งานศึกษาในหลายๆ
ชิ้นในต่างประเทศได้อธิบายถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก”
ซึ่งการดูแลสุขภาพนี้ดูได้จากรูปแบบการใช้ชีวิตของเด็กไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมการกิน
การนอน หรือการออกกำลัง
หนึ่งในนั้นคืองานศึกษาเรื่อง
Physical Activity and Cognitive Functioning of Children ของ Bluma และ Lipowska ในปี 2018 ซึ่งอธิบายว่าเมื่อเด็กมีการเล่นกีฬา
หรือการทำกิจกรรมที่ใช้พละกำลัง ร่างกายจะสังเคราะห์สาร Brain Derived
Neurotrophic Factor (BDNF)
ซึ่งมีส่วนช่วยในเรื่องพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็ก แต่อย่างไรก็ตาม
มีข้อถกเถียงกันในวงวิชาการว่าการออกกำลังกายในช่วงเวลาใดเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม
ก่อนเริ่มเรียน หรือหลังเลิกเรียน? เพราะช่วงเวลาในการออกกำลังที่ต่างกันส่งผลต่อการสังเคราะห์สาร
BDNF ที่ต่างกัน
และยังไม่รวมถึงผลกระทบข้างเคียงอื่นๆที่มีต่อร่างกายของเด็ก เช่น
เด็กที่ออกกำลังกายก่อนเข้าเรียนแม้ว่ามุมหนึ่งอาจกระตุ้นให้เด็กมีความตื่นตัว
แต่กระนั้น เด็กอาจจนเกิดความอ่อนเพลีย
หรือความรู้สึกไม่สบายตัวจากเหงื่อไคลอาจส่งผลให้เด็กมีสมาธิในการเรียน เป็นต้น
อีกหนึ่งงานศึกษาหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า
พฤติกรรมการรับประทานอาหารเช้าเองก็ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะทางปัญญาด้วยเช่นกัน โดยหนึ่งในนั้นคืองานศึกษาเรื่อง breakfast eating habit and its influence on attention-concentration,
immediate memory and school achievement ของ Gajre
และคณะ (2008) ซึ่งได้ทำการศึกษาประเด็นดังกล่าวในบริบทของประเทศอินเดีย
เพื่อศึกษาผลกระทบทางด้านสมองอันเกิดจากการที่เด็กละเลยอาหารมื้อสำคัญของวันอย่างอาหารมื้อเช้า โดยในงานศึกษาได้อธิบายว่า
ในอาหารเช้ามีสารอาหารที่จำเป็นต่อสมองอย่างเช่น กลูโคส (glucose) ซึ่งช่วยเลี้ยงสมอง และช่วยให้หน่วยความจำเฉพาะหน้า หรือ Immediate
Recall Memory ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น
เด็กที่ขาดอาหารมื้อสำคัญนี้ไป ย่อมส่งผลให้เกิดอุปสรรคในการเรียนในชั้นเรียนได้
ในกรณีของประเทศไทย
ข้อค้นพบจาก “โครงการการพัฒนาความฉลาดรู้ด้านสะเต็มศึกษาของเด็กไทยเพื่อให้ก้าวไกลทันยุคประเทศไทย
4.0” โดยมีศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์)
เป็นหัวหน้าโครงการ โดยร่วมทำวิจัยกับอาจารย์อัครนัย ขวัญ
(มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
ซึ่งโครงการศึกษานี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
(สสส.) โดยงานวิจัยนี้ได้นำข้อมูล Program for International Student
Assessment (PISA) โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น
8,249 คน จาก 273 โรงเรียนทั่วประเทศมาทำการศึกษาเพื่อหาความสำพันธ์ของการออกกำลังกายและการรับประทานอาหารเช้าต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาซึ่งวัดผ่านการสอบ
3 รายวิชาได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ และวิชาการอ่าน
ในด้านการออกกำลังกาย ผลการศึกษาพบว่า เด็กที่มีการออกกำลังกายตอนเช้า
มีคะแนนสอบเฉลี่ยต่ำกว่าเด็กที่ไม่ได้ออกกำลังอยู่ 40.28 คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์ 48.43 คะแนนในวิชาวิทยาศาสตร์ และ 49.91 คะแนนในวิชาการอ่าน
ซึ่งความแตกต่างดังกล่าว เป็นความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ หรืออาจกล่าวได้ว่า
การออกกำลังกายในช่วงเช้าส่งผลในทางลบกับคะแนนสอบของเด็ก ในทางกลับกัน เด็กที่มีการออกกำลังกายในตอนเย็น หรือหลังเลิกเรียน
จะมีคะแนนสอบเฉลี่ยมากกว่าเด็กที่ไม่ได้ออกกำลังอยู่ 16.29 คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์ 20.11 คะแนนในวิชาวิทยาศาสตร์ และ 26.62
คะแนนในวิชาการอ่าน ซึ่งความแตกต่างดังกล่าว
เป็นความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติเช่นกัน
ซึ่งจากข้อค้นพบนี้ สามารถตอบคำถามในเบื้องต้นได้ว่า
ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการออกกำลังกาย คือ “ช่วงเวลาหลังเลิกเรียน” ไม่ใช่
“ช่วงเวลาก่อนเข้าเรียน”
นอกจากเรื่องช่วงเวลาในการออกกำลังกายแล้ว
จำนวนวันที่ออกกำลังกาย และความเข้มข้นในการออกกำลังกาย นับเป็นอีกตัวชี้วัดที่สำคัญในการวัดคุณภาพของกิจกรรมที่ใช้พละกำลังของเด็ก โดยจากผลการวิเคราะห์ พบว่า
จำนวนวันที่ออกกำลังกายมีความสัมพันธ์กับคะแนนสอบทั้งสามรายวิชาอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ
โดยสำหรับเด็กที่มีการออกกำลังกายแบบทั่วๆไป
หรือประเภทที่ไม่ได้ใช้พละกำลังสูง เป็นประจำทุกวัน (7 วันต่อสัปดาห์)
จะมีคะแนนสอบเฉลี่ยมากกว่าเด็กที่ไม่ได้ออกกำลังเลยแม้แต่วันเดียว อยู่ 18.09
คะแนน ในวิชาคณิตศาสตร์ 14.22
คะแนนในวิชาวิทยาศาสตร์ และ 14.36 คะแนนในวิชาการอ่าน ซึ่งความแตกต่างดังกล่าว
เป็นความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็กที่มีการออกกำลังกายประเภทใช้พละกำลังสูง (High Intensity Training)
กลับมีผลลัพธ์ในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือ เด็กที่มีการออกกำลังกายประเภทดังกล่าวเป็นประจำทุกวัน (7
วันต่อสัปดาห์) จะมีคะแนนสอบเฉลี่ยต่ำกว่าเด็กที่ไม่ได้ออกกำลังประเภทนี้เลยอยู่
25.95 คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์ 34.9
คะแนนในวิชาวิทยาศาสตร์ และ 45.81 คะแนนในวิชาการอ่าน ซึ่งความแตกต่างดังกล่าว
เป็นความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่
ซึ่งจากผลการศึกษาข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า ประเภทของการออกกำลังมีผลอย่างสำคัญในการพัฒนาทักษะทางสติปัญญาของเด็ก
หากเด็กมีการออกกำลังที่ใช้พละกำลังสูงมากเกินไป จะส่งผลในทางลบต่อตัวเด็กเองในที่สุด
ดังนั้น มิใช่ว่าทุกการออกกำลังกายจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กเสมอไป
โรงเรียนและผู้ปกครองจึงต้องตระหนักถึงความเหมาะสม พยายามไม่จัดกิจกรรมที่ใช้พละกำลัง
หรือชั่วโมงพลศึกษาไว้ในคาบเรียนช่วงเช้าของวัน
และการออกกำลังไม่ควรเป็นการออกกำลังแบบใช้พละกำลังสูง เช่น ยูโด มวยไทย
หรือยกน้ำหนัก
ภาพของลูกชายของผมขณะแข่งขันกีฬาเทนนิส เราซ้อมเฉพาะตอนเย็น ซึ่งผลลัพท์ตรงกับผลการศึกษาก็คือ เขาเป็นเด็กที่เรียบหนังสือเก่งมากด้วยเช่นกัน
ในขณะที่เมื่อพิจารณาในด้านการรับประทานอาหารเช้า จากผลการศึกษาพบว่า
เด็กที่รับประทานอาหารเช้าจะมีคะแนนสอบเฉลี่ยมากกว่าเด็กที่ไม่รับประทานอาหารเช้าอยู่ 6.8 คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์, 1.38
คะแนนในวิชาวิทยาศาสตร์, และ 0.49 คะแนนในวิชาการอ่าน นอกจากนี้ จากการศึกษาเพิ่มเติมของคณะผู้ศึกษายังพบว่า
มีเด็กไทยมากถึง 1 ใน 10
ที่ไม่ได้รับประทานอาหารมื้อเช้า โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองขนาดใหญ่
มากกว่าเด็กที่อาศัยในเมืองขนาดเล็ก หรือชนบท ซึ่งอาจสรุปในเบื้องต้นได้ว่า
วิถีชีวิตของคนเมืองที่เร่งรีบ อาจส่งผลทำให้เด็ก
หรือผู้ปกครองไม่สามารถจัดสรรเวลาในการรับประทานอาหารมื้อเช้าได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเพียงปัจจัยด้านที่ตั้งเพียงอย่างเดียวที่ส่งผลต่อการรับประทานอาหารเช้า
แต่ยังมีประเด็นเรื่องสถานะทางเศรษฐสังคมของเด็กด้วย โดยจากผลการวิเคราะห์ พบว่า เด็กที่เกิดในครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐสังคมต่ำส่วนใหญ่
จะเป็นเด็กที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า และมีคะแนนการสอบในวิชาต่างๆ ต่ำ ในขณะที่ เด็กที่เกิดในครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐสังคมสูงส่วนใหญ่
จะเป็นเด็กที่ได้รับประทานอาหารเช้า และมีคะแนนการสอบในวิชาต่างๆ สูง
ซึ่งอาจอนุมานได้ว่าสถานะทางเศรษฐกิจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เด็ก “อด”
อาหารมื้อสำคัญนี้ด้วยเช่นกัน
ดังนั้น การส่งเสริมแต่เพียงอาหารสมอง
แต่ขาดการพัฒนาอาหารกายที่สมบูรณ์ ทั้งการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
รวมไปถึงการได้รับโภชณาการอาหารเช้าที่ครบถ้วนจึงเป็นสิ่งจะเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศได้
