ในการคัดกรองคนมีความรู้
(ทักษะ) สูงออกจากคนไม่มีความรู้ (ทักษะ) นั้น เรามักนิยมใช้ “วุฒิการศึกษา”
เป็นตัวคัดกรอง โดยเรามีความเชื่อว่า คนที่ผ่านระบบการศึกษาและได้รับวุฒิการศึกษาที่สูงขึ้นนั้นย่อมที่จะมีความรู้
(ทั้งความรู้ทั่วไปและความรู้เฉพาะสาขา)
และความสามารถที่สูงกว่าคนที่มีการศึกษาต่ำ นอกจากนี้คนที่มีการศึกษาสูงก็น่าที่จะมีคุณธรรมและจริยธรรมที่สูงกว่าคนที่มีการศึกษาต่ำเช่นกัน
ซึ่งในมิติทางเศรษฐศาสตร์แล้วสามารถกล่าวได้ว่า “การศึกษาจะทำหน้าที่ในการ “ส่งสัญญาณ
(Signal)”
ให้กับตลาดแรงงานได้รับทราบถึงความรู้ความสามารถของคนที่จบในสาขาหรือในระดับการศึกษานั้นๆ
โดยที่ตลาดแรงงานจะนำ “สัญญาณ” ที่ถูกส่งผ่านวุฒิการศึกษานี้ไปใช้ในการกำหนด
“ค่าจ้างค่าตอบแทนเริ่มต้น” ที่พึงจะได้รับในแต่ละบุคคล ซึ่งผลที่ออกมาก็คือ ถ้าคนไหนที่จบการศึกษาสูง
(ต่ำ) คนๆ นั้นย่อยได้รับค่าจ้างค่าตอบแทนที่สูงขึ้น (ต่ำลง) ตามมา ไม่ว่าคนๆ
นั้นจะมีความรู้ความสามารถและมีคุณธรรมจริยธรรมตามวุฒิการศึกษานั้นหรือไม่ก็ตาม
อย่างไรก็ดี
จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดปัญหา “การว่างงาน” สูงในหมู่บัณฑิตจบใหม่จากรั้วมหาวิทยาลัย
รวมไปถึงปัญหาการเข้าออกงานบ่อยๆ ของคนทำงาน ประกอบการเสียงบ่นถึงคุณภาพของบัณฑิตที่ไม่เป็นไปตามความต้องการของนายจ้าง
จึงทำให้เราต้องกลับไปคิดถึงบทบาทของระบบการศึกษาในบ้านเราว่า
“การศึกษายังคงทำหน้าที่ในการเป็นผู้ส่งสัญญาณที่ดี (ในการคัดกรองคนเก่งและคนไม่เก่ง)
อยู่หรือไม่??
แน่นอนว่าคำตอบตอนนี้ก็คือ
“ไม่”
ระบบการศึกษาในขณะนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ในการเป็นผู้ส่งสัญญาณที่ดีต่อการคัดเลือกคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน
แต่ระบบการศึกษาในบ้านเรา “กำลังเกิดความไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน” (Education
Mismatch) ในหลายๆ ด้าน ซึ่งความไม่สอดคล้องทางการศึกษาดังกล่าวได้ส่งผลต่อการลดลงของผลิตภาพในการทำงาน
(Labor Productivity) อันเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวซึ่งผมขอจำแนกความไม่สอดคล้องทางการศึกษาที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยนี้เป็น
6 ด้านด้วยกันดังนี้
1) ความไม่สอดคล้องเชิงปริมาณ (Quantity
Mismatch)
– เมื่อจากระบบเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาภาคการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ
ดังนั้นเมื่อสำรวจความต้องการในภาคเอกชนแล้วจะพบว่า ภาคเอกชนกำลังขาดแคลนแรงงานที่จบในสายอาชีพอย่างสายช่างหรือในสายอาชีวะมากว่า
ในขณะที่นักเรียนนักศึกษาส่วนใหญ่จะเลือกเรียนในสายสามัญจนจบรั้วมหาวิทยาลัย
(หรือพอจบวุฒิ ปวส.แล้วก็มักเรียนต่อให้จบในระดับปริญญาตรี) ในขณะที่จากการสำรวจพบว่า
ภาคธุรกิจเองก็ไม่ได้ขาดแคลนคนจบจากรั้วมหาวิทยาลัยดังกล่าว ซึ่งความต้องการที่ไม่สอดคล้องนี้จึงส่งผลให้บัณฑิตจากร้วมหาวิทยาลัยต้องประสบกับปัญหาการว่างงาน
2) ความไม่สอดคล้องเชิงคุณภาพ (Quality
Mismatch)
– โดยจากการสำรวจโดยธนาคารโลก (World Bank) พบว่า
ต่อให้องค์กรสามารถรับพนักงานเพื่อมาเติมเต็มในตำแหน่งงานที่ขาดแคลนได้ก็ตาม แต่ยังพบว่าพนักงานเหล่านั้นก็ยังคงมีระดับทักษะที่ต่ำกว่าความคาดหวังของนายจ้างอยู่มาก
โดยระดับทักษะที่ต่ำกว่าความคาดหวังมากที่สุดได้แก่ 1) ภาษาอังกฤษ (ภาษาจีน), 2)
ทักษะการใช้เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์, และ 3) ทักษะด้านการคิดคำนวณและการวิเคราะห์
ซึ่งทักษะเหล่านี้ก็ไม่ได้มีการฝึกอบรมเพิ่มเติมในสถานประกอบการแต่อย่างไร
3) ความไม่สอดคล้องในแนวราบ (Horizontal
Mismatch)
– หรือความไม่สอดคล้องในสาขาที่จบออกมา
จากงานวิจัยของผมเอง (Pholphirul, 2017) ได้ทำการศึกษาและพบว่า
เนื่องจากร้อยละ 70 ของนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยมักเลือกเรียนในสาขาทางด้านสังคมศาสตร์
(เช่นบริหารธุรกิจ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และอื่นๆ) ซึ่งถือว่าเป็นทักษะเชิง
