ประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาจากฝุ่นละออง PM 2.5 ที่มีมากกว่าค่ามาตรฐานอันส่งส่งผลต่อปัญหาทางเดินหายใจ
กระแสเลือด และแทรกซึมสู่กระบวนการทำงานในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคเรื้อรัง
โรคภูมิแพ้ และลุกลามไปถึงโรคมะเร็ง นอกจากมิติทางด้านวิทยาศาสตร์ที่พยายามอธิบายถึงปรากฏการณ์ของปัญหาฝุ่นละออง
PM 2.5 นี้แล้ว
เรายังสามารถใช้หลักการทางเศรษฐศาสตร์มาอธิบายสถานการณ์ของฝุ่นละออง PM 2.5
นี้ได้ด้วยเช่นกันดังนี้
1) ฝุ่นเป็นสินค้าสาธารณะ
(Public Goods) -
เนื่องจากฝุ่นละอองเป็นเรื่องของสินค้าสาธารณะซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้ร่วมกันและได้รับผลกระทบด้วยกัน ดังนั้นการกระทำในกิจกรรมของบุคคลใดคนหนึ่งก็จะส่งผลต่อบุคคลอื่นๆ ตามมา (Externality) ยกตัวอย่างเช่น
แหล่งกำเนิดของฝุ่นละออง PM 2.5 นี้จะมาจากกิจกรรมที่หลากหลาย
เช่น รถยนต์ การเผาในที่โล่ง การก่อสร้าง
โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงฝุ่นละอองที่ปลิวมาจากนอกประเทศ ด้วยสาเหตุที่เกิดขึ้นจากหลากหลายปัจจัยจึงส่งผลให้การจัดการสินค้าสาธารณะอย่างเช่นมลพิษฝุ่นนี้จึงไม่สามารถใช้กลไกตลาดในการจัดการได้เพราะฝุ่นเป็นผลพลอยได้ทางลบจากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ
เหล่านั้นในชีวิตประจำวัน (Negative Externality) ดังนั้นแนวทางจัดการจึงเป็นการยากที่จะให้ตัวการปล่อยฝุ่นเหล่านั้นลดการทำกิจกรรมต่างๆ
ลง แต่จำเป็นต้องอาศัยอำนาจจากภาครัฐเพื่อเข้ามาควบคุมดูแล
แต่ทว่าในการที่ภาครัฐจะใส่ใจถึงปัญหานี้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับว่า
"ผู้มีอำนวจในการตัดสินใจ" ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์ และเปิดใจที่จะรับรู้ถึงปัญหานี้หรือไม่
2) ข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์ (Imperfect Information) - แน่นอนว่าฝุ่นละออง PM 2.5 นี้มีขนาดเล็กเพียงประมาณ
1 ใน 25 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ หรือเล็กกว่าขนาดที่ขนจมูกของมนุษย์นั้นไม่สามารถกรองได้
ทำให้ฝุ่นละอองชนิดนี้สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด
และแทรกซึมสู่กระบวนการทำงานในอวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้อย่างรวมเร็ว จนองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้ PM 2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่
1 ของสารก่อมะเร็งอีกทั้งยังเป็นสาเหตุให้ 1 ใน 8 ของประชากรโลกเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
สอดรับกับรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ที่ระบุว่า
ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษในอากาศเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากถึง
50,000 ราย ที่ผ่านมา
นักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมพยายามออกมาเตือนถึงอันตรายดังกล่าว แต่เนื่องจากการทำลายระบบทางเดินหายใจไม่เหมือนกับการเจ็บป่วยประเภทอื่นๆ
เรามองไม่เห็นฝุ่น ดังนั้นคนจำนวนมากจึงไม่ตระหนักถึงผยันอันตราย และยังไม่มีความรู้ถึงแนวทางในการป้องกันได้ดีเพียงพอ
สำหรับภาครัฐเองก็ต้องใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบคร่าวๆ ไปก่อน เช่น การฉีดน้ำ (จนเลยเถิดไปถึงขั้นจะฉีดลงจากตึกใบหยก
และเลยไปถึงการฉีดน้ำใส่น้ำตาล), การตรวจโรงงาน (ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำมานานแล้ว)
