ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเมื่อไร
และเป็นที่แน่นอนว่าแล้วว่า มาตรการล็อคดาวน์หรือการเว้นระยะห่างทางสังคม (หรือ Social
Distancing) จะกลายมาเป็นความปกติใหม่ (New Normal) จนกว่าการแพร่ระบาดจะสิ้นสุดลง
โดยปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะส่งผลทำให้การแพร่ระบาดสิ้นสุดลงได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า
1) โลกเราจะสามารถผลิตวัคซีนที่สามารถต้านทานไวรัสโควิด-19 และจัดจำหน่ายแจกจ่ายไปทั่วโลกได้เมื่อไร
หรือ 2) โลกเราจะสามารถผลิตยา/หรือวิธีการรักษาผู้ติดเชื้อสามารถหายขาดจากการติดเชื้อโดยถาวรได้เมื่อไร
เพราะถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมหมายความว่า
มนุษย์เราสามารถสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ได้โดยสมบูรณ์
มาว่าด้วยการผลิตวัคซีน ในขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างกำลังเร่งพัฒนาวัคซีนเพื่อออกมาต้านไวรัสโควิด-19
นี้ โดยมีการคาดการณ์ว่าน่าจะใช้เวลานานถึง 1-2 ปี (หรือที่ตามสื่อต่างๆ
รายงานเป็นค่าเฉลี่ยไว้ที่หนึ่งปีครึ่งหรือประมาณ 18 เดือน) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่คาดว่าจะ
“เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของการผลิตวัคซีนเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว”
และเป็นการยากที่จะบั่นทอนเวลาให้เร็วกว่านั้นได้ เพราะจริงๆ แล้วที่ผ่านมา กระบวนการในการออกแบบ
พัฒนา ทดลอง จนนำวัคซีนออกมาใช้มักกินเวลาถึงกว่า 10 ปี เลยทีเดียว
กว่าจะได้วัคซีนที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสามารถทำการตลาดได้จริง
เพราะเหตุใดถึงต้องใช้เวลานานขนาดนั้น
นักเศรษฐศาสตร์สามารถให้เหตุผลเพื่ออธิบายถึงปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ (Economics Factors) ที่ส่งผลทำให้การผลิตวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 นี้จะไม่ได้ออกมาได้ง่ายอย่างที่เราคาดหวัง
ทั้งการที่การผลิตต้องใช้เวลานานและมีความเสี่ยงสูงที่จะล้มเหลว,
การมีต้นทุนการผลิตสูง, การที่จะต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐ (หรือภาคเอกชน)
ยันไปถึงปัญหาการทำการตลาด และการแจกจ่ายวัคซีนที่จะต้องให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกประเทศ/ทุกกลุ่ม
โดยในแต่ละประเด็นขอเขียนอธิบายในรายละเอียดดังนี้
แต่อย่างไรก็ดี
การผลิตวัคซีน ไม่ง่ายเหมือนกับการทำอาหาร
เพราะมีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนมากมายกว่าที่จะได้วัคซีนที่ปลอดภัยและป้องกันได้จริง
โดยก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า กระบวนการที่มักใช้เวลานานที่สุดก็คือ “กระบวนการการวิจัยและพัฒนา” ซึ่งในการทำกระบวนการดังกล่าว
โดยคร่าวๆ นักวิทยาศาสตร์จะต้องสร้างวิธีการที่ทำให้ร่างกายของคนได้รู้จักกับเชื้อไวรัสประเภทนี้ก่อน
เพื่อที่จะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายออกมาทำลายเชื้อไวรัสนั้น
ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องเริ่มจาก
1)
การออกแบบ ซึ่งแต่เดิมขั้นตอนนี้จะต้องใช้เวลานานมาก
แต่เราต้องขอบคุณนักวิทยาศาสตร์จากประเทศจีนที่ได้ช่วยทำการจำแนกพันธุกรรมของไวรัสตัวนี้ออกมาแล้วเมื่อครั้งไวรัสโควิด-19
