เทศกาลส่งความสุขผ่านการให้ได้มาถึงอีกครั้ง ซึ่งผมเชื่อว่าเวลานี้หลายๆ ท่านคงกำลังยุ่งอยู่กับการซื้อหาของขวัญและตัดสินใจเลือกของขวัญที่น่าเป็นที่ถูกใจแก่ผู้รับ
นักเศรษฐศาสตร์ให้ความเห็นว่า "การให้" (Giving)
ถือว่าเป็นการการทำธุรกรรมทางการตลาด (Market Transaction) อย่างหนึ่ง โดยประกอบไปด้วย "ผู้ให้" และ "ผู้รับ"
โดยสินค้าของการให้นี้ก็คือ ระดับของการ "ความมีมิตรจิตมิตรใจ" ต่อกัน
ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความยินดี (เช่น งานแต่งงานหรืองานบวช) การแสดงความเสียใจ
(เช่นงานศพ) รวมไปถึงการให้ตามเทศกาลและวาระโอกาสต่างๆ เช่น เทศกาลปีใหม่ เป็นต้น
งานศึกษาของรองศาสตาจารย์
ดร.ยิ่งยศ เจียรวุฑฒิ จากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล
ได้ศึกษาถึงระดับของความเห็นอกเห็นใจของคนไทย
ผ่านการทดลองทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่มีชื่อว่า Dictator Game โดยผลการศึกษาพบว่า
คนไทยมีระดับของความมีมิตรจิตมิตรใจสูงกว่าคนในประเทศอื่นๆ
ที่ได้ทำการศึกษาในลักษณะนี้ โดยผลการศึกษาพบว่า ผู้ให้ที่เป็นผู้หญิง
เป็นผู้สูงอายุ มีฐานะดี จะมีระดับของการให้ที่สูงกว่า นอกจากนี้ ถ้าการให้มีการเปิดเผยข้อมูลของการให้
(เช่นการประกาศให้สาธารณะได้รับทราบว่าใครให้เท่าไร) หรือเป็นการให้ตอบแทน
(เช่นผู้ให้เคยได้รับอะไรบางอย่างจากผู้รับมาก่อนแล้ว)
ผู้ให้ก็จะมีแนวโน้มของการให้สูงขึ้น
ปัญหาหนึ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ให้ก็คือ
"การให้อะไรถึงจะถูกใจผู้รับ"
เพราะทั้งผู้ให้และผู้รับอาจจะตีมูลค่าของของที่ให้ไม่เท่ากัน เนื่องจากการให้มักจะ “เป็นการตัดสินใจของผู้ให้” แต่เพียงอย่างเดียวโดย “อาจไม่คำนึงถึงความต้องการของผู้รับ”
ซึ่งส่งผลทำให้ “มูลค่าที่ผู้รับได้รับ (Value)
นั้นอาจจะต่ำกว่าราคาที่แท้จริง (Actual Price) ของของขวัญ” ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีใครคนหนึ่งให้ของขวัญแก่คุณที่มีราคา
500 บาท ในขณะที่คุณเห็นว่าของชิ้นนั้นควรจะมีมูลค่าแค่ไม่เกิน 300 บาท
แสดงว่าการให้ของขวัญชิ้นนี้เป็นการให้ที่ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพ (Inefficiency)
และกลับก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ (Deadweight Loss) มากถึง 200 บาท ทั้งนี้ Waldfogel (1993)
ได้ทำการประมาณการความสูญเสียดังกล่าวพบว่า การให้ของขวัญคริสมาสต์ (Christmas
Gift) สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่คนสหรัฐถึงประมาณ 4-13
พันล้านเหรียญสหรัฐ
โดยยิ่งถ้าผู้ให้และผู้รับมีความแตกต่างทางสถานะทางสังคมมากเท่าไร
