ปัญหาของตลาดแรงงานไทยโดยรวมคือการไม่มีประสิทธิภาพซึ่งเกิดจากปัญหาของข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมมาตร
(Asymmetric
Information) ในหลายๆ ด้าน ยกตัวอย่างเช่น ลูกจ้างต้องการหางานที่ดีๆ
แต่ไม่รู้จะหาได้อย่างไร, นายจ้างต้องการรับคนที่เหมาะสมเข้าทำงาน
แต่ไม่ทราบว่าอยู่ไหน, ภาครัฐต้องการใช้ตัวชี้วัดที่ดีในด้านตลาดแรงงาน หรือสถาบันการศึกษาต้องการทราบว่าจะผลิตคนอย่างไรถึงจะตรงใจตลาดแรงงาน
การไม่ทราบซึ่งข้อมูลเหล่านี้ทำให้ตลาดแรงงานเกิดความไม่สอดคล้อง
(Labor Market Mismatch) ในหลายมิติ
และสุดท้ายก็เกิดปัญหาอย่างที่เราเห็นกัน เช่น ปัญหาการเปลี่ยนงานบ่อยๆ
ปัญหาการได้คนที่ไม่ตรงกับคุณสมบัติของงาน
หรือปัญหาการที่ทักษะของบัณฑิตที่จบใหม่ล้วนไม่ตรงกับความต้องการของนายจ้าง เป็นต้น
การที่ภาครัฐจะรับทราบถึงปัญหาความไม่สอดคล้องดังกล่าวในปัจจุบัน
ยังทำได้เพียงการใช้ข้อมูลการสำรวจจากหน่วยงาน (Administrative Survey Data) ภาครัฐเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจกำลังแรงงาน (Labor Force
Survey) การสำรวจความต้องการจ้างงาน (Labor Demand Survey) หรือการสำรวจอุตสาหกรรม ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นต้น แต่ทว่า การใช้ข้อมูลเหล่านี้เองก็ยังมีจุดอ่อนอยู่หลายประการ
เช่น ภาครัฐจะต้องมีต้นทุนในการเก็บสูง (ซึ่งมาจากเงินภาษีของประชาชน),
เป็นข้อมูลที่มีความล้าช้า (Time Lag) ไม่เป็นข้อมูลแบบ Real
Time, และในหลายครั้งที่การเก็บเป็นการใช้แบบสอบถามเดิมๆ
ที่ถูกใช้มานานจากในอดีตทำให้ผลการสำรวจอาจไม่สะท้อนเศรษฐกิจ และไม่มีการปรับเปลี่ยนตามโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
(เช่นงานใหม่ๆ ทักษะที่เปลี่ยนแปลงไป)นอกจากนี้ ในหลายคำถามที่เก็บก็ไม่มีความจำเป็นในขณะที่คำถามที่จำเป็นๆ
กลับไม่ได้มีการถามจากกลุ่มสำรวจ
ทั้งนี้
ด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคเศรษฐกิจดิจิตัล การใช้ข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ต
(Internet
Data) ซึ่งเป็นกลุ่มหนึ่งของข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในการเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน
โดยงานศึกษาชิ้นจาก ดร.เนื้อแพร
เล็กเฟื่องฟู, ดร.วรประภา นาควัชระ, และคุณปภัสสร แสวงสุขสันต์ ที่จะนำเสนอในงาน BOT (Bank of
Thailand) Symposium 2016 ในวันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายนที่ผ่านมานี้เป็นงานชิ้นแรกๆ
ของประเทศที่จะใช้ข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ตสองแหล่งซึ่งได้แก่ (i) ข้อมูลจาก Google
Trends และ (ii) ข้อมูลจาก Website หางานมาใช้ในการวิเคราะห์ตลาดแรงงานในมุมมองใหม่ๆ
ผลการศึกษาส่วนแรกได้ใช้ข้อมูลการ Search
Internet ใน Google Trend มาใช้วิเคราะห์โดยใช้วิธีการที่เรียกว่าการทำ
Nowcasting (คาดการณ์ปัจจุบัน) เช่นเมื่อวิเคราะห์จำนวนครั้งที่มีการค้นหาคำว่า
"หางาน" หรือ "สมัครงาน" จาก Google Trend มาวิเคราะห์จะทำให้เห็นถึงความถี่ของการค้นคำดังกล่าวในแต่ละสัปดาห์
ซึ่งพอนำมาเปรียบเทียบกับอัตราการว่างงานที่รายงานจากภาครัฐแล้วพบว่า
ข้อมูลที่ได้จาก Search
Engine นี้เป็นข้อมูล Real Time กว่า
และสะท้อนปัญหาการว่างงาน ณ ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
