เมื่อได้รัฐบาลทีมาจากการเลือกตั้งแล้ว
สิ่งหนึ่งที่ประชาชนจะเรียกร้องจากรัฐบาลก็คือ “การให้รัฐต้องทำตามสัญญากับนโยบายการหาเสียงที่ประกาศไว้”
ซึ่งหนึ่งในนโยบายที่สังคมให้การติดตามก็คือ “นโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่พรรคพลังประชารัฐได้ประกาศไว้ว่า
เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วจะให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรายวันเป็น 425 บาทต่อวัน,
เงินเดือนขั้นต่ำวุฒิอาชีวะศึกษาอยู่ที่ 18,000 บาท และวุฒิปริญญาตรีอยู่ที่
20,000 บาท ซึ่งจากข่าวล่าสุดดูเหมือนว่ารัฐบาล (พรรคพลังประชารัฐ)
จะพยายามไม่ให้นโยบายที่ประกาศนี้เกิดขึ้นโดยมีคำพูดออกจากปาก
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ
ในฐานะประธานคณะทำงานประสานงานพรรคร่วมในการจัดทำนโยบายรัฐบาล ให้เหตุผลว่า "เป้าหมายที่แท้จริงคือการยกระดับฝีมือแรงงาน
ซึ่งต้องปรับทั้งระบบแรงงานไทย จึงจะสามารถขึ้นค่าแรงให้สูงตามคุณภาพฝีมือแรงงาน
ไม่เช่นนั้นจะไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีและตลาดแรงงานในปัจจุบัน” เช่นเดียวกับ นายกอบศักดิ์
ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ระบุมาก่อนหน้าว่า “นโยบายค่าแรงขั้นต่ำยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบทำ
และที่สำคัญหวั่นกระทบภาคเอกชน”
ในฐานะอาจารย์ผู้สอนด้านเศรษฐศาสตร์
นโยบายการขึ้นค่าจ้างเป็นหนึ่งในข้อสอบวัดคุณสมบัติ (Qualified
Examination) ยอดฮิตของที่คณะของผม โดยข้อสอบเรามักถามว่า
"จงอธิบายผลกระทบของการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
(Mininum Wage) ต่อตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาค เช่น การบริโภค
การลงทุน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และการว่างงาน"
ตามผลที่ออกมา
เชื่อหรือไม่ว่านักศึกษาส่วนใหญ่จะตอบว่า
นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำจะช่วยในการกระตุ้นอุปสงค์รวม (Aggregate
Demand) เพราะเป็นการเพิ่มรายได้และกระตุ้นให้เกิดการบริโภค
และสุดท้ายจะทำงานผ่านตัวคูณทวี (Multiplier Effect) อันส่งผลให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
---- ซึ่งเป็นคำตอบที่ผิด โดยไม่แน่ใจว่าผิดเพราะนักศึกษาไม่เข้าใจเอง หรือตอบเพราะไปเชื่อการประกาศจากฝ่ายการเมืองว่า
การปรับขึ้นค่าจ้างเป็นนโยบายที่ดี (ต่อเศรษฐกิจ)
แต่แท้จริงแล้ว
แรงงานส่วนน้อยมากที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ
(รวมทั้งแรงงานในวุฒิปริญญาตรีและอาชีวะเองในปัจจุบันส่วนใหญ่ก็ได้รับรายได้ที่สูงกว่าที่ประกาศออกมาแล้ว)
ดังนั้นการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ตรงกันข้าม
นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ จะกระทบในด้านอุปทานในลักษณะของ Supply
Shock หรือ Price Shock อันส่งผลทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิต
เกิดการย้ายฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติ (ไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าจ้างถูกกว่าและมีผลิตภาพสูงกว่าแรงงานไทย)
อันส่งผลทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้
(หรือที่เรียกว่า Stagflation) ดังนั้นในมุมมองทางเศรษฐกิจมหภาค
การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจึงไม่เป็นการดีต่อเศรษฐกิจ
ในด้านจุลภาค การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ จะนำมาสู่ปัญหาการสูญเสีย (Deadweight Loss) จากการจัดสรรทรัพยากรที่บิดเบือน (โดยจะเห็นได้จากการขึ้นจากฝั่งการเมืองเมื่อหลายปีก่อนที่มากำหนดให้ทุกจังหวัดได้รับค่าจ้าง 300 บาทเท่ากัน) นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อการตกงานกับกลุ่มแรงงานไทยที่ไร้ทักษะ (นอกเหนือจากเดิมที่จะต้องแข่งกับหุ่นยนต์และกับแรงงานข้ามชาติอยู่แล้ว) และจะนำมาสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ตามมาได้
ถ้ายังจำกันได้
นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงตลาดแรงงาน
เมื่อครั้งในปี พ.ศ.2555 ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์เองก็ได้หาเสียงการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไว้ที่
300 บาทต่อวันในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ผิดพลาดอย่างมหาศาล
โดยเห็นได้จากงานศึกษาของดิลกะ ลัทธิพิพัฒน์ จากธนาคารโลก (The
World Bank) ที่มีชื่อว่า The Effects of the 300 Baht
Minimum Wage Policy ซึ่งได้ศึกษาผลกระทบจากการปรับขึ้นของค่าจ้างขั้นต่ำ
300 บาทต่อเศรษฐกิจในด้านต่างๆ โดยผลการศึกษาพบว่า
ค่าจ้างขั้นต่ำส่งผลต่อการเลิกจ้างงานกับกลุ่มแรงงานที่มีทักษะต่ำ
และส่งผลต่อการล้มละลายของวิสาหกิจขนาดเล็กที่ไม่สามารถแข่งขันกับวิสาหกิจขนาดใหญ่ได้
อย่างไรก็ดี งานศึกษาของ
Del Capio, Messina, and Sanz-de-Galdeano (2011) ที่ได้ศึกษาผลกระทบของการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต่อสวัสดิการในประเทศไทยยังพบผลทางบวกของการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำว่า
การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นการช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองให้กับแรงงานที่มีทักษะต่ำ
อันส่งผลทำให้ค่าจ้างของแรงงานในกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้น
อันนำมาสู่การช่วยลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้
ทั้งนี้
ในหลักการที่ถูกต้องของการปรับขึ้นค่าจ้างนั้นควรจะต้องดำเนินการดังนี้
1. การปรับค่าจ้างต้องมาจากการประเมินถึงต้นทุนค่าครองชีพและโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละจังหวัด
ซึ่งจะมีสูตรการคำนวณที่ถูกต้องตามหลักวิชาการอยู่แล้ว ดังนั้นด้วยสูตรดังกล่าว
การปรับขึ้นค่าจ้างขันต่ำจึงควรไม่ปรับเท่ากันในแต่ละจังหวัด
และควรมีการประกาศแนวโน้มการขึ้นล่วงหน้าเพื่อให้ภาคธุรกิจ (ในแต่ละจังหวัด) สามารถวางแผนทางการเงินได้
ไม่ใช่การประกาศตัวเลขเลขแบบไม่มีที่มาที่ไปจากฝ่ายการเมืองในช่วงหาเสียง
2. การปรับขึ้นค่าจ้างต้องอยู่ภายใต้ระบบไตรภาคี ที่ต้องกำหนดจากกลุ่ม
นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล ไม่ใช่ถูกกำหนดมาจากฝ่ายการเมือง
ซึ่งเป็นฝ่ายที่มีแรงจูงใจที่จะใช้นโยบายนี้เพียงเพื่อหาคะแนนเสียง
โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้เข้าข้างพรรคพลังประชารัฐ
แต่ผมเห็นว่าเราควรมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่สูงถึง 425
บาทนี้เนื่องจากเป็นการปรับที่สูงเกินไป (ปรับขึ้นมากถึง 30%)
ซึ่งจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี (ถึงแม้ว่าจะมีเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมบางพรรคให้ใช้เงินภาษีไปชดเชยการขาดทุนของภาคธุรกิจจากนโยบายนี้ก็ตาม)
แต่สิ่งที่ประชาชนเราควรจะคิดและตรึกตรองให้ดีก็คือ
เราไม่ควรไปมองว่านโยบายค่าจ้างนี้ (ไม่ว่าจะมาจากพรรคใดก็ตาม) มันเป็นนโยบายที่ดี
และควรที่จะเรียนรู้ว่า นโยบายที่ประกาศจากพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง
มันก็เป็นเพียงหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่จะได้มาซึ่งคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งเท่านั้นเอง
