เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า การการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลกเป็นวงกว้าง เริ่มต้นจากการมีผู้ติดเชื้อที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน และแพร่กระจายไปทั่วโลก อันส่งผลให้เกิดผู้เจ็บป่วยและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นเจ้าไวรัสตัวนี้เองยังกระทบไปถึงการชะงักงันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งการยกเลิกเที่ยวบิน การยกเลิกการจองโรงแรม การยกเลิกกิจกรรมต่างๆ ลามไปถึงการชะลอการผลิตในภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกที่อยู่ภายใต้ระบบห่วงโซ่คุณค่าโลก (Global Value Chain) อันส่งผลต่อเนื่องไปสู่ผลกระทบด้านการค้าและการลงทุนทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังรวมไปถึง การที่ประชาชนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายกับการป้องกันการติดเชื้อ (เช่นต้องซื้อหน้ากากหรือเจลล้างมือ) รวมไปถึง การที่คนจะต้องมีการกักตัวอยู่กับบ้านจนทำให้ขาดรายได้ จนลามมาถึงการเกิดความเครียดและปัญหาทางสุขภาพจิตตามมา และในภาคการเงินเองการแพร่ระบาดของไวรัวโควิด-19 ก็ส่งผลต่อการตกลงในตลาดหุ้นทั่วโลก รวมไปถึงการที่อีกหลายประเทศเลือกที่จะทำการ “ปิดประเทศ” อันทำให้เกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ดังนั้นจึงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เศรษฐกิจโลกของเรากำลังเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจ (Global Economic Crisis) ซึ่งมีที่มาจาก วิกฤตสุขภาพ (Global Health Crisis) เป็นสำคัญ
นักเศรษฐศาสตร์ได้วิเคราะห์ว่า
ผลกระทบทางลบจากการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19
นี้จะตกกับครอบครัวผู้ที่มีความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ (Vulnerable Families) เป็นหลัก โดยเฉพาะคนยากจนที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพเป็นวันๆ
ซึ่งคนเหล่านี้จะต้องตกงาน สูญเสียรายได้ ซ้ำร้าย
คนยากจนเหล่านี้ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางด้านสาธารณสุขได้เท่ากับคนที่มีฐานะ
ทั้งการหาซื้อหน้ากากอนามัย การหาซื้อเจลล้างมือ
รวมไปถึงแม้กระทั่งการเข้าถึงบริการของการตรวจโรค และอาจจะส่งผลต่อการเสียชีวิตตามมาได้
ดังนั้น
ในการวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดจากไวรัสโควิด-19 นี้จึงไม่สามารถวิเคราะห์ได้เพียงด้านใดด้านหนึ่งเนื่องจากผลกระทบนี้มันเกิดขึ้นทั้งในเชิงเศรษฐกิจในหลากหลายสาขา
ในเชิงสังคม และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
แต่ทั้งนี้สามารถวิเคราะห์ผลกระทบได้ดังนี้
หนึ่ง
ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของประชาชน โดยผลกระทบทางตรง (Direct Effects) ของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิค-19
นี้เริ่มจากผลกระทบด้านสุขภาพเป็นอย่างแรก ซึ่งผลกระทบนี้จะเริ่มตั้งแต่
การที่มีผู้เจ็บป่วยจากการติดเชื้อจำนวนมาก อันนำมาสู่ค่าใช้จ่ายในการรักษา
และร้ายที่สุดก็คือการเสียชีวิต
ซึ่งการที่มีผู้เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นจำนวนมากนี้เองย่อมกระทบไปถึงข้อจำกัดในการจัดสรรทรัพยากรด้านสาธารณสุขของประเทศ
ทั้งทางด้านกำลังคน งบประมาณ สถานที่ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ
ที่หลายประเทศต้องประสบปัญหาข้อจำกัดในด้านนี้ และด้วยข้อจำกัดนี้เองจึงส่งผลทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบสาธารณสุข
