26 กันยายน 2559

พัฒนาตลาดแรงงานด้วย "ข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ต"

ปัญหาของตลาดแรงงานไทยโดยรวมคือการไม่มีประสิทธิภาพซึ่งเกิดจากปัญหาของข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมมาตร (Asymmetric Information) ในหลายๆ ด้าน ยกตัวอย่างเช่น ลูกจ้างต้องการหางานที่ดีๆ แต่ไม่รู้จะหาได้อย่างไร, นายจ้างต้องการรับคนที่เหมาะสมเข้าทำงาน แต่ไม่ทราบว่าอยู่ไหน, ภาครัฐต้องการใช้ตัวชี้วัดที่ดีในด้านตลาดแรงงาน หรือสถาบันการศึกษาต้องการทราบว่าจะผลิตคนอย่างไรถึงจะตรงใจตลาดแรงงาน  การไม่ทราบซึ่งข้อมูลเหล่านี้ทำให้ตลาดแรงงานเกิดความไม่สอดคล้อง (Labor Market Mismatch) ในหลายมิติ และสุดท้ายก็เกิดปัญหาอย่างที่เราเห็นกัน เช่น ปัญหาการเปลี่ยนงานบ่อยๆ ปัญหาการได้คนที่ไม่ตรงกับคุณสมบัติของงาน หรือปัญหาการที่ทักษะของบัณฑิตที่จบใหม่ล้วนไม่ตรงกับความต้องการของนายจ้าง เป็นต้น



การที่ภาครัฐจะรับทราบถึงปัญหาความไม่สอดคล้องดังกล่าวในปัจจุบัน ยังทำได้เพียงการใช้ข้อมูลการสำรวจจากหน่วยงาน (Administrative Survey Data) ภาครัฐเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจกำลังแรงงาน (Labor Force Survey) การสำรวจความต้องการจ้างงาน (Labor Demand Survey) หรือการสำรวจอุตสาหกรรม ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นต้น แต่ทว่า การใช้ข้อมูลเหล่านี้เองก็ยังมีจุดอ่อนอยู่หลายประการ เช่น ภาครัฐจะต้องมีต้นทุนในการเก็บสูง (ซึ่งมาจากเงินภาษีของประชาชน), เป็นข้อมูลที่มีความล้าช้า (Time Lag) ไม่เป็นข้อมูลแบบ Real Time, และในหลายครั้งที่การเก็บเป็นการใช้แบบสอบถามเดิมๆ ที่ถูกใช้มานานจากในอดีตทำให้ผลการสำรวจอาจไม่สะท้อนเศรษฐกิจ และไม่มีการปรับเปลี่ยนตามโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป (เช่นงานใหม่ๆ ทักษะที่เปลี่ยนแปลงไป)นอกจากนี้ ในหลายคำถามที่เก็บก็ไม่มีความจำเป็นในขณะที่คำถามที่จำเป็นๆ กลับไม่ได้มีการถามจากกลุ่มสำรวจ

ทั้งนี้ ด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคเศรษฐกิจดิจิตัล การใช้ข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ต (Internet Data) ซึ่งเป็นกลุ่มหนึ่งของข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในการเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน โดยงานศึกษาชิ้นจาก ดร.เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู, ดร.วรประภา นาควัชระ, และคุณปภัสสร แสวงสุขสันต์ ที่จะนำเสนอในงาน BOT (Bank of Thailand) Symposium 2016 ในวันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายนที่ผ่านมานี้เป็นงานชิ้นแรกๆ ของประเทศที่จะใช้ข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ตสองแหล่งซึ่งได้แก่  (i) ข้อมูลจาก Google Trends และ (ii) ข้อมูลจาก Website หางานมาใช้ในการวิเคราะห์ตลาดแรงงานในมุมมองใหม่ๆ