Soft Skill ดังนั้นสาขาดังกล่าวจึงไม่ใช่สาขาที่ขาดแคลน ในขณะที่สาขาที่ขาดแคลนอย่างสาขาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์
หรือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสาขาในสาย Hard Skill กลับเป็นสาขาที่มีนักศึกษาเลือกเรียนจบมาน้อยมาก หรือต่อให้จบมา
มากกว่าร้อยละ 60 ก็จะไม่ได้เลือกที่งานให้ตรงกับสาขาดังกล่าว ซึ่งงานศึกษาของผม (Pholphirul,
2017) พบว่า
แรงงานที่จบมาสาขาหนึ่งแต่เลือกทำงานในสาขาที่ตนเองไม่ได้จบมาโดยตรงจะได้รับค่าตอบแทนลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
4) ความไม่สอดคล้องในแนวดิ่ง (Vertical
Mismatch)
– เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมที่ให้ความยกย่องคนจากวุฒิการศึกษาเป็นสำคัญ
ดังนั้นการจบเพียงระดับชั้นปริญญาตรีเหมือนสมัยก่อนนั้นจึงเป็นสิ่งที่ธรรมดาไปแล้วในโลกปัจจุบัน
การขวนขวายที่เพื่อเรียนต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกของเด็กไทยจึงเป็นเรื่องที่ปกติ
จึงส่งผลทำให้ตลาดแรงงานไทยเราจึงมีคนจบวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาตรี, ปริญญาโท,
และปริญญาเอกที่มากอย่างดาษเดื่อน ในขณะที่บัณฑิต, มหาบัณฑิต, และดุษฎีบัณฑิตเหล่านั้นกลับไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถที่ตนเองเรียนมากับงานที่ทำ
หรือกล่าวได้ว่างานที่ทำจริงจะต่ำกว่าวุฒิการศึกษาที่จบมา (Under
Education) ซึ่งงานศึกษาของผม
(Pholphirul, 2017) พบว่า
แรงงานที่ทำงานต่ำกว่าวุฒิการศึกษาของตนจะได้รับค่าตอบแทนลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
5) ความไม่สอดคล้องเชิงพื้นที่ (Geographical
Mismatch)
– เนื่องจากรัฐบาลต้องการขยายความเจริญออกไปสู่ภูมิภาคจึงได้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ต่างๆ
ซึ่งในเขตพื้นที่ที่มีการลงทุนสูงเหล่านั้นล้วนมีความต้องการในการจ้างงานบุคลากรที่มีทักษะสูง
ทั้งในระดับอาชีวะศึกษาไปจนถึงระดับทักษะเฉพาะขั้นสูง
(เช่นสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์)
ในขณะที่แรงงานที่มีทักษะสูงเหล่านั้นกลับไม่อยากที่จะเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ดังกล่าว
แต่กลับเลือกที่จะทำงานในเขตเมืองใหญ่ที่มีความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตมากกว่า
6) ความไม่สอดคล้องเชิงทัศนคติ (Attitude
Mismatch)
ต้องยอมรับว่า คนรุ่นเจน Z
ที่กำลังอยู่ในรั้วการศึกษาในปัจจุบันล้วนมีทัศนคติต่อการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปจากคนในสมัยก่อนมาก
คนรุ่นใหม่ไม่อยากทำงานเป็นลูกจ้างและอยากทำธุรกิจเป็นของตนเอง ซึ่งแน่นอนว่า
คนเหล่านี้จึงไม่เห็นความสำคัญกับวุฒิการศึกษา เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิตัลที่ส่งผลให้เกิดอาชีพใหม่ๆ
เกิดขึ้นมากมาย เขาเหล่านี้กลับมองว่า
“การศึกษาในรั้วโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่เสียเวลา และไม่มีความจำเป็น
ความรู้ทั้งหมดสามารถหาได้ตามสื่ออินเทอร์เน็ตต่างๆ ทั้งจากสื่อสังคมออนไลน์ YouTube
รวมไปถึงหลักสูตรการฝึกอบรมต่างๆ จากสถาบันการศึกษาทั่วโลก
ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย
ปัญหาความไม่สอดคล้องทางการศึกษานี้เกิดขึ้นกับทุกประเทศทั่วโลก
ซึ่งส่งผลต่อการถดถอยของผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) อันเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ที่ระบบการศึกษาจำเป็นต้องมีปรับยกเครื่องขนานใหญ่ โดยการปรับการเรียนการสอนเพื่อให้ตรงกับตลาดแรงงานที่มีพลวัติการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
เพื่อที่ระบบการศึกษาจะยังคงทำหน้าที่เป็น “ผู้ส่งสัญญาณ” ที่ยังคงมีประสิทธิภาพอยู่
ไม่เช่นนั้นเราคงจะได้เห็นสถาบันการศึกษาจำเป็นต้องปิดตัวเร็วขึ้นกว่าที่เป็นอยู่นี้
อ้างอิง - Piriya (2017) "Educational Mismatches and Labor Market
Outcomes: Evidence from both Vertical and Horizontal Mismatches in
Thailand", Education and Training, 59(5): 534-546 หรือสามารถ download ได้จาก https://www.emerald.com/insight/content/doi/10.1108/ET-11-2016-0173/full/html