โดยเฉพาะกับคนจนที่จะต้องเป็นผู้แบกรับปัญหาดังกล่าว
สอง
ผลกระทบจากพฤติกรรมที่หลีกเลี่ยง (Aversion behavior effects)
เพื่อให้ห่างไกลจากโอกาสในการติดชื้อไวรัส ประชาชน
(รวมไปถึงรัฐบาลของหลายประเทศ)
ได้ตัดสินใจที่จะยกเลิกกิจกรรมที่จะส่งผลต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ตั้งแต่ 1)
การที่ภาครัฐในหลายประเทศที่ตัดสินใจปิดประเทศ/ปิดเมืองและห้ามให้เกิดการเดินทางระหว่างกัน,
2)
การประกาศให้ธุรกิจหรือสถานบริการที่โดยปกติจะต้องรับคนเป็นจำนวนมากต้องปิดทำการชั่วคราว,
3) สถาบันการศึกษาที่จำเป็นต้องหยุดการเรียนการสอน
(ถึงแม้ว่าจะมีการเรียนการสอนออนไลน์เข้ามาช่วยก็ตาม), และ 4)
ประชาชนที่ต้องกักตัวเองอยู่กับบ้านด้วยสาเหตุต่างๆ
เพื่อพยายามที่จะควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิค-19 นี้ ซึ่งการหยุดกิจกรรมต่างๆ
นี้จะกระทบไปสู่ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว, การขนส่ง, และธุรกิจด้านการค้าปลีกต่างๆ
และกระทบต่อยอดไปสู่ทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำ (Upstream)
ของภาคบริการเหล่านี้ที่จะต้องเกิดปัญหาการชะงักงันตามมา
ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตเองก็ต้องประสบปัญหาการชะงักงันในการผลิต
โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่จะต้องพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศจีน ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็นโรงงานการผลิตของโลก (The
World’s Factory) ซึ่งเมื่อภาคอุตสาหกรรมในประเทศจีนจำเป็นต้องหยุดการผลิตในโรงงานแล้ว
ย่อมกระทบกับยอดการผลิตและการส่งออกจากภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก
โดยเฉพาะกับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยที่ระบบเศรษฐกิจจำต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศเป็นสำคัญ
สาม ผลกระทบต่อการจ้างงาน, ค่าจ้าง, ความยากจน, และความเหลื่อมล้ำ –
เมื่อมีผู้เจ็บป่วยจากการติดเชื้อเป็นจำนวนมาก นั้นย่อมส่งผลไปสู่การสูญเสียรายได้
ซึ่งจะส่งผลกระทบไปสู่ค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน
โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งจะมีแนวโน้มของการติดเชื้อไวรัสนี้มากที่สุด
โดยการสูญเสียงานหรือเสียรายได้นี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นกับคนทีมีฐานะยากจนที่เป็นแรงงานนอกระบบ
(Informal Worker) มากกว่าคนที่มีรายได้แน่นอนจากงานประจำ
และมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนา/กำลังพัฒนามากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว
ดังนั้นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื่อไวรัสโควิค-19
นี้จึงจะส่งผลต่อเนื่องไปสู่ระดับความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่จะเพิ่มสูงขึ้นได้
สี่ เมื่อกิจกรรมต่างๆ ข้างต้นเกิดการชะงักงัน
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การเกิดผลกระทบทางลบด้านอุปทานการผลิต (Adverse Supply Shock)
อันจะส่งผลต่อสภาวะการเงินเฟื้อในสินค้าที่จำเป็นบางประเภทได้ เช่น หน้ากากอนามัย
หรือเจลล้างมือ สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และผู้ขายเห็นช่องทางในการเก็งกำไร
ห้า ผลกระทบในระยะยาว (Potential
Long-Term Growth) ที่เกิดจากการสูญเสียทุนมนุษย์
