25 มีนาคม 2562

ธรรมะ vs อธรรม (ทางการเมือง)

ตอนนี้ผมกับลูกๆ กำลังติดดูนิยายกำลังภายในจีนชื่อดังเรื่อง "ดาบมังกรหยก" เวอร์ชั่นล่าสุด (ลูกผมดูเป็นครั้งแรก แต่ผมดูมาหลายเวอร์ชั้นแล้ว) เรื่องนี้เป็นวรรณกรรมชิ้นเอกของ กิมย้ง และเป็นเรื่องที่ผมชอบมากเรื่องซีรี่มังกรหยกของผู้แต่งอัจฉริยะท่านนี้



โดยเรื่องราวเกี่ยวกับความขดแย้งระหว่างสำนักฝ่ายธรรมะที่นำโดย "6 สำนักใหญ่" (ได้แก่ เส้าหลิน บู๊ติ๊ง ง้อไบ้ พรรคกระยาจก หัวซาน และคุนลุ้น) กับ พรรคฝ่ายอธรรมที่มีว่า "พรรคเม้งก่า" (หรือพรรคจรัส) โดยต่างฝ่ายต่างจะแย่งชิง "ดาบฆ่ามังกร" อาวุธที่ถูกกล่าวว่าถ้าใครได้ครอง ผู้นั้นจะได้เป็นเจ้ายุทธภพ

โดยนอกจากการขัดแย้งระหว่างสองพรรคธรรมะกับพรรคอธรรมแล้ว ในระหว่างกลุ่มพรรคธรรมะด้วยกันเองก็ยังไม่ได้มีความจริงใจต่อกัน แต่ล้วนใช้เล่ห์กลอุบายต่างๆ เพื่อที่สำนักของตนจะเป็นผู้ครอบครองดาบฆ่ามังกรนี้เพื่อยกระดับสำนักเพื่อเป็นหนึี่งในยุทธภพ

แต่โชคดีพระเอกของเรื่อง ก็คือ "เตียบ่อกี้ (หรือจางอู๋จี้) ซึ่งเป็นลูกครึ่งของทั้งฝ่ายธรรมะกับฝ่ายอธรรมเนื่องจากมีพ่อเป็นศิษย์ของสำนักบู๊ติ๊ง (ฝ่ายธรรมะ) กับมีแม่เป็นลูกสาวของอินทรีคิ้วขาว ฮึงทีเจี่ย มีพ่อบุญธรรมคือ พญาราชสีห์ทองคำเจี่ยซุ่น (ซึ่งอยู่ฝ่ายอธรรม) จึงทำให้เตียบ่อกี้มีความเป็นกลางและเข้าใจในบริบทและประเด็นของทั้งสองฝ่าย และสุดท้ายก็สามารถลดความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่มนี้ และทำให้ทั้งสองกลุ่มนี้สามารถร่วมมือกันเพื่อขับไล่มองโกว ซึ่งมายึดครองชาวฮั่นอยู่ในสมัยนั้นออกไปได้

ระหว่างนั่งดู ผมได้ถือโอกาสสอนลูก (11 ขวบกับ 9 ขวบ) โดยใช้เนื้อหาของเรื่องนี้ไปโยงเกี่ยวกับประเด็นการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยได้

1) พรรคที่อ้างว่าเป็นธรรมะ (หรือเป็นคนดี) อย่าง 6 สำนักใหญ่ สุดท้ายแล้วการกระทำของบางกลุุ่มก็ไม่ได้แสดงออกมาถึงความมีธรรมะจริง เช่น การที่แต่ละพรรคเข้ามาลุมตีพรรคเม็งก่า โดยไม่สนใจว่าตัวเองกำลังใช้หลักการณ์ของการมีพวกมากมารังแกพวกน้อย ต่างสำนักก็อยากได้ อยากมี และอยากเป็นใหญ่ในบยุทธภพทั้งสิ้น โดยไม่สนใจว่าความอยากเหล่านั้นจะนำมาซึ่งผลดีและผลเสียอย่างไร จะว่าไปก็เหมือนพรรคการเมืองขั้วหนึ่งในบ้านเรา

2) พรรคฝ่ายอธรรมเอง ที่ถูกมองว่าเป็นคนเลว จากการอธิบายของอาจารย์ถาวร สิกขโกศล ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องจีน เคยอธิบายที่มาของลัทธิเม้งก้าเอาไว้ว่า "ลัทธิเม้งก้านั้นอาศัยหลักคำสอนของศาสนาแมนนีเป็นรากฐานผสมผสานกับหลักธรรมความเชื่อของลัทธิเต๋าและพระพุทธศาสนา คำว่า ‘เม้ง’ อันเป็นชื่อลัทธิแปลว่า ‘แสงสว่าง’ เกิดจากอักษร ‘พระอาทิตย์’ กับ ‘พระจันทร์’ ผสมกันเป็น ‘เม้ง’ ลัทธินี้จึงมีพิธีไหว้พระอาทิตย์และไหว้พระจันทร์”“ลัทธินี้เป็นที่ชื่นชอบของพวกกล้าต่อต้านอำนาจรัฐ มักมีส่วนเกี่ยวข้องเกื้อหนุนพวกกบฏอยู่เสมอ ราชสำนักจึงไม่ชอบลัทธินี้ บางยุคถึงกับประกาศห้าม ลัทธินี้จึงต้องดำเนินงานแบบหลบซ่อนเร้นลับ ประกอบกับชื่อเดิมของลัทธิคือคำว่า ‘แมนนี’ นั้น เสียงในภาษาจีนคล้ายกับคำว่า ‘มาร’ จะว่าไปก็เปรียบเหมือนการเมืองอีกฝ่ายหนึ่งเช่นกัน

