บทความนี้ได้รับเกียรติ์จาก คุณศุกระวรรณ เศวตะพุกกะ ศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
(นิด้า) มาเขียนข้อค้นพบจากงานสัมมนาของศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจเเรื่อง "กฎหมายและการโกง": งานศึกษาเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม" ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมาครับ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พฤติกรรมมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและหลายครั้งที่มีความไม่เป็นเหตุเป็นผลในการตัดสินใจ
ดังนั้นการทำความเข้าใจในการตัดสินใจเลือกของมนุษย์จึงไม่สามารถใช้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์แบบดั้งเดิมมาอธิบายได้
ยกตัวอย่างในเรื่องของการโกงและการทุจริต ถ้าเราต้องการศึกษาว่าทำไมคนถึงโกง
หากเราใช้การเก็บแบบสอบถาม
โอกาสที่จะได้ข้อมูลที่ถูกต้องน้อยมากเพราะโอกาสที่คนจะยอมรับว่าตัวเองโกงนั้นย่อมเป็นไปได้ยาก
ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการทดลองเชิงพฤติกรรมเกิดขึ้นโดยนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economist) จะยกทฤษฎีเกมที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่มีชื่อว่า "เกมความลำบากใจของนักโทษ
(Prisoner’s Dilemma)" มาใช้ในการศึกษา โดยเกมดังกล่าวอธิบายกรณีศึกษาของนักโทษสองคน
โดยนักโทษดังกล่าวมีการกระทำความผิดร่วมกัน ซึ่งถ้าหากใครคนใดคนหนึ่งรับสารภาพผิด
อีกคนจะได้รับโทษ ดังนั้น ทั้งคู่จึงตกลงกันว่าถ้าต่างฝ่ายต่างจะไม่ยอมรับสารภาพ
ตำรวจย่อมไม่มีหลักฐานเพียงพอ และนักโทษทั้งสองก็จะได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ
นักเรียนนักศึกษาที่ศึกษาเกมนี้มาย่อมรู้ว่า ผลลัพธ์ของเกมนี้ที่ออกมาก็คือ
นักโทษทั้งสองคนจะเลือกที่จะสารภาพความผิด เนื่องจากเกมได้อธิบายว่า โดยพื้นฐานของมนุษย์ย่อมมีความเห็นแก่ตนดังนั้นโอกาสที่
นักโทษ ก. จะรับสารภาพว่ากระทำผิดเพื่อให้ตนเองได้ลดโทษ ในขณะที่นักโทษ ข.
เองก็คิดเช่นเดียวกับนักโทษ ก. ซึ่งแสดงว่า สุดท้ายนักโทษทั้งสองจะเลือกที่จะ
"โกง" และหักหลังกันเอง ดังนั้นตามทฤษฎีจึงพบว่า
คนทุกคนจะเลือกที่จะโกงถ้าเขาจะได้รับประโยชน์จากการโกงดังกล่าว
จากงานสัมมนาของศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เรื่อง "กฎหมายและการโกง: การทดลองเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม"
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้รับเกียรติจากรองศาสตราจารย์ ดร.ยิ่งยศ
เจียรวุฑฒิจากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งได้ใช้แนวทางการศึกษาแบบเศรษฐศาสตร์การทดลอง
(Experimental Economics) โดยทำการทดลองโดยให้ผู้ทดลองที่เป็นนักศึกษา
(และไม่มีใครรู้จักกันมาก่อน) ทำการสุ่มจับคู่เพื่อศึกษาถึงพฤติกรรมของการโกงและทรยศในรูปแบบของเกมความลำบากใจของนักโทษ
(Prisoner’s Dilemma) ดังกล่าว ผลการทดลองพบว่า ผู้ทำการทดลองคนไทยมีการโกงอยู่ที่ประมาณร้อยละ
52.5-65 ซึ่งแตกต่างจากดุลยภาพตามทฤษฎีที่ทุกคนจะต่างรับสารภาพหรือจะต้องจะโกงเพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์ทั้งหมด100%
อาจารย์ยิ่งยศยังได้ลองทำการทดลองโดยพยายามเปรียบเทียบคุณลักษณะที่แตกต่างกันของผู้ทดลอง
เช่น ถ้าเปิดโอกาสให้ผู้ทดลองได้ รู้จักกันก่อน(โดยคุยกันประมาณ 15 นาที) พบว่าอัตราการโกงจะลดลงผู้ชายจะมีแนวโน้มในการโกงมากกว่าผู้หญิง
นักศึกษาสาขาเศรษฐศาสตร์จะมีแนวโน้มที่จะโกงมากกว่านักศึกษาที่ไม่ใช่สาขาเศรษฐศาสตร์
การเปลี่ยนชื่อเกมเป็นชื่อ Wall Street Game จะมีการโกงที่สูงกว่าชื่อเกมที่ชื่อเกมที่ชื่อว่า
Community Game หรือการพยายามติดภาพที่เป็นรูปตากับรูปดอกไม้และพบว่า
การติดรูปดวงตาจะทำให้คนมีอัตราส่วนของการโกงที่ลดลง เป็นต้น
นอกจากนี้
อาจารย์ยิ่งยศยังลองจัดการฝึกอบรมทางด้านจริยธรรมให้กับผู้ทำการทดลองบางกลุ่มก่อน
โดยผลการศึกษาพบว่า
ผู้ทดลองที่ผ่านการอบรมทางด้านจริยธรรมจะมีสัดส่วนการโกงที่ลดลงเหลือเพียงร้อยละ
38 ซึ่งสูงกว่าผู้ทดลองที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมที่มีระดับการโกงสูงถึงร้อยละ 68
นอกจากเกมความลำบากใจของนักโทษแล้ว
อาจารย์ยิ่งยศยังอธิบายถึงเกมประเภทอื่นๆ เช่น Investment Game ซึ่งเป็นเกมที่ใช้วัดทั้งการโกงและการเชื่อใจ
โดยผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ทดลองมีระดับของความเชื่อใจ (Trust) ประมาณร้อยละ 55 ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นๆ อย่างสหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 65)
เกาหลีใต้ (ร้อยละ 67) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 69) และจีน (ร้อยละ 71)
ซึ่งแน่นอนว่าระดับของความเชื่อใจนี้ก็แตกต่างตามคุณลักษณะของผู้ทำการทดลองเช่นเดียวกัน
เช่น ถ้าเป็นผู้ทำลองที่เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันก็จะมีระดับของความเชื่อใจที่สูงกว่าคนละกลุ่ม
หรือถ้ามีการเล่นการซ้ำๆ หลายครั้ง (Repeated Game) ระดับของความเชื่อใจกันก็จะสูงขึ้น
เป็นต้น