ผลการศึกษาส่วนแรกได้ใช้ข้อมูลการ Search Internet ใน Google Trend มาใช้วิเคราะห์โดยใช้วิธีการที่เรียกว่าการทำ Nowcasting (คาดการณ์ปัจจุบัน) เช่นเมื่อวิเคราะห์จำนวนครั้งที่มีการค้นหาคำว่า "หางาน" หรือ "สมัครงาน" จาก Google Trend มาวิเคราะห์จะทำให้เห็นถึงความถี่ของการค้นคำดังกล่าวในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งพอนำมาเปรียบเทียบกับอัตราการว่างงานที่รายงานจากภาครัฐแล้วพบว่า ข้อมูลที่ได้จาก Search Engine นี้เป็นข้อมูล Real Time กว่า และสะท้อนปัญหาการว่างงาน ณ ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี 

ในขณะที่ผลจากการใช้ข้อมูลจาก Website หางานมาวิเคราะห์งานโดยจำแนกเป็นข้อมูลจากการโพสต์ตำแหน่งงานที่ว่าง (อุปสงค์) และข้อมูลจาก Resume ของผู้ต้องการหางาน (อุปทาน) ผลที่ได้พบว่า โดยใช้ข้อมูลจาก Website หางานจะเห็นได้ว่าการกระจายตัวของอุปสงค์และอุปทานแรงงานในแต่ละจังหวัดกลับไม่สอดคล้องกันนัก (จังหวัดที่ต้องการแรงงาน ปวส มากกลับมีคนสมัครน้อย ในขณะที่จังหวัดที่ต้องการแรงงานน้อยกลับมีคนสมัครมาก) ซึ่งผลที่ได้นี้พบว่า ปัญหาความไม่สอดคล้องในตลาดแรงงานอาชีวะอาจไม่ได้เกิดจากคนเรียนอาชีวะออกมาน้อย แต่นี้อาจเป็นปัญหาความไม่สอดคล้องในเชิงพื้นที่ (Spatial Mismatch) มากกว่า นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Website หางานยังสามารถถูกนำมาใช้วิเคราะห์ความแตกต่างของการจ้างงานจำแนกตามเพศ สาขาที่จบ และมหาวิทยาลัยที่จบได้ด้วยเช่นเดียวกัน  

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าข้อมูลจะโลกอินเตอร์เน็ตจะเป็นข้อมูลที่น่าสนใจในการนำมาวิเคราะห์เพื่อให้เข้าใจสภาพของตลาดแรงงานในบ้านเราก็ตาม แต่ข้อมูลประเภทนี้ก็ยังมีจุดอ่อนอยู่บางประการ ประการแรก ข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ตต้องการทักษะขั้นสูงจากผู้วิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่การเก็บข้อมูล (Collecting), การจัดการข้อมูลอย่างประณีต (Elaborating), การวิเคราะห์ข้อมูล (Analyzing), และการเผยแพร่ (Disseminating) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่สถาบันการศึกษาต้องเร่งผลิตบุคลากรที่เป็น Big Data Scientist ที่มีความสามารถให้เพิ่มมากขึ้น ประการที่สอง ข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ตไม่ได้มี sampling frame ที่ชัดเจนทำให้อาจจะเกิดการบิดเบือนจากการเป็นตัวแทนระดับชาติ (National Representative) เช่นคนที่จะใช้ Website หางานโดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่มีความรู้ด้านไอทีหรือทำงานในเมืองที่การเข้าถึงระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องง่าย ดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะสะท้อนข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างที่บิดเบือนเหล่านี้แทนที่จะเป็นข้อมูลของตลาดแรงงานทั้งประเทศ ประการที่สาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการใช้ข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ตเหล่านี้จะก้าวล้ำเส้นในด้านของประเด็นทางกฎหมายและจริยธรรมในการใช้ข้อมูลมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังไม่มีการถกเถียงเป็นที่แน่ชัด และประการสุดท้าย ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่นี้โดยส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลที่บริษัทเอกชนเป็นเจ้าของ (Corporate Data Source) ซึ่งเป็นการยากในการได้ข้อมูลเชิงลึกจริง


ถึงแม้ว่าข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ตนี้จะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดถึงผลได้ (Benefit) ที่จะได้รับเปรียบเทียบกับต้นทุนในการใช้ (Cost) แล้ว ต้องยอมรับครับว่า ข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ตนี้มีความคุ้มค่าที่น่าจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพในตลาดแรงงานให้มากขึ้น