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การตาย และการย้ายถิ่น (Internal
Migration) ที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงาน ผลกระทบในระยะยาวนี้สามารถเกิดจากการที่ประเทศจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
(Long-Term Economic Growth) เนื่องจากจะต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการป้องกันและรักษาเชื้อไวรัสโควิค-19
นี้ จนขาดแคลนทรัพยากรในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
นอกจากนี้ยังเกิดการสูญเสียทางด้านทุนมนุษย์ (Human Capital) ของประเทศ ที่จะต้องเจ็บไข้ได้ป่วยเรื้อรัง (เช่นโรคที่เกี่ยวข้องกับปอด)
หรือการที่เด็กนักเรียนนักศึกษาจะต้องหยุดเรียน
โดยเฉพาะในประเทศที่มีฐานะยากจนที่ระบบการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างระบบสาธารณสุขและระบบการศึกษายังไม่ครอบคลุมทั่วถึงนัก
งานศึกษาของ Baker-McKenzie ได้พยากรณ์ว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจนี้จะกระรายไปถึงประเทศในกลุ่มประเทศแอฟริกา
เนื่องจากประเทศเหล่านึ้จะต้องทำหน้าที่ในการป้อนวัตถุดิบไปยังประเทศจีนและยุโรป
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมพลังงาน ถ่านหิน
นอกจากนี้ยังกระทบไปถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ในขณะที่งานศึกษาของ Asian
Development Bank ได้พยากรณ์ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาถึงผลกระทบต่อประเทศในกลุ่มเอเชีย
โดยพยากรณ์ว่าประเทศที่จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจากไวรัสโควิด-19
นี้ก็คือประเทศมัลดีฟ, กัมพูชา, และไทย อย่างไรก็ดี
งานศึกษาดังกล่าวนี้เป็นเพียงการพยากรณ์จากผลกระทบของการที่เศรษฐกิจจีนเกิดการชะงักงันจากเชื้อไวรัสนี้เท่านั้น
แต่เมื่อเชื้อไวรัสได้แพร่กระจายไปยังประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศยุโรป
แน่นอนว่า ผลกระทบดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นในวงกว้างอย่างมหาศาลกว่าที่ประมาณการณ์มากนัก
นักเศรษฐศาสตร์ได้วิเคราะห์ว่า ถ้าการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิค-19
นี้ไม่ได้บรรเทาลง เศรษฐกิจทั่วโลกจะประสบปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
โดยน่าจะมีความรุนแรงใกล้เคียงกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (Great Depression) ที่เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1920 เลยทีเดียว
ในกรณีของประทศไทยเอง
สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคที่เกิดขึ้นจากโรคโควิด-19 ครั้งนี้
หากเป็นไปตามการพยากรณ์ในด้านเศรษฐกิจมหภาคของหลาย ๆ สำนัก
ประเทศไทยคงจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) เป็นที่แน่นอน
ทั้งนี้ นิยามภาวะเศรษฐกิจถดถอยในเชิงเทคนิค หมายถึง ภาวการณ์ที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
(GDP) ณ ราคาที่แท้จริง หลังปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว
เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ติดลบติดต่อกันอย่างน้อย 2 ไตรมาส
ซึ่งแน่นอนว่า ผลกระทบของโรคโควิค-19 ต่อผู้คนในสังคมในครั้งนี้ดูจะรุนแรงและแผ่ขยายเป็นวงกว้างยิ่งกว่าที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง
ปี พ.ศ. 2540-2541
ล่าสุด (25 มีนาคม
2563) ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 นี้จะหดตัวประมาณร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน
(ภายใต้สมมติฐานว่าประเทศไทยจะสามารถควบคุมโรคระบาดได้ภายในไตรมาส 2 และยังไม่ได้รับรวมผลจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ)
โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่อการหดตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้มาจากสถานการณ์ของโรคโควิด-19
ที่ส่งผลต่อ 1) ภาคการส่งออกเนื่องจาก
เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าทั่วโลกจะชะลอตัวแรง หรืออาจถึงขั้นหดตัวในหลายประเทศ และ 2)
ภาคการท่องเที่ยว
โดยการวิเคราะห์นี้อยู่ภายใต้การคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงประมาณร้อยละ
60 (จาก 41.7 ล้านคนเหลือ 15 ล้านคน) ในปีนี้
ซึ่งโดยรวมธนาคารแห่งประเทศไทยได้พยากรณ์ว่าการส่งออกของทั้งสินค้าและบริการ
(การท่องเที่ยว) ของไทยจะลดลงถึงร้อยละ 16.4 ในปีนี้
ในขณะที่ตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาคอื่นๆ เช่น
การบริโภคและการลงทุนก็มีการคาดการณ์ว่าจะติดลบในปีนี้เช่นกัน (ร้อยละ 1.5 และ
ร้อยละ 4.3 ตามลำดับ)
ทั้งนี้ International Monetary Fund (IMF) ได้นำเสนอวิธีการการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19
ไว้ดังนี้
- รัฐบาลของประเทศนั้นๆ จะต้องจริงใจและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสนี้เป็นอันดับแรก และสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสารและแนวทางการแก้ไขของภาครัฐตลอดเวลา เพื่อลดการตื่นตระหนกของประชาชน อันส่งผลทำให้ประชาชนเกิดการป้องกัน อันมีส่วนช่วยในการลดการแพร่ระบาดขอเชื้อไวรัสนี้ได้โดยเร็ว และแน่นอนว่าประเทศที่มีการจัดการการแพร่กระจายได้ดี ประเทศนั้นก็จะสามารถฟื้นฟูประเทศจากการถดถอยทางเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น
- รัฐบาลจะต้องพัฒนาระบบการช่วยเหลือผ่านช่องทางทางระบบสวัสดิการทางสังคม ไม่ควรที่จะช่วยเหลือกับทุกคนแบบหว่านแห แต่การช่วยเหลือควรกำหนดไปที่กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเชื้อไวรัสนี้ก่อน เช่นครัวเรือนที่มีฐานะยากจนหรือครัวเรือนที่ทำงานในสาขาที่สูญเสียงานหรือรายได้จากเชื้อไวรัสนี้โดยตรง โดยการช่วยเหลือควรที่จะเกี่ยวข้องกับการป้องกันโรคไวรัสนี้เป็นหลัก เช่น การสนับสนุนการตรวจและการรักษาฟรี, การช่วยเหลือผู้ที่ตกงานผ่านระบบการสร้างงานสาธารณะ (Public Work Program) หรือการให้เงินช่วยเหลือแก่วิสาหกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบ
- พัฒนาระบบการช่วยเหลือโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น การเก็บข้อมูลในระบบ Just-in-Time ผ่าน Application ที่สามารถรวบรวมบุคลากรทางการแพทย์ให้เข้ามาทำงานร่วมกัน การแชร์ข้อมูลข่าวสาร และการให้ข้อมูลข่าวสารในการเข้าถึงสินค้าที่จำเป็น (เช่นหน้ากากอนามัยหรือเจลล้างมือ) แบบ Real Time รวมไปถึงการรวบรวมสถิติการติดเชื้อและรักษาเพื่อที่จะนำมาปรับปรุงกระบวนการทำงานทางสาธารณสุขในประเทศต่อไป โดยในขณะนี้ประเทศจีนได้มีคู่มือ
อย่างไรก็ดี
ในทางปฏิบัติ นโยบายเหล่านี้จะมีความแตกต่างกันบ้างในแต่ละประเทศ
ขึ้นอยู่กับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้นๆ อย่างไรก็ดี
ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์จากเชื้อไวรัสโควิด-19นี้จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับ
“ความเป็นผู้นำ” ในการแก้ไขปัญหาจากฝั่งรัฐบาล ทั้งการตัดสินใจที่ฉับไว
การทำงานที่ประสานกัน และความจริงใจของคนในประเทศที่พร้อมจะแก้ปัญหานี้ด้วยกัน