การตรวจควันดำ (ประกฎว่าพบแต่ควันขาว) การห้ามปรามในการเผาขยะในที่โล่ง
(ซึ่งสุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้) แต่การแก้ไขเหล่านี้ก็เกิดจากการรับทราบข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์
3)
ปัญหาความเหลื่อมล้ำ (Inequality) ด้วยความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารดังกล่าว
จึงทำให้คนยากจนมีโอกาสในการได้รับฝุ่นพิษนี้มากกว่าคนรวย โดยเฉพาะคนยากจนในเมือง (Urban Poor) ที่ต้องทำงานภายนอกอาคาร ไม่ได้อยู่อาศัยในบ้านพักที่มีเครื่องปรับอากาศ
ไม่มีเงินซื้อหน้ากาก ไม่สามารถซื้อเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งปัญหาข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์นี้จะยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงปัญหา
"ความเหลื่อมล้ำ" ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่คนจนจำต้องเป็น
"ผู้รับเคราะห์" กับปัญหามากกว่าคนรวยอยู่เสมอ ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนเหล่านั้นในระยะยาวแล้ว
แน่นอนว่า ผลกระทบต่อปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำนี้จะส่งผลสืบเนื่องมาสู่งบประมาณที่สูงขึ้นกับค่ารักษาพยาบาลที่ภาครัฐต้องเป็นผู้ดูแลผ่านระบบสวัสดิการถ้วนหน้า
ซึ่งจำเป็นต้องทำการประเมินหาต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5
นี้ออกมา
4)
การประเมินต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Cost) - เนื่องจากสาขาเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นสาขาที่ได้รับความสนใจมากนักในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์จึงทำให้ไม่มีงานวิชาการที่ทำการประเมินผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ของฝุ่นละออง PM 2.5
ออกมาในประเทศไทย
แต่ถ้าเราไปดูงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ในต่างประเทศจะพบงานวิจัยที่ศึกษาหาผลกระทบและต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากปัญหาฝุ่นควัน
PM
2.5 ออกมาจำนวนมาก โดยพบมากที่สุดกับงานศึกษาในกรณีของประเทศจีนที่เพิ่งผ่านพ้นปัญหาฝุ่นควันในเมืองใหญ่ๆ
ของประเทศ (เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้) ออกมาได้ เช่นงานศึกษาของ Hao และคณะ (2018) ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Cleaner Production พบว่าการเพิ่มขึ้น 5 μg/m3 ของค่า PM 2.5 ในประเทศจีนจะส่งผลทำให้รายได้ต่อหัวลงลงประมาณ
2,500 หยวน ในขณะที่ Wang และคณะ (2016) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Environmental
Technology ได้ทำการประเมินผลกระทบของ PM 2.5 ในกรุงปักกิ่งพบว่า
ฝุ่นละอองที่มีค่า PM 2.5 สูงกว่ามาตรฐานที่เกิดขึ้นในกรุงปักกิ่งได้ส่งผลทำให้ประชากรเสียชีวิตก่อนวันอันสมควรประมาณ
20,043 คน และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชากรกว่าล้านคน
และทำให้เศรษฐกิจของกรุงปักกิ่งต้องสูญเสียรายได้ประมาณ 1,287 ล้านหยวนจากปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้น
งานศึกษาของ Hu และคณะ (2017) ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสาร Environmental
Science & Technology ได้ทำการศึกษาในกรณีของนครเซี่ยงไฮ้โดยพบว่า
ถ้ารัฐบาลไม่ได้มีมาตรการควบคุมใดๆ
ปัญหาฝุ่นละอองนี้จะส่งผลให้ประชากรในมหานครเซี่ยงไฮ้ต้องเสียชีวิตประมาณ 192,400
