29 มีนาคม 2562

เศรษฐศาสตร์เล็กๆ จากงานมอเตอร์โชว์

ผมเพิ่งได้มีโอกาสไปดูงานมอเตอร์โชว์ที่กำลังจัดขึ้นอยู่ในขณะนี้เนื่องจากกำล้งมองหารถ Compact Car ราคาถูกๆ ประหยัดน้ำมันสักคัน มีเวลาไปดูแค่ 2 ชม แต่ก็ได้ประเด็นทางเศรษฐศาสตร์มากมาย
ในด้านเศรษฐกิจ
1. จากงานวิจัยที่เคยทำพบว่า ยอดขายรถยนต์เป็นหนึ่งตัวชี้วัดนำทางเศรษฐกิจ (Leading Economic Indicator).ได้เป็นอย่างดี ถ้าปีไหนที่ยอดขายรถยนต์เพิ่มขึ้นสูงกว่าปีก่อน ก็แปลว่าเศรษฐกิจก็มีแนวโน้มดีขึ้นในปีนี้เช่นกัน ซึ่งผมไม่ได้ไปตามตัวเลขจึงไม่ทราบว่ายอดขายรถปีนี้เป็นอย่างไร
2. อุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่สะท้อนถึงการเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีของประเทศนั้นๆ ถ้าประเทศไหนมี international Brand ของรถยนต์เอง ประเทศนั้นถือได้ว่าเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน ดังนั้นถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศชั้นนำในการผลิตรถยนต์ก็ตาม แต่ถ้าเราไม่มี International Brand รถยนต์ของเราเอง เราก็ไม่ใช่ผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ แต่เราเป็นเพียงหนึ่งในประเทศผู้รับจ้างผลิต ซึ่งเป็นจุดที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ต่ำที่สุดในห่วงโซ่คุณค่าของโลก (Global Value Chain) ของอุตสาหกรรมนี้
3. ถึงแม้ว่า รถยนต์แต่ละยี่ห้อจะมีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ก็ตาม แต่การแข่งขันของอุตสาหกรรมนี่จริงๆ แล้วเป็น "การแข่งขันด้านมาตรฐาน (Standard Race)" มากกว่า จะว่าไปก็เหมือนกับที่โตโยต้าชูเครื่องยนต์ Hybrid, มาสด้าชูเครื่องยนต์ Skyactiv, หรือฮอนด้าชูนวัตกรรม Honda Connect เป็นต้น ซึ่งการแข่งขันด้านมาตรฐานเป็นการแข่งขันด้านนวัตกรรมที่ยั่งยืนกว่านวัตกรรมประเภทออกแบบหรือการสร้างสรรค์มากนัก จะว่าไปก็คล้ายๆ กับการแข่งขันระหว่าง IOS กับ Android ของอุตสาหกรรม smart phone นั่นเอง
ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
1. รถที่ออกมาในปีนี้เป็นเทคโนโลยีเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะรถไฟฟ้า (ซึ่งรัฐบาลเพิ่งจะยกเลิกการเก็บภาษี) แต่ทั้งนั้น ผมเองก็ไม่คิดว่ายอดขายรถไฟฟ้านี้จะมากมายอะไรเนื่องจากรถไฟฟ้าที่ออกมาขายยังคงมีราคาสูงเมื่อเปรียบเทียบกับรถทั่วไป นอกจากนั้น ประเทศไทยเราเองก็ยังไม่มีระบบ Eco System อะไรที่เอื้อต่อความสะดวกที่จะชักจูงให้คนมาซื้อรถไฟฟ้าดังกล่าว ดังนั้นโดยส่วนตัวผมเองที่อยากใช้รถไฟฟ้า แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าควรจะใช้รถไฟฟ้าดีหรือไม่ในประเทศไทย
2. การใช้รถเป็นอีกตัวหนึ่งที่สะท้อนถึงค่านิยมและความเจริญของประเทศ ย้อนกลับไปเมื่อ 100 ปีก่อน คนจนจะใช้ม้า แต่คนรวยจะใช้รถ ปัจจุบันคนจนจะมีรถ แต่คนรวยเท่านั้นถึงจะมีม้า หรืออีกกรณีหนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบกับในต่างประเทศ ประเทศที่ยากจนจะเป็นประเทศที่คนฐานะปานกลางใช้รถ (โดยเฉพาะรถคันใหญ่).แต่ประเทศที่เจริญแล้ว จะเป็นประเทศที่คนรวยไม่ใช้รถ แต่เขาจะใช้บริการขนส่งมวลชนแทน ดังนั้นถ้ายอดขายรถสูงขึ้นและสะท้อนว่าเศรษฐกิจเจริญเติบโต ในอีกด้านหนึ่ง มันอาจจะสะท้อนว่าประเทศเรามีฐานะยากจนก็ได้
ด้านอื่นๆ
1. เนื่องจากผมไม่ได้ไปงานมอเตอร์โชว์หลายปีจึงจำไม่ได้ว่าจะต้องเสียบัตรค่าเข้า 100 บาทด้วย คำถามคือว่าเสียเพราะอะไร คำตอบที่ง่ายๆ ก็คือ เสียเข้าไป 1. ดูรถ กับ 2. ดูพริตตี้ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า การสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งถือว่าเป็นสีสันของงานแบบนี้
2. จำนวนที่ปรึกษาการขายมีมากกว่าผู้ดูงานมากในตอนกลางวัน และสังเกตุได้ว่าเซลแต่ละท่านต้องแย่งกันทำยอด เซลมีการสแกนว่าลูกค้าท่านนี้มีลักษณะที่จะเป็น Potential Customer หรือไม่โดยดูจากการแต่งตัวและบุคคลิก นอกจากนั้นเซลยังมีแนวโน้มที่จะเข้าหาลูกค้าผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
3. โดยภาพรวม ตลาดรถยนต์ยังเป็นตลาดของผู้ซื้อ นอกจากมีรถให้เลิอกหลากหลายขึ้น แล้วแต่ละบริษัทยังออกมาตรการการขายออกมาให้โดนใจลูกค้า นอกจากนี้เซลล์ในบริษัทเดียวกันยังแข่งกันเองในการลดแลกแตกแถมให้กับลูกค้าอีกด้วย
คร่าวๆ ครับ เดินดูรถ แต่ยังไม่วายติดนิสัยนักวิจัย/วิชาการ