ในขณะที่ผลจากการใช้ข้อมูลจาก Website หางานมาวิเคราะห์งานโดยจำแนกเป็นข้อมูลจากการโพสต์ตำแหน่งงานที่ว่าง
(อุปสงค์) และข้อมูลจาก Resume ของผู้ต้องการหางาน (อุปทาน) ผลที่ได้พบว่า
โดยใช้ข้อมูลจาก Website
หางานจะเห็นได้ว่าการกระจายตัวของอุปสงค์และอุปทานแรงงานในแต่ละจังหวัดกลับไม่สอดคล้องกันนัก
(จังหวัดที่ต้องการแรงงาน
ปวส มากกลับมีคนสมัครน้อย ในขณะที่จังหวัดที่ต้องการแรงงานน้อยกลับมีคนสมัครมาก)
ซึ่งผลที่ได้นี้พบว่า ปัญหาความไม่สอดคล้องในตลาดแรงงานอาชีวะอาจไม่ได้เกิดจากคนเรียนอาชีวะออกมาน้อย
แต่นี้อาจเป็นปัญหาความไม่สอดคล้องในเชิงพื้นที่ (Spatial Mismatch) มากกว่า นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Website หางานยังสามารถถูกนำมาใช้วิเคราะห์ความแตกต่างของการจ้างงานจำแนกตามเพศ
สาขาที่จบ และมหาวิทยาลัยที่จบได้ด้วยเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าข้อมูลจะโลกอินเตอร์เน็ตจะเป็นข้อมูลที่น่าสนใจในการนำมาวิเคราะห์เพื่อให้เข้าใจสภาพของตลาดแรงงานในบ้านเราก็ตาม
แต่ข้อมูลประเภทนี้ก็ยังมีจุดอ่อนอยู่บางประการ ประการแรก
ข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ตต้องการทักษะขั้นสูงจากผู้วิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่การเก็บข้อมูล
(Collecting),
การจัดการข้อมูลอย่างประณีต (Elaborating), การวิเคราะห์ข้อมูล
(Analyzing), และการเผยแพร่ (Disseminating) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่สถาบันการศึกษาต้องเร่งผลิตบุคลากรที่เป็น Big
Data Scientist ที่มีความสามารถให้เพิ่มมากขึ้น ประการที่สอง
ข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ตไม่ได้มี sampling frame ที่ชัดเจนทำให้อาจจะเกิดการบิดเบือนจากการเป็นตัวแทนระดับชาติ
(National Representative) เช่นคนที่จะใช้ Website หางานโดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่มีความรู้ด้านไอทีหรือทำงานในเมืองที่การเข้าถึงระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องง่าย
ดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะสะท้อนข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างที่บิดเบือนเหล่านี้แทนที่จะเป็นข้อมูลของตลาดแรงงานทั้งประเทศ
ประการที่สาม
ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการใช้ข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ตเหล่านี้จะก้าวล้ำเส้นในด้านของประเด็นทางกฎหมายและจริยธรรมในการใช้ข้อมูลมากน้อยเพียงใด
ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังไม่มีการถกเถียงเป็นที่แน่ชัด และประการสุดท้าย
ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่นี้โดยส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลที่บริษัทเอกชนเป็นเจ้าของ (Corporate Data Source) ซึ่งเป็นการยากในการได้ข้อมูลเชิงลึกจริง
ถึงแม้ว่าข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ตนี้จะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง
แต่เมื่อคิดถึงผลได้ (Benefit)
ที่จะได้รับเปรียบเทียบกับต้นทุนในการใช้ (Cost) แล้ว ต้องยอมรับครับว่า ข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ตนี้มีความคุ้มค่าที่น่าจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพในตลาดแรงงานให้มากขึ้น