ก็ยิ่งทำให้เกิดความสูญเสียมากขึ้นเท่านั้น (เช่นของขวัญจากปู่ย่าให้แก่หลาน
ซึ่งมีวัยต่างกันมาก จะสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ “มากกว่า”
ของขวัญที่ได้รับจากเพื่อนสนิทที่อาจมีวัยใกล้เคียงกัน)
ดังนั้น Waldfogel ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า การให้เช็คของขวัญ (Gift Card) จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีเนื่องจาก
ผู้รับจะสามารถนำเช็คของขวัญไปซื้อสินค้าที่ตัวเองต้องการได้
ซึ่งจะเป็นการช่วยลดความแตกต่างของราคาสินค้ากับมูลค่าที่ผู้รับได้รับดังที่กล่าวไว้ข้างต้น
นอกจากนี้ ในต่างประเทศ ยังสนับสนุนการทำ "การลงทะเบียนของขวัญ (หรือ Gift
Registry) ก็คือ การที่ผู้รับไปลงทะเบียนให้ห้างร้านต่างๆ
ว่าตนเองอยากได้ในเทศกาลสำคัญ (เช่น วันเกิด ของขวัญขึ้นบ้านใหม่ เทศกาลปีใหม่
งานแต่งงาน เป็นต้น)
และผู้ให้จะไปเลือกซื้อสินค้าที่ลงทะเบียนเหล่านั้นจากทางร้านค้า ซึ่งแน่นอนว่า
การให้ในลักษณะนี้จะทำให้ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการให้มีแนวโน้มลดลง
อย่างไรก็ดี
เนื่องจากการให้ที่เป็นสิ่งของ/เช็คของขวัญนั้นยังคงสร้างต้นทุน (Cost) ที่ผู้ให้จะต้องเสียไปกับการจัดซื้อของขวัญ (เช่น ค่าเสียเวลา ค่าเดินทาง)
ดังนั้นการให้ที่สะดวกและจะเป็นการประหยัดต้นทุนมากที่สุดจึงตกไปที่
"การใส่ซองให้เงิน" เพราะ
1) มีต้นทุนต่ำในการจัดหาต่ำสำหรับผู้ให้,
2)
ผู้รับพึงพอใจที่จะได้รับเพราะสามารถนำเงินนั้นไปจัดซื้อสิ่งของที่ตนเองต้องการ,
และ
3) ไม่เกิดการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ระหว่างผู้ให้และผู้รับ
ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าเพราะเหตุใด สังคมปัจจุบันถึงนิยมในการ
"ให้ซอง" ในโอกาสสำคัญๆ มากกว่าการให้เป็นสินค้า (หรือเช็คของขวัญ)
โดยเฉพาะในมิติของสังคมไทยที่รับทัศนคติมาจากสังคมจีนที่ชอบในเรื่อง ความมั่งคั่ง
ความมั่งมี และการมีฐานะ
แต่ถึงแม้ว่าการใส่ซองให้เงินจะมีต้นทุนต่ำกว่าการให้ประเภทอื่นๆ
ก็ตาม แต่ก็ยังถือว่ายังมีต้นทุนอยู่บ้าง เช่น การที่จะต้องไปถอนเงินสดจากตู้ ATM แล้วเอาเงินนั้นมาใส่ซอง ซึ่งในอนาคตอันใกล้ (หรืออาจจะมีแล้วบ้าง)
เราคงจะเห็น การใช้การโอนเงินผ่านระบบอิเล็กโทรนิกซ์ เช่นผ่านระบบ QR Code หรือระบบ Prompt Pay บนโต๊ะงานแต่งงานหรืองานบวชแทนรูปแบบการให้ทีเป็นการใส่ซองก็เป็นได้
แต่ในท้ายที่สุด
ถึงแม้ว่ารูปแบบการให้จะมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ความมีมิตรจิตมิตรใจต่อกันก็ยังคงอยู่กับคนในสังคมตลอดไป
สวัสดีปีใหม่ พ.ศ.2562 ครับ
