวรอดจากภัยพิบัติต่างๆได้ เช่น เด็กๆต้องเรียนรู้ว่า แผ่นดินไหวเกิดจากอะไร เกิดแล้วทำอย่างไร
- การอยู่ร่วมกันในสังคม (Civil Society) โดยเน้นการศึกษาเรียนรู้ให้เด็กสามารถที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมที่หลากหลาย (และจะหลากหลายมากขึ้นในอนาคต) และมีความคิดเห็นที่แตกต่างได้อย่างไร
ทั้งหมดนี้คุณหมอเน้นว่าการศึกษาที่ดีจะต้องไม่ทิ้งคนใดคนหนึ่งไว้ข้างหลัง (อย่างที้โรงเรียนส่วนใหญ่จะเน้นแต่เชิดชูแต่เด็กเก่ง) การเรียนการสอนต้องเน้นกระบวนการที่เป็นแบบ problem-based learning เอาเป้าหมายเป็นที่ตั้งและเน้นกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก โดยให้เชื่อว่า “เด็กทุกคนทำบางอย่างได้เสมอ” problem based learning จะต้องแบ่งเด็กให้ในกลุ่มมีความหลากหลาย จุดประสงค์คือการให้เด็กทุกคนได้เรียนรู้ (ไม่ใช่ให้กลุ่มมาแข่งกัน) ให้เด็กทุกคนในกลุ่มมีหน้าที่ที่เค้าจะวางแผนการทำงานและทำด้วยตัวเอง สุดท้ายเด็กจะได้ฝึกทำ ทำได้ และจะได้ self esteem ทุกคน ทั้งนี้การแบ่งกลุ่มให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่มจะเป็นภาระหนักสำหรับครู (ควรมีครูที่เข้าใจขบวนการและฉลาด คิดเป็น) การประชุมครูทุกครั้งต้องเอาเรื่องนักเรียนขึ้นมาถกเถียงกันก่อน ไม่ใช่การประชุมเพื่อกำหนดกฎระเบียบให้เด็กปฏิบัติหรืออกข้อสอบประเมินเด็ก และหาก problem-based learning ไม่ได้ผลที่ดีก็แสดงว่ากระบวนการไม่ดี ครูต้องถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะปรับกระบวนการเรียนรู้ใหม่ ถ้าทำยังไม่ได้ ต้องรื้อระบบการศึกษาทั้งระบบไปถึงโครงสร้าง (structure)
สุดท้ายคุณหมอบอกว่าการวาดหน้าตาการเรียนสมัยใหม่ต้องชัด ครูต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้สอนและผู้ประเมินเป็น “โค้ช” ถ้าทำทั้งหมดนี้ได้ เด็กทุกคนจะถูกพัฒนา พ่อแม่จะได้ลูกที่ดี สังคมจะได้เด็กเก่ง ประเทศจะได้เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่ช่วยพัฒนาประเทศ และเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (อันนี้สรุปเอง) เสียดายอย่างยิ่งที่ผู้เขียนต้อง(วิ่ง)ไปสอบวิทยานิพนธ์นิสิต จึงไม่ได้ฟังช่วงต่อไป แต่คิดว่าสาระสำคัญในวันนั้นของคุณหมอน่าจะมีประมาณนี้
ที่ฟังมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่อยู่ในใจผู้เขียนมาตลอด ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์การพัฒนาที่ศึกษาเรื่องนี้มาพอสมควรและในฐานะแม่ของลูกชั้นประถมสองคนที่กำลังเรียนอยู่ในระบบการศึกษาไทย สิ่งที่คุณหมอพูด เชื่อว่า แม้มีคนที่เข้าใจ (จริงๆ) และเข้าถึงได้ไม่มาก และดูเหมือนจะเป็นแนวคิดที่ ideal แต่อยากจะให้เกิดขึ้นจริง เสียดายที่วันนั้นเกินครึ่งห้องที่นั่งฟังเป็นนิสิตนักศึกษา ไม่มีผู้บริหารการศึกษาระดับนโยบายของประเทศนั่งฟังด้วย (แต่แอบเห็น ศ.ดร. สมพงษ์ จิตระดับ ไปนั่งฟังอย่างตั้งใจเหมือนผู้เขียน) จึงคิดว่าถ้าได้สรุปออกมาเขียนให้คนอื่นได้อ่าน จะเป็นประโยชน์ และถ้าบทความนี้ไปกระตุ้นความคิดและเปลี่ยนความคิดของท่านนักบริหารการศึกษาได้บ้าง เราก็คงจะได้ทำบุญร่วมกันให้เด็กไทยและพ่อแม่ที่เคว้งคว้างท่ามกลางกระแสการเรียนรู้ที่แข่งขันและมีความเหลื่อมล้ำที่น่ากลัวมากในปัจจุบัน
