24 กรกฎาคม 2562

นโยบายปรับขึ้นค่าจ้าง (จากฝ่ายการเมือง)


เมื่อได้รัฐบาลทีมาจากการเลือกตั้งแล้ว สิ่งหนึ่งที่ประชาชนจะเรียกร้องจากรัฐบาลก็คือ “การให้รัฐต้องทำตามสัญญากับนโยบายการหาเสียงที่ประกาศไว้” ซึ่งหนึ่งในนโยบายที่สังคมให้การติดตามก็คือ “นโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่พรรคพลังประชารัฐได้ประกาศไว้ว่า เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วจะให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรายวันเป็น 425 บาทต่อวัน, เงินเดือนขั้นต่ำวุฒิอาชีวะศึกษาอยู่ที่ 18,000 บาท และวุฒิปริญญาตรีอยู่ที่ 20,000 บาท ซึ่งจากข่าวล่าสุดดูเหมือนว่ารัฐบาล (พรรคพลังประชารัฐ) จะพยายามไม่ให้นโยบายที่ประกาศนี้เกิดขึ้นโดยมีคำพูดออกจากปาก นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะทำงานประสานงานพรรคร่วมในการจัดทำนโยบายรัฐบาล ให้เหตุผลว่า "เป้าหมายที่แท้จริงคือการยกระดับฝีมือแรงงาน ซึ่งต้องปรับทั้งระบบแรงงานไทย จึงจะสามารถขึ้นค่าแรงให้สูงตามคุณภาพฝีมือแรงงาน ไม่เช่นนั้นจะไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีและตลาดแรงงานในปัจจุบัน เช่นเดียวกับ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ระบุมาก่อนหน้าว่า นโยบายค่าแรงขั้นต่ำยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบทำ และที่สำคัญหวั่นกระทบภาคเอกชน



ในฐานะอาจารย์ผู้สอนด้านเศรษฐศาสตร์ นโยบายการขึ้นค่าจ้างเป็นหนึ่งในข้อสอบวัดคุณสมบัติ (Qualified Examination) ยอดฮิตของที่คณะของผม โดยข้อสอบเรามักถามว่า

"จงอธิบายผลกระทบของการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ (Mininum Wage) ต่อตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาค เช่น การบริโภค การลงทุน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และการว่างงาน"

ตามผลที่ออกมา เชื่อหรือไม่ว่านักศึกษาส่วนใหญ่จะตอบว่า นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำจะช่วยในการกระตุ้นอุปสงค์รวม (Aggregate Demand) เพราะเป็นการเพิ่มรายได้และกระตุ้นให้เกิดการบริโภค และสุดท้ายจะทำงานผ่านตัวคูณทวี (Multiplier Effect) อันส่งผลให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ---- ซึ่งเป็นคำตอบที่ผิด โดยไม่แน่ใจว่าผิดเพราะนักศึกษาไม่เข้าใจเอง หรือตอบเพราะไปเชื่อการประกาศจากฝ่ายการเมืองว่า การปรับขึ้นค่าจ้างเป็นนโยบายที่ดี (ต่อเศรษฐกิจ)

แต่แท้จริงแล้ว แรงงานส่วนน้อยมากที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ (รวมทั้งแรงงานในวุฒิปริญญาตรีและอาชีวะเองในปัจจุบันส่วนใหญ่ก็ได้รับรายได้ที่สูงกว่าที่ประกาศออกมาแล้ว) ดังนั้นการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ตรงกันข้าม นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ จะกระทบในด้านอุปทานในลักษณะของ Supply Shock หรือ Price Shock อันส่งผลทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิต เกิดการย้ายฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติ (ไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าจ้างถูกกว่าและมีผลิตภาพสูงกว่าแรงงานไทย) อันส่งผลทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ (หรือที่เรียกว่า Stagflation) ดังนั้นในมุมมองทางเศรษฐกิจมหภาค การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจึงไม่เป็นการดีต่อเศรษฐกิจ

