18 กุมภาพันธ์ 2562

นโยบายแจกอั่งเปาคืนภาษี


นโยบายการแจกเงินถือว่าเป็นหนึ่งในนโยบายสุดคลาสสิกที่ออกมาจากรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งนโยบายการแจกเงินนี้มักมีวัตถุประสงค์สำคัญอยู่ 3 ประการได้แก่ 1) เพื่อลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ, 2) เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ, และ 3) เพื่อหวังผลทางการเมืองและสร้างความชื่นชอบจากประชาชน ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละนโยบายมักมีวัตถุประสงค์หลักและวัตถุประสงค์รองที่ไม่เหมือนกัน

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลของพลเอกประยุทธเป็นรัฐบาลหนึ่งที่ออกนโยบายการแจกเงินออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง โครงการบัตรสวัสดิการของรัฐ (โดยรัฐบาลอ้างว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ) โครงการช็อปช่วยชาติ (โดยรัฐบาลอ้างว่าเพื่อช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ) ในขณะที่ นโยบายอีกนโยบายหนึ่งที่มีคนพูดถึงน้อยมากก็คือ "นโยบายช็อปตรุษจีน" ซึ่งเป็นนโยบายที่ประกาศให้มีการชดเชยคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตราร้อยละ 5 ให้กับประชาชนทั่วไปที่ซื้อสินค้าและชำระเงินผ่านบัตรเดบิตระหว่างวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 นี้ที่รัฐบาลใช้อ้างว่าเพื่อเป็นของขวัญวันตรุษจีน และส่งเสริมสังคมไร้เงินสดตามนโยบายของรัฐบาล โดยรัฐบาลได้ตั้งงบกลางไว้สำหรับปี พ.ศ. 2563 (หรือหลังการเลือกตั้ง) เพื่อรองรับโครงการดังกล่าวไว้จำนวนทั้งสิ้น 9,240 ล้านบาท โดยผู้ใช้จ่ายในโครงการนี้จะซื้อสินค้าทั่วไป ไม่รวมสุรา ยาสูบไม่เกิดจำนวนเงิน 20,000 บาทต่อคน และรับเงินคืนสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท ทั้งนี้ รัฐบาลคาดหวังว่านโยบายดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการใช้เงินผ่านบัตรเดบิตและมีการโอนเข้าระบบพร้อมเพย์ผูกกับบัตรประชาชนมากขึ้นเนื่องจากภาครัฐเห็นว่า  ปัจจุบันมีผู้ผูกบัญชีเงินฝากผ่านระบบพร้อมเพย์ถึง 45 ล้านบัญชี



 

อย่างไรก็ดี ผลปรากฏว่า นโยบายอั่งเปาคืนภาษีนี้กลับได้รับความสนใจจากประชาชนต่ำกว่าเป้าหมายมาก โดยผมคิดว่าน่าจะมีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ที่สามารถนำมาอธิบายได้ดังนี้  

  1. ปัญหาข้อมูลข่าวสารไม่สมมาตร (Imperfect Information) - การขาดการประชาสัมพันธ์จากภาครัฐถึงโครงการดังกล่าว โดยจากการสัมภาษณ์พบว่าประชาชนรับรู้ถึงนโยบายดังกล่าวนี้น้อยมาก โดยสาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นนโยบายที่รีบประกาศออกมาล่วงหน้าเพียงไม่กี่เดือน
  2. มีแรงจูงใจต่ำ (Low Incentive) - ประชาชนส่วนใหญ่ที่มีบัตรเดบิตและมีความสามารถในการรับรู้ข่าวสารนี้น่าจะเป็นประชาชนที่อยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลาง ซึ่งแรงจูงใจทางด้านภาษีที่ประกาศมานี้น่าจะยังต่ำมากสำหรับคนชั้นกลาง (ได้คืนสูงสุดแค่ 1000 บาทจากการใช้จ่าย 20000 บาท และต่ำสุดเพียง 25 บาท)
  3. การอยากได้อย่างเร็ววันทันด่วน (Delay of Gratification) - โดยธรรมชาติของคนแล้ว คนทุกคนอยากได้เงินคืนทันทีที่มีการซื้อสินค้า แต่นโยบายการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มนี้ไปผูกติดกับปังบประมาณหน้า ซึ่งจะส่งผลทำให้กว่าที่ประชาชนจะได้รับเงินคืนผ่านระบบพร้อมเพย์ได้นั้นก็ต้องรอไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2562 ซึ่งเงินที่ได้รับคืนล่าช้านี้เมื่อทำการนำมาหาค่าปัจจุบัน (Present Value) ก็จะพบว่า เงินที่ได้รับคืนสูงสุด 1,000 บาทนั้นไม่ได้มีมูลค่าปัจจุบันที่สูงแต่อย่างไร โดยนอกจากจะได้เงินคืนกลับมาน้อยและ ยังได้ไม่ทันใจผู้ซื้ออีกต่างหาก
  4. ต้นทุนการลงทะเบียน (Transaction Cost) - ผู้ซื้อสินค้าที่ต้องการได้รับการคืนภาษีดังกล่าวนี้จะต้องลงทะเบียนผ่านเว็บไซด์ โดยถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีขั้นตอนที่ยุ่งยากนักก็ตาม แต่อย่างน้อยก็เป็นขั้นตอนที่ผู้ให้ข้อมูลจะต้องกรอกข้อมูลค่อนข้างมาก และส่งหนึ่งเองก็มองว่าเป็นการเสียเวลา นอกจากนั้น ทางผู้ขายหรือห้างร้านต่างๆ ก็จะทำการต้องลงทะเบียนด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้ลงทะเบียนยังต้องยินยอมให้ภาครัฐเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว รวมไปถึงข้อมูลการใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งอาจจะมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่อยากที่จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว
  5. เกิดความไม่สอดคล้องของข้อมูลข่าวสาร (Information Mismatch) - เนื่องจากทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เช่นผู้ซื้ออาจไม่ทราบว่าร้านค้าไหนบ้างที่ลงทะเบียน ถ้าต้องซื้อสินค้าที่ลดราคาจะได้หรือไม่ หรือถ้าซึ้อสินค้าออนไลน์จะได้หรือไม่ โดยความไม่สอดคล้องของข้อมูลนี้อาจทำให้ผู้ซื้อเกิดความลังเลที่จะใช้จ่ายเพื่อขอคืนภาษีดังกล่าว
     

ด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ข้างต้น จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจถ้าเราจะเห็นว่าจะมีคนมาลงทะเบียนใช้จ่ายกับนโยบายคืนภาษีนี้ "ไม่มากเท่าที่ควร" โดยจากตัวเลขปัจจุบัน ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์มีคนมาลงทะเบียนเพียงแค่ 31,000 คนเท่านั้น (จากผู้ที่สามารถเข้าถึงโครงการนี้ 36.45 ล้านคนจากการถือบัตรเดบิต 45 ล้านบัญชี) จึงเป็นที่แน่นอนว่า นโยบายนี้น่าจะไม่ได้มีส่วนช่วยในการตอบสนองวัตถุประสงค์ที่กล่าวทั้งนอกจากจะไม่ช่วยลดความยากจน ด้วยจำนวนคนลงทะเบียนที่น้อยก็คงไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก และเผลอๆ  ก็คงจะไม่ได้มีผลอะไรมากกับการได้รับเสียงสนับสนุนทางการเมืองให้กับพรรคการเมืองที่มาจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน