08 มกราคม 2562

เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเรื่องเครื่องแบบนักเรียน


จากกรณีโรงเรียนชายล้วนชื่อดังอย่างโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนได้ประกาศให้นักเรียนสวมชุดไปรเวทมาเรียนได้ทุกวันอังคาร โดยจะเริ่มวันอังคารที่ 8 มกราคมนี้เป็นวันแรกได้กลายเป็นประเด็นที่เกิดการถกเถียงกันในช่วงที่ผ่านมา ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทั้งนี้ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ของผมคงไม่ไปฟันธงว่าควรจะใช้แบบไหน แต่อย่างขอนำเสนอแนวคิดคร่าวๆ ดังนี้ครับ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

เครื่องแบบมาจากภาษาอังกฤษว่า Uniform หรือแปลได้ว่า "รูปแบบที่เป็นหนึ่งเดียวกัน" ดังนั้น การใส่เครื่องแบบจะช่วยลดปัญหาทัศนคติด้านความไม่เทียมทางฐานะได้ (ไม่ว่าจะเป็นระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง หรือระหว่างครูที่มีต่อนักเรียนแต่ละคน) นอกจากนั้นยังส่งเสริมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวและความสมานสามัคคีของเด็ก และเป็นการสร้างความภูมิใจให้กับสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน ดังนั้นทุกวันนี้เราจึงยังเห็นนักเรียนในหลายประเทศที่ยังคงใส่เครื่องแบบนักเรียนอยู่

ในขณะที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญกับการมีระเบียบวินัย และดูเรียบร้อย ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่สนใจในประเด็นพวกนี่เท่าไรนัก



แต่ปัญหาหลักที่ผมให้คนสนใจกับการมีเครื่องแบบนักเรียน (โดยเฉพาะนักเรียนไทย) ก็คือ "ต้นทุนส่วนเพิ่มที่ต้องจ่ายกับการดูแล (Marginal Cost) เนื่องจากเสื้อผ้าที่จะต้องมีการซักและรีดทำให้เกิดภาระของการดูแล (เช่น ค่าไฟที่ต้องจ่ายกับการรีด หรือ ค่าผงซักฟอกที่ต้องซักเสื้อขาวๆ ให้สะอาด) ซึ่งถือเป็นต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์มหาศาลอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะกับครัวเรือนที่มีฐานะยากจน ดังนั้นโดยส่วนตัว ผมอยากให้กระทรวงให้ความสำคัญกับการออกเรื่องแบบนักเรียนที่ง่ายต่อการดูแล เช่นเสื้อยืด เสื้อโปโล กางเกงกีฬา (ที่ง่ายต่อการซัก และอาจไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือเสียเวลาไปกับการรีด)

นอกจากนี้ ยังเป็นการลดอำนาจในการผูกขาด (Monopoly Power) กับผู้ประกอบการธุรกิจชุดนักเรียนที่ที่มีอยู่เพียงไม่กี่รายในประเทศ (สมใจนึก น้อมจิตร สมอ เป็นต้น) ซึ่งจะทำให้ตลาดเสื้อผ้านักเรียนนี้เกิดการแข่งขันมากขึ้น (และจะทำให้เครื่องแบบนักเรียนมีราคาที่ถูกลง)

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ประโยชน์และโทษของการไม่ใส่เครื่องแบบนักเรียนจึงตรงข้ามกับการมีเครื่องแบบนักเรียน โดยประโยชน์ข้อแรกก็คือ นักเรียนสามารถเลือกเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ใส่อยู่แล้ว และอาจเลือกที่ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดูแลมาก นอกจากนี้ การไม่มีเครื่องแบบยังเป็นการเปิดกว้างในเรื่องของสิทธิมนุษยชน (โดยเฉพาะในกรณีของเพศทางเลือกที่ไม่อยากใส่เครื่องแบบในเพศของตัวเอง) ของเด็ก และเปิดกว้างทางความคิดสร้างสรรค์ให้เด็กไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบของเครื่องแต่งกาย นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยเหลือครัวเรือนที่มีฐานะยากจน (โดยเฉพาะในถิ่นทุละกันดาล) ในการลดค่าใช้จ่ายในการที่จะต้องซื้อเครื่องแบบนักเรียนอีกด้วย

ดังนั้น ข้อพึงกำหนดของการให้ใส่ชุดส่วนตัวมาโรงเรียนได้ก็คือ นักเรียนควรใส่ชุดที่ใส่อยู่แล้วมาโรงเรียน ไม่เป็นชุดที่ทำให้เกิดการดูแตกต่างในเรื่องของฐานะมากเกินไป