กำลังระบาดอย่างหนักอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น โดยนักวิทยาศาสตร์จีนเหล่านั้นได้นำข้อมูลที่ได้ไปโพสต์ในโลกออนไลน์ตั้งแต่เดือนมกราคมซึ่งเป็นประโยชน์ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้
ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาเป็นอย่างมาก
2)
การทดลอง –
โดยการทดลองเป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่ต้องใช้เวลานาน โดยจะเริ่มตั้งแต่
การทดลองในสัตว์, จนมาถึงการทดลองในคนที่มีสุขภาพดี, การทดลองกับคนแบบสุ่มที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาด,
จนมาถึงการทดลองกับคนแบบสุ่มกับจำนวนประชาชนในหลักพันในพื้นที่ที่ระบาด
ซึ่งในแต่ละขั้นตอนคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือนสำหรับไวรัสโควิด-19 นี้
(ซึ่งเร็วกว่าการทดลองทั่วไปที่แต่ละขั้นที่มักกินเวลา 1-2 ปี)
3) การผ่านกระบวนการได้รับความเห็นชอบ – หลังจากที่การทดลองข้างต้นสำเร็จแล้ว
อีกขั้นตอนหนึ่งที่จะกินระยะเวลาไม่แพ้กันก็คือ การที่วัคซีนที่คิดค้นออกมาต้องได้รับความเห็นชอบและอนุมัติเพื่อทำการผลิต
ซึ่งในกระบวนการนี้ บริษัทผู้วิจัยยังต้องแบกรับความเสี่ยงในกรณีที่ถ้าวัคซีนนั้นถูกระงับให้ยกเลิกการผลิต
โดยสาเหตุอาจเกิดจาก การที่เชื้อไวรัสเกิดการกลายพันธ์, การสิ้นสุดของการระบาดเองจากการที่คนส่วนใหญ่เริ่มมีภูมิคุ้มกัน
(Herd
Immunity), หรือการที่วัคซีนที่ผลิตออกมานั้นไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้
เป็นต้น ซึ่งถ้าเกิดขึ้นก็แสดงว่า กระบวนการที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนาต่างๆ
ล้วนเป็นการเสียเปล่า
2. ต้นทุนการผลิตสูง – นอกจากต้นทุนที่เกิดจากการออกแบบและทดลองในการผลิตวัคซีนข้างต้น
บริษัทที่ลงทุนในการผลิตวัคซีนยังจำเป็นต้องเผชิญกับ
“โอกาสที่จะล้มเหลว” จากการทดลองดังกล่าว ซึ่งจากการศึกษาด้วยข้อมูลในอดีตที่ผ่านมาพบว่า
อัตราความล้มเหลวดังกล่าวมีค่าสูงถึงร้อยละ 94 (หรือมีโอกาสสำเร็จเพียงร้อยละ 6
เท่านั้น) ซึ่งต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการทดลองและกลับล้มเหลวดังกล่าวจึงถูกนำมารวมอยู่ในต้นทุนคงที่
(Fixed Cost) ของการผลิตวัคซีนนั้นๆ
หรืออาจกล่าวได้ว่า วัคซีนที่ถูกผลิตขึ้นนั้นจะต้อง “แบกรับ”
ต้นทุนที่เกิดจากการทดลองที่ล้มเหลวถึงร้อยละ 94 นั้นเอาไว้ด้วย จึงส่งผลให้ต้นทุนโดยรวม
(Total Cost) ในการผลิตวัคซีนต้องสูงถึง 100-500
ล้านเหรียญสหรัฐ และเมื่อนำเอาต้นทุนรวมจากการผลิตคิดค้นทั้งหมดมาหารเป็นต้นทุนต่อหน่วย
(Average Cost) จึงพบว่า วัคซีนที่คิดค้นมาใหม่นั้นจะมีต้นทุนโดยเฉลี่ย
(Average Cost) ถึงกว่า 800 เหรียญสหรัฐเลยทีเดียว
ซึ่งแน่นอนว่า ด้วยต้นทุนที่สูงดังกล่าว
จึงทำให้บริษัทที่ผลิตวัคซีนจะไม่สามารถทำกำไรจากการคิดค้นวัคซีนที่ผลิตขึ้นมานี้ได้
หรือถ้าจะขายเพื่อทำกำไร ราคาที่ขายก็อาจจะสูงเกินไปจนคนไม่มีปัญญาซื้อ และยังไม่นับบริษัทที่ผลิตวัคซีนออกมาแล้วล้มเหลว
(ไม่ว่าจะมาจากขั้นตอนใดก็ตาม) ก็จะต้องประสบปัญหาการขาดทุนขนานใหญ่ที่อาจจะถึงขั้นปิดกิจการหรือล้มละลายได้เลยทีเดียว
ทั้งนี้ต้นทุนต่อหน่วย (และราคา) ของวัคซีนจะต่ำลงได