28 พฤศจิกายน 2559

การศึกษาเศรษฐศาสตร์ของไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง

บทความนี้สังเคราะห์มาจากงานวิจัยของ ดร.กุลลินี มุทธากลิน จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารพัฒนาการเศรษฐกิจปริทรรศน์ (Development Economic Review) ที่ผมทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการ บทความนี้พยายามอธิบายถึงพลวัตของการศึกษาในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ของประเทศไทยที่พบว่าได้ใช้กรอบแนวคิดของการศึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกามาใช้เป็นสำคัญ จริงๆ แล้วแต่ละประเทศล้วนมีกรอบการพัฒนาที่แตกต่างกัน มีสังคมและรากเง้าของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ดังนั้นการเรียนการสอนและกรอบความคิดของแต่ละที่จึงไม่ควรเหมือนกัน

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------




ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่การเรียนการสอนในรั้วมหาวิทยาลัยล้วนเอาต้นแบบมาจากเนื้อหาในต่างประเทศ โดยถ้าเอาสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์อย่างเดียวมาวิเคราะห์จะพบว่า การเรียนการสอนส่วนใหญ่ในประเทศไทยถูกถอดแบบมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้งานศึกษาของ ดร.กุลลินี มุทธากลิน จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาถึงพลวัตของการเปลี่ยนแปลงของการเรียนการสอนในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ของไทยโดยโดยมีหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิตของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นกรณีศึกษา 

จากการศึกษาพบว่า อุปทานของการศึกษาเศรษฐศาสตร์ไทยยังคงมีพัฒนาการตามการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในโลกตะวันตกโดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเศรษฐศาสตร์แบบนีโอคลาสสิกที่สะท้อนให้เห็นผ่านการพิจารณาด้านอุปทานของการจัดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์และความคิดเห็นของนักศึกษาในประเด็นสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเรียนเศรษฐศาสตร์ อันได้แก่ วิธีคิด ทฤษฎี และการประยุกต์ใช้ โดยพัฒนาการดังกล่าวนี้ได้เริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นของการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและความพยายามในการสร้างผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์โดยมองนักเศรษฐศาสตร์ในฐานะนักเทคนิคและผู้เชี่ยวชาญพัฒนาการดังกล่าวดำเนินไปพร้อมๆไปกับการให้ความสำคัญกับการใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์สถิติ และเศรษฐมิติ

การศึกษาเศรษฐศาสตร์ในรูปแบบดังกล่าวถูกวิพากษ์ในประเด็นการปรับใช้เศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกกับการวิเคราะห์ในบริบทเศรษฐกิจไทยรวมถึงความไม่สามารถสร้างทฤษฎีเศรษฐศาสตร์บนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ของเศรษฐกิจสังคมไทย ข้อวิพากษ์ดังกล่าวอาจพิจารณาได้ว่าเป็นข้อจำกัดของนักเศรษฐศาสตร์ไทยซึ่งเป็นเงื่อนไขของปัจจัยภายในประเทศต่อมาในต้นศตวรรษที่ 21 นักศึกษา อาจารย์และนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ในประเทศตะวันตกได้เริ่มตั้งคำถามและวิพากษ์การศึกษาเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกซึ่งเป็นต้นแบบของการศึกษาเศรษฐศาสตร์ไทยผ่านข้อเรียกร้องของกลุ่มต่างๆโดยข้อเรียกร้องดังกล่าวถูกพิจารณาได้ว่าเป็นเงื่อนไขของปัจจัยภายนอกประเทศย่อมส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในอนาคตไม่มากก็น้อย และแน่นอนว่าการวิพากษ์ดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการศึกษาเศรษฐศาสตร์ไทยไปด้วยอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้

อย่างไรก็ตาม การตั้งคำถามและการวิพากษ์ที่มีต่อการศึกษาเศรษฐศาสตร์ดังกล่าวไม่ได้เกิดเฉพาะในหมู่นักศึกษาเศรษฐศาสตร์ในประเทศตะวันตกเท่านั้นเพราะการสำรวจความคิดเห็นของนักศึกษาระดับปริญญาตรีของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ พบว่ามีการตั้งคำถามต่อการศึกษาเศรษฐศาสตร์ของไทยในประเด็นที่ใกล้เคียงกับกลุ่มต่างๆ ดังกล่าวโดยเฉพาะประเด็นความสมจริงและความสามารถในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ประเด็นการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์