คนในปี 2030 และสูญเสียชั่วโมงการทำงานประมาณ 72.1 ชั่วโมงต่อคนต่อปี และส่งผลทำให้สว้สดิการของประชาชนลดลงประมาณร้อยละ
3.14 เนื่องจากผลกระทบดังกล่าวจะตกอยู่กับภาคแรงงานมากกว่าภาคนายจ้าง
ในขณะที่ถ้ารัฐบาลเซียงไฮ้มีการจัดสรรงบประมาณในการดูแลปัญหาฝุ่นควันนี้
โดยจะใช้งบเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.76
ของรายได้ประชาชาติจะส่งผลให้เศรษฐกิจของเซียงไฮ้จะขยายตัวได้ร้อยละ 1.01
ซึ่งผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึง "ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ"
ที่ภาครัฐควรรีบเข้ามาแก้ไขปัญหาฝุ่นควันนี้
ด้วยปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ดังกล่าวที่พูดด้วยเรื่องของ
1) ฝุ่นในการเป็นสินค้าสาธารณะที่มีขนาดเล็ก, 2) เล็กมากจนทำให้เกิดความยากในการเข้าใจ,
3) โดยผู้รับผลกระทบจะมีแนวโน้มที่จะเป็นคนที่มีฐานะยากจน และ 4) ยังไม่ได้มีการประเมินต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ออกมาให้เห็นเป็นรูปตัวเงิน
จึงทำให้ภาครัฐมีแนวโน้มที่จะ 1)
ไม่เข้าใจ, 2) ไม่สนใจ, และ 3)
ไม่ทราบถึงความเร่งด่วนที่จะต้องรีบแก้ไขปัญหาฝุ่นควันที่กำลังเกิดขึ้นนี้
ดังจะเห็นได้จากการที่กว่าภาครัฐจะออกมาตรการให้เด็กหยุดเรียน
(หรือบางสถานประกอบการที่อนุญาตให้พนักงานหยุดงาน) นั้นจะออกมาช้ากว่าที่ควรจะเป็น
ด้วยอีกสาเหตุหนึ่งที่ภาครัฐไปให้ความสำคัญในเรื่องของเศรษฐกิจเป็นหลักเพราะไปเกรงว่าถ้ารีบทำอะไรนักท่องเที่ยวจะหายในขณะที่งานวิจัยล้วนแสดงให้เห็นชัดแล้วว่า
นโยบายเพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาว
จะส่งผลบวกต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า
ข้อเสนอแนะที่ออกมาหลายข้อจากนักวิชาการต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นทางแก้ในระยะสั้น เช่น 1) ภาครัฐต้องสร้างความตระหนักรู้ถึงอันตรายของฝุ่นพิษให้ประชาชนมีการป้องกันเพราะเป็นวิธีการที่มีต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่ต่ำที่สุด,
2) ดำเนินการตรวจจับรถควันดำ/ปิดโรงงาน/จับคนเผาในที่แจ้งอย่างจริงจัง (จริงๆ), 3) มีการจัดทำโซนนิงห้ามนำรถเข้าไปในบางพื้นที่
รวมไปถึงมาตรการระยะกลางและระยะยาวอย่าง การจัดตั้งองค์กรกลางเพื่อพิทักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อลดความทับซ้อนในการประสานงาน
(เนื่องจากการแก้ไขปัญหาฝุ่นนี้เกี่ยวข้องกับกระทรวง) โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนสั่งการ, การปลูกต้นไม้, ปรับเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพอากาศในทุกมลพิษรวมถึงฝุ่นพิษให้เข้มงวดมากขึ้นจากปัจจุบัน,
ใช้ระบบภาษีสิ่งแวดล้อม, รวมไปถึงการลงทุนในพลังงานสะอาด เป็นต้น
ถึงแม้ว่าปัญหาของฝุ่น (และปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ) อาจจะไม่ได้เกิดจากรัฐบาล
แต่รัฐบาลจะต้องทำหน้าที่ในการบรรเทาปัญหาเหล่านี้ ที่ผ่านมา เราเห็นพรรคการเมืองต่างๆ
ออกนโยบายด้านเศรษฐศาสตร์และด้านสวัสดิการสังคมออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่า
เรายังไม่ได้เห็นพรรคการเมืองไหนประกาศนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมออกมาอย่างชัดเจน
ซึ่งแน่นอนว่าด้วยสถานการณ์ของฝุ่นละออง PM 2.5 ที่กำลังเกิดขึ้นนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่นโยบายการหาเสียงน่าจะให้ความสำคัญสำหรับพรรคการเมืองในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังเสียที
