ขอแสดงความยินดีกับโอลิเวอร์
ฮาร์ท (Oliver Hart) จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และเบงก์ โฮล์มสตรอม (Bengt
Holmström) จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งรัฐแมสซาชูเซตส์
(เอ็มไอที) กับการได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์คนล่าสุด
(ปี 2016) จากการเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกแนวคิด
"ทฤษฎีสัญญา" (Contract Theory)
ทฤษฎีสัญญาเป็นสาขาหนึ่งที่มีความสำคัญมาก
โดยเฉพาะในบริบทของประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย
ในขณะที่สาขานี้กลับไม่ได้มีการศึกษากันมากนักในประเทศเรา
สาขานี้อธิบายถึงการทำสัญญาของตัวแทนทางเศรษฐกิจ
(Economic Agents) ต่างๆ
โดยเฉพาะเมื่อตัวแทนเหล่านั้นต่างมีข้อมูลที่ไม่สมมาตร (Asymmatric Information) ระหว่างกัน หรือพูดง่ายๆ
คือรู้เราไม่รู้เขา โดยจุดเริ่มต้นทฤษฎีจะอธิบายว่าเหตุใดสัญญาจึงมีหลากหลายแบบ
และช่วยให้เราออกแบบสัญญาที่ดีเพื่อสร้างองค์กรที่ดีได้อย่างไร ซึ่งองค์กรในที่นี้จะรวมทั้งองค์กรภาคธุรกิจ
องค์กรภาครัฐ และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งแนวคิดนี้ได้ถูกขยายไปสู่การทำ สัญญาการจ้างงาน
การจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานรวมถึงผู้บริหารระดับสูงขององค์กร
(ทั้งกับลูกจ้างทั่วไป จนไปถึงระดับ CEO และการจ่ายค่าตอบแทนให้กับบุคคลากรภาครัฐ) รวมไปถึงการกำหนดแรงจูงใจที่เหมาะสมแก่คนเหล่านั้น
นอกจากนี้ทฤษฎีนี้ยังอธิบาย การแปรรูปองค์กร (Privatization) ว่าองค์กรนั้นๆ ควรจะเป็นของรัฐหรือของเอกชน (โดยงานศึกษาของเขาใช้โรงเรียนและเรือนจำเป็นกรณีศึกษา)
รวมไปถึงอธิบายว่าบริษัทควรจะมีการควบรวมกิจการ (Merging) หรือไม่
ซึ่งนำไปสู่แนบทางในการจัดการการจัดการองค์กรในแบบต่างๆ
นอกจากการจัดการองค์กรแล้ว
ทฤษฎีสัญญายังอธิบายไปถึง การทำสัญญาประกันพืชผลทางการเกษตรระหว่างรัฐกับเกษตรกร
การทำสัญญาระหว่างบริษัทประกันกับผู้เอาประกัน การทำสัญญาระหว่างศิลปินกับค่ายเทป เป็นต้น
เนื่องจากปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูลระหว่างผู้แทนดังกล่าว
การจะทำสัญญาให้สมบูรณ์แบบ (Complete Contract) จึงเป็นเรื่องที่อาจเป็นไปไม่ได้เลย
นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลทั้งสองนี้จึงพยายามอธิบายรูปแบบการทำสัญญาที่ไม่สมบูรณ์
(Incomplete Contract) เพื่อให้เกิดระบบที่เป็นธรรมมากที่สุด
และปัจจัยที่ทำให้เกิดสัญญาที่ไม่สมบูรณ์นี้ก็คือ
การที่ผู้ทำสัญญาไม่ได้มีความรู้หรือข้อมูลข่าวสารที่ไม่เท่ากัน
หรือพูดตามภาษาเศรษฐศาสตร์ก็คือ การที่ตัวแทนเศรษฐกิจเหล่านั้นประสบปัญหา Asymmetric
Information อันส่งผลทำให้ฝ่ายที่มีความรู้หรือมีข้อมูลข่าวสารมากจะกำหนดสัญญาที่จะได้เปรียบฝ่ายที่ไม่มีความรู้หรือไม่มีข้อมูลข่าวสารเหล่านั้น
คิดง่ายๆ
ครับเพราะเหตุใด ชาวนาไทยส่วนใหญ่ถึงไม่รวย (เหมือนชาวนาต่างประเทศ
ศิลปินนักวาดรูปถึงไส้แห้ง (ไม่มีฐานะดีพอเหมือนศิลปินต่างประเทศ)
นักร้องนักแต่งเพลงถึงไม่ได้เป็นเจ้าของเพลงตัวเอง
ทำไมนักเขียนนิยายไทยไม่มีทางร่ำรวยได้เหมือน J.K. Rowling ภายใต้ระบบสัญญาที่ไม่สมบูรณ์และเป็นธรรม อาชีพเหล่านี้ก็
"รวยยาก" ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหนก็ตาม
ทฤษฎีนี้ยังอธิบายได้ว่า
ถ้าแจ็ค หม่า (Jack Ma) ซึ่งเจ้าของอาณาจักรอาลีบาบา เวปไซต์ e-Commerce
ที่ใหญ่ที่สุดของโลก จำต้องเริ่มธุรกิจแถวประตูน้ำ หรือบิล เกตส์ (Bill
Gates) เจ้าพ่อในอุตสาหกรรมไอที ต้องเริ่มธุรกิจของเขาแถวห้างพันธ์ทิพย์
(ด้วยความสามารถที่เท่ากับที่เขาเหล่านั้นเป็นอยู่ปัจจุบัน) พวกเขาเหล่านั้นจะยังคงร่ำรวยอยู่หรือไม่
หรืออีกแนวหนึ่ง
เราเคยตั้งคำถามไหมว่า
เหตุใดหน่วยงานราชการบางแห่งถึงมีประสิทธิภาพต่ำและควรต้องมีการแปรรูปในบางหน่วยงาน
ทำไมคุกควรเป็นของเอกชน เพราะเหตุใดรัฐต้องจ่ายค่านำจับให้กับตำรวจซึ่งจริงๆ
แล้วการจับผู้ร้ายก็เป็นหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้ว
และจะเป็นการดีกว่าไหมถ้าจะเอาผลการเรียนของนักเรียนมาใช้ในการปรับขึ้นเงินเดือนของครู
และเป็นไปได้หรือไม่ที่อธิการบดีของมหาวิทยาลัยอาจมาจาก CEO
ของภาคธุรกิจแทนที่จะมาจากอาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัย
ทำไมการจัดซื้อจัดจ้างบ้านเราถึงมีช่องในการทำคอรัปชั่นอย่างง่ายๆ
ทั้งหมดมันเกิดจากระบบการทำสัญญาที่ไม่สมบูรณ์ทั้งสิ้น
ด้วยแนวคิดที่เปิดกว้างและสามารถนำไปประยุกต์ได้หลากหลาย
เศรษฐศาสตร์จึงเป็นสาขาเดียวในหมวดสังคมศาสตร์ที่มีรางวัลโนเบลยกให้
สมกับฉายาที่ยกให้เศรษฐศาสตร์เป็น King of Social Science