ด้วยเหตุนี้ การศึกษาเศรษฐศาสตร์ของไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง จึงต้องปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขของปัจจัยภายในอันได้แก่ความสามารถในการปรับการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ให้สอดคล้องและสอดรับกับปัญหาของบริบทเศรษฐกิจสังคมไทยซึ่งมีพลวัตอยู่ตลอดเวลานับเนื่องมาตั้งแต่การใช้แผนพัฒนาฯฉบับที่ 1 และการก้าวเข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์ภายในกรอบของแนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่ รวมทั้งต้องปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขภายนอกอันได้แก่ความสามารถในการปรับการศึกษาเศรษฐศาสตร์ให้สอดคล้องและตอบรับกับสภาพความเป็นจริงและการประยุกต์ใช้มากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงการศึกษาเศรษฐศาสตร์ของไทยดังนี้

ประการแรก ในอดีตจวบจนปัจจุบัน การศึกษาเศรษฐศาสตร์ของประเทศไทยมีพัฒนาการโดยใช้รูปแบบการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในประเทศตะวันตกเป็นแม่แบบโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาเมื่อรูปแบบการศึกษาเศรษฐศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาที่เน้นหนักไปที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกและการใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์อย่างเข้มข้นได้ถูกตั้งคำถามและวิพากษ์ ซึ่งการตั้งคำถามและวิพากษ์ดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากความไร้ประ-สิทธิภาพในอธิบายและแก้ไขวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นจริงในศตวรรษที่ 21 ซึ่งข้อวิพากษ์ดังกล่าวยังปรากฏให้เห็นในการสำรวจความคิดเห็นของนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ไทยดังนั้นการปรับตัวของการศึก-ษาเศรษฐศาสตร์ของไทยย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องคำนึงถึงข้อวิพากษ์ต่าง ๆ เหล่านี้

ประการที่สอง การปรับตัวดังกล่าวข้างต้นต้องอาศัยการระดมความคิดเห็นในวงกว้างจากฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องรวมถึงจากผู้เรียนหรือนักศึกษาเองด้วยในเรื่องเป้าหมายของการศึกษาหรือผลิตบัณฑิตเศรษฐศาสตร์ว่าประเทศไทยยังจะคงเป้าหมายการผลิตบัณฑิตเศรษฐศาสตร์ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญในรูปแบบของนักเทคนิคที่มองเศรษฐศาสตร์ในฐานะความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือจะมุ่งผลิตบัณฑิตเศรษฐศาสตร์ในฐานะนักสังคมศาสตร์ซึ่งมองเศรษฐศาสตร์อย่างเชื่อมโยงใกล้ชิดกับศาสตร์ทางสังคมศาสตร์อื่น ๆ การจัดการศึกษาเพื่อตอบรับกับเป้าหมายที่แตกต่างกันนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดกลุ่มวิชาต่างๆในหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต

ประการที่สาม การปรับเปลี่ยนการศึกษาเศรษฐศาสตร์ดังกล่าวคงไม่สามารถครอบคลุมแค่การจัดกลุ่มวิชาหรือสร้างวิชาหรือกลุ่มวิชาใหม่ ๆ รวมถึงการเพิ่มหรือลดวิชาต่าง ๆ ในหลักสูตรแต่เพียงเท่านั้น การระดมความคิดเห็นดังกล่าวควรจะครอบคลุมถึงการสำรวจสถานะขององค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ที่มีในปัจจุบันว่า มีพัฒนาการไปในทิศทางใด มีจุดแข็ง และจุดอ่อนอะไร องค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของไทยเน้นหนักไปทิศทางใดควรจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไรจึงเหมาะสมกับบริบททางเศรษฐกิจสังคมและความต้องการของประเทศ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้มีข้อจำกัดสำคัญอยู่ 2 ประการ ประการแรก การศึกษานี้ใช้หลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น ดังนั้นการศึกษานี้จึงไม่ได้ครอบคลุมที่การศึกษาเศรษฐศาสตร์ในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยอื่นๆ ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างหลากหลายในรายละเอียดกันออกไป นอกจากนี้ การศึกษาในครั้งนี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในระดับอื่น ๆนอกจากปริญญาตรี ประการที่สอง การศึกษานี้ยังไม่ได้ครอบคลุมประเด็นอื่น ๆซึ่งอาจะช่วยสะท้อนให้เห็นภาพการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในสังคมไทย เช่น การสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ การสำรวจองค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของไทยจากงานวิจัย หนังสือ และตำรา ซึ่งจะช่วยสะท้อนให้เห็นทิศทางของการศึกษาเศรษฐศาสตร์ของไทยมากยิ่งขึ้น


สำหรับผู้ที่สนใจในงานศึกษาชิ้นนี้สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.econ.nida.ac.th/components/com_booklibrary/ebooks/112.pdf