ในโลกของความเป็นจริง เราไม่ได้มีฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมอะไรขนาดนั้น คำว่าธรรมะและอธรรมนั้นจริงๆ แล้วล้วนมาจาก "วาทกรรมที่คิดขึ้นในสังคม"คนที่บอกว่าตัวเองดี จริงๆ อาจจะไม่ดี และคนที่บอกว่าตัวเองเลว จริงๆ ก็อาจจะไม่ได้เลว

เฉกเช่นการเมืองของประเทศไทยเราที่ การเมืองไทยก็เช่นเดียวกัน เรามีพรรคที่อ้างว่าเป็น "กลุ่มคนดี" อาสามาปกครองดูแลประเทศชาติ แต่การกระทำหลายๆ อย่างก็ไม่ได้แสดงความเป็นคนดีดังชื่อเสียงที่ว่าไว้ และขณะที่ฝ่ายอธรรมเองก็ไม่ได้ทำอะไรที่ชัดเจนให้เห็นว่าตัวเองจริงๆ แล้วเป็นคนดี

ผลการเลือกตั้งเองก็แสดงออกให้เห็นว่า ครึ่งหนึ่งของคนไทยเชื่อว่าตัวเองอยู่ฝ่ายคนดี (ธรรมะ) ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งเชื่อว่าตัวเองเป็นคนดี (แต่สังคมมาบอกให้อยู่ฝ่ายอธรรม) โดยที่จริงๆ แล้ว ทั้งสองฝ่ายเองก็มีจำนวนคนดี จำนวนคนเลว จำนวนคนฉลาด และจำนวนคนไม่ฉลาด พอๆ กัน และก็มีนโยบายแบบประชานิยมคล้ายๆ กัน แต่การกำหนดความดีความเลวกลับไปวนอยู่ที่ "การยึดติดกับตระกูลใดตระกูลหนึ่ง, ประชาธิปไตยหรือเผด็จการ, และอื่นๆ และสุดท้ายผลที่ออกมาก็คือ การสร้างคววดขัดแย้งทางสังค

น่าเสียดายที่สังคมไทยเรามีคนที่วางตัวเป็นคนกลางและเข้าใจถึงสาเหตุของแต่ละพรรคเหมือนกับพระเอกของเรื่อง (เตียบ่อกี้) น้อยเกินไป คนที่มองภาระกิจของประเทศเป็นเรื่องใหญ่ (เช่นขับไล่มองโกวเหมือนในเรื่อง) มากกว่าจะไปสร้างความขัดแย้งระหว่างพรรค

ซึ่งโดยส่วนตัว ผมมอง (แบบโลกสวย) ว่า กลุ่มคนที่ควรวางตัวเป็นกลางมากที่สุดควรจะเป็น 1) ครูอาจารย์ (ที่ต้องสอนเด็กให้มีทัศนคติเชิงบวก), 2) ข้าราชการ (ที่ต้องทำงานประสานกับการเมือง), 3) ทหารตำรวจ (ที่ต้องทำหน้าดีดูแลความสงบในประเทศ), 4) พระและนักบวช (ที่ต้องชี้ให้สังคมเห็นบาปบุญคุณโทษ), 5) หน่วยงานอิสระต่างๆ เช่น กกต ปปช รวมถึง สว อีก 250 คน (หรือต้องคัดกลองคนมีคุณธรรมจริงมาบริหารบ้านเมือง) คนเหล่านี้ควรต้องรักษาสถานะของความเป็นกลางและวิเคราะห์ถึงประโยชน์ที่ประเทศควรจะได้รับเป็นตัวตั้ง ไม่ว่า "ท่านจะถูกใจพรรคที่ได้รับเลือกเข้ามาหรือไม่ก็ตาม"

สำหรับท่านที่วางตัวเป็นกลางไม่ได้ และอาจจะเสียใจหรือดีใจที่พรรคที่ท่านสนับสนุนไม่ได้รับการคัดเลือก (ตอนนี้ยังไม่ขอกล่าวว่ากระบวนการเลือกตั้งสะอาด ถูกต้อง และเป็นธรรมหรือไม่ก่อน) ก็ขอให้ยอมรับผลตามหลักประชาธิปไตย และคอยทำหน้าที่สอดส่องนโยบายและการกระทำของผู้ที่ได้รับการคัดเลือกตั้งเหล่านั้น และมาประกอบการตัดสินใจว่า ท่านจะยังคงเลือก/หรือไม่เลือกพรรคนี้ต่อหรือไม่ ไม่แน่ว่าท่านอาจจะเสียใจที่เลือก (ไม่เลือก) เขาเข้ามาก็ได้

ตามหลักการณ์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของต้นทุนและผลได้ (Cost and Benefit) นโยบายไหนมีความเป็นธรรมมะมันก็จะมีอธรรมอยู่ในนั้นเสมอ วิเคราะห์ให้ออกว่าฝั่งไหนมันมากหรือน้อย (กับสังคมโดยรวงม) กว่ากัน