ในด้านจุลภาค การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ จะนำมาสู่ปัญหาการสูญเสีย (
Deadweight Loss) จากการจัดสรรทรัพยากรที่บิดเบือน (โดยจะเห็นได้จากการขึ้นจากฝั่งการเมืองเมื่อหลายปีก่อนที่มากำหนดให้ทุกจังหวัดได้รับค่าจ้าง 300 บาทเท่ากัน) นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อการตกงานกับกลุ่มแรงงานไทยที่ไร้ทักษะ (นอกเหนือจากเดิมที่จะต้องแข่งกับหุ่นยนต์และกับแรงงานข้ามชาติอยู่แล้ว) และจะนำมาสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ตามมาได้

ถ้ายังจำกันได้ นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงตลาดแรงงาน เมื่อครั้งในปี พ.ศ.2555 ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์เองก็ได้หาเสียงการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไว้ที่ 300 บาทต่อวันในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ผิดพลาดอย่างมหาศาล โดยเห็นได้จากงานศึกษาของดิลกะ ลัทธิพิพัฒน์ จากธนาคารโลก (The World Bank) ที่มีชื่อว่า The Effects of the 300 Baht Minimum Wage Policy ซึ่งได้ศึกษาผลกระทบจากการปรับขึ้นของค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อเศรษฐกิจในด้านต่างๆ โดยผลการศึกษาพบว่า ค่าจ้างขั้นต่ำส่งผลต่อการเลิกจ้างงานกับกลุ่มแรงงานที่มีทักษะต่ำ และส่งผลต่อการล้มละลายของวิสาหกิจขนาดเล็กที่ไม่สามารถแข่งขันกับวิสาหกิจขนาดใหญ่ได้

อย่างไรก็ดี งานศึกษาของ Del Capio, Messina, and Sanz-de-Galdeano (2011) ที่ได้ศึกษาผลกระทบของการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต่อสวัสดิการในประเทศไทยยังพบผลทางบวกของการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำว่า การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นการช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองให้กับแรงงานที่มีทักษะต่ำ อันส่งผลทำให้ค่าจ้างของแรงงานในกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้น อันนำมาสู่การช่วยลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้

ทั้งนี้ ในหลักการที่ถูกต้องของการปรับขึ้นค่าจ้างนั้นควรจะต้องดำเนินการดังนี้

1.      การปรับค่าจ้างต้องมาจากการประเมินถึงต้นทุนค่าครองชีพและโครงสร้างเศรษฐกิจในแต่ละจังหวัด ซึ่งจะมีสูตรการคำนวณที่ถูกต้องตามหลักวิชาการอยู่แล้ว ดังนั้นด้วยสูตรดังกล่าว การปรับขึ้นค่าจ้างขันต่ำจึงควรไม่ปรับเท่ากันในแต่ละจังหวัด และควรมีการประกาศแนวโน้มการขึ้นล่วงหน้าเพื่อให้ภาคธุรกิจ (ในแต่ละจังหวัด) สามารถวางแผนทางการเงินได้ ไม่ใช่การประกาศตัวเลขเลขแบบไม่มีที่มาที่ไปจากฝ่ายการเมืองในช่วงหาเสียง
2.      การปรับขึ้นค่าจ้างต้องอยู่ภายใต้ระบบไตรภาคี ที่ต้องกำหนดจากกลุ่ม นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล ไม่ใช่ถูกกำหนดมาจากฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็นฝ่ายที่มีแรงจูงใจที่จะใช้นโยบายนี้เพียงเพื่อหาคะแนนเสียง

โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้เข้าข้างพรรคพลังประชารัฐ แต่ผมเห็นว่าเราควรมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่สูงถึง 425 บาทนี้เนื่องจากเป็นการปรับที่สูงเกินไป  (ปรับขึ้นมากถึง 30%) ซึ่งจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี (ถึงแม้ว่าจะมีเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมบางพรรคให้ใช้เงินภาษีไปชดเชยการขาดทุนของภาคธุรกิจจากนโยบายนี้ก็ตาม) แต่สิ่งที่ประชาชนเราควรจะคิดและตรึกตรองให้ดีก็คือ เราไม่ควรไปมองว่านโยบายค่าจ้างนี้ (ไม่ว่าจะมาจากพรรคใดก็ตาม) มันเป็นนโยบายที่ดี และควรที่จะเรียนรู้ว่า นโยบายที่ประกาศจากพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง มันก็เป็นเพียงหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่จะได้มาซึ่งคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งเท่านั้นเอง