15 พฤศจิกายน 2559

ทฤษฎีสัญญา (Contract Theory)

ขอแสดงความยินดีกับโอลิเวอร์ ฮาร์ท (Oliver Hart) จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และเบงก์ โฮล์มสตรอม   (Bengt Holmström) จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งรัฐแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที)    กับการได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์คนล่าสุด (ปี 2016) จากการเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกแนวคิด "ทฤษฎีสัญญา" (Contract Theory)



ทฤษฎีสัญญาเป็นสาขาหนึ่งที่มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในบริบทของประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ในขณะที่สาขานี้กลับไม่ได้มีการศึกษากันมากนักในประเทศเรา

สาขานี้อธิบายถึงการทำสัญญาของตัวแทนทางเศรษฐกิจ (Economic Agents) ต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อตัวแทนเหล่านั้นต่างมีข้อมูลที่ไม่สมมาตร (Asymmatric Information) ระหว่างกัน หรือพูดง่ายๆ คือรู้เราไม่รู้เขา โดยจุดเริ่มต้นทฤษฎีจะอธิบายว่าเหตุใดสัญญาจึงมีหลากหลายแบบ และช่วยให้เราออกแบบสัญญาที่ดีเพื่อสร้างองค์กรที่ดีได้อย่างไร ซึ่งองค์กรในที่นี้จะรวมทั้งองค์กรภาคธุรกิจ องค์กรภาครัฐ และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งแนวคิดนี้ได้ถูกขยายไปสู่การทำ สัญญาการจ้างงาน การจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานรวมถึงผู้บริหารระดับสูงขององค์กร (ทั้งกับลูกจ้างทั่วไป จนไปถึงระดับ CEO และการจ่ายค่าตอบแทนให้กับบุคคลากรภาครัฐ)  รวมไปถึงการกำหนดแรงจูงใจที่เหมาะสมแก่คนเหล่านั้น นอกจากนี้ทฤษฎีนี้ยังอธิบาย การแปรรูปองค์กร (Privatization) ว่าองค์กรนั้นๆ ควรจะเป็นของรัฐหรือของเอกชน (โดยงานศึกษาของเขาใช้โรงเรียนและเรือนจำเป็นกรณีศึกษา) รวมไปถึงอธิบายว่าบริษัทควรจะมีการควบรวมกิจการ (Merging) หรือไม่ ซึ่งนำไปสู่แนบทางในการจัดการการจัดการองค์กรในแบบต่างๆ

นอกจากการจัดการองค์กรแล้ว ทฤษฎีสัญญายังอธิบายไปถึง การทำสัญญาประกันพืชผลทางการเกษตรระหว่างรัฐกับเกษตรกร การทำสัญญาระหว่างบริษัทประกันกับผู้เอาประกัน การทำสัญญาระหว่างศิลปินกับค่ายเทป  เป็นต้น

เนื่องจากปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูลระหว่างผู้แทนดังกล่าว การจะทำสัญญาให้สมบูรณ์แบบ (Complete Contract) จึงเป็นเรื่องที่อาจเป็นไปไม่ได้เลย นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลทั้งสองนี้จึงพยายามอธิบายรูปแบบการทำสัญญาที่ไม่สมบูรณ์ (Incomplete Contract) เพื่อให้เกิดระบบที่เป็นธรรมมากที่สุด และปัจจัยที่ทำให้เกิดสัญญาที่ไม่สมบูรณ์นี้ก็คือ การที่ผู้ทำสัญญาไม่ได้มีความรู้หรือข้อมูลข่าวสารที่ไม่เท่ากัน หรือพูดตามภาษาเศรษฐศาสตร์ก็คือ การที่ตัวแทนเศรษฐกิจเหล่านั้นประสบปัญหา Asymmetric Information อันส่งผลทำให้ฝ่ายที่มีความรู้หรือมีข้อมูลข่าวสารมากจะกำหนดสัญญาที่จะได้เปรียบฝ่ายที่ไม่มีความรู้หรือไม่มีข้อมูลข่าวสารเหล่านั้น

คิดง่ายๆ ครับเพราะเหตุใด ชาวนาไทยส่วนใหญ่ถึงไม่รวย (เหมือนชาวนาต่างประเทศ ศิลปินนักวาดรูปถึงไส้แห้ง (ไม่มีฐานะดีพอเหมือนศิลปินต่างประเทศ) นักร้องนักแต่งเพลงถึงไม่ได้เป็นเจ้าของเพลงตัวเอง ทำไมนักเขียนนิยายไทยไม่มีทางร่ำรวยได้เหมือน J.K. Rowling ภายใต้ระบบสัญญาที่ไม่สมบูรณ์และเป็นธรรม อาชีพเหล่านี้ก็ "รวยยาก" ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหนก็ตาม

ทฤษฎีนี้ยังอธิบายได้ว่า ถ้าแจ็ค หม่า (Jack Ma) ซึ่งเจ้าของอาณาจักรอาลีบาบา เวปไซต์ e-Commerce ที่ใหญ่ที่สุดของโลก จำต้องเริ่มธุรกิจแถวประตูน้ำ หรือบิล เกตส์ (Bill Gates) เจ้าพ่อในอุตสาหกรรมไอที ต้องเริ่มธุรกิจของเขาแถวห้างพันธ์ทิพย์ (ด้วยความสามารถที่เท่ากับที่เขาเหล่านั้นเป็นอยู่ปัจจุบัน) พวกเขาเหล่านั้นจะยังคงร่ำรวยอยู่หรือไม่

หรืออีกแนวหนึ่ง เราเคยตั้งคำถามไหมว่า เหตุใดหน่วยงานราชการบางแห่งถึงมีประสิทธิภาพต่ำและควรต้องมีการแปรรูปในบางหน่วยงาน ทำไมคุกควรเป็นของเอกชน เพราะเหตุใดรัฐต้องจ่ายค่านำจับให้กับตำรวจซึ่งจริงๆ แล้วการจับผู้ร้ายก็เป็นหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้ว และจะเป็นการดีกว่าไหมถ้าจะเอาผลการเรียนของนักเรียนมาใช้ในการปรับขึ้นเงินเดือนของครู และเป็นไปได้หรือไม่ที่อธิการบดีของมหาวิทยาลัยอาจมาจาก CEO ของภาคธุรกิจแทนที่จะมาจากอาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัย ทำไมการจัดซื้อจัดจ้างบ้านเราถึงมีช่องในการทำคอรัปชั่นอย่างง่ายๆ ทั้งหมดมันเกิดจากระบบการทำสัญญาที่ไม่สมบูรณ์ทั้งสิ้น

ด้วยแนวคิดที่เปิดกว้างและสามารถนำไปประยุกต์ได้หลากหลาย เศรษฐศาสตร์จึงเป็นสาขาเดียวในหมวดสังคมศาสตร์ที่มีรางวัลโนเบลยกให้ สมกับฉายาที่ยกให้เศรษฐศาสตร์เป็น King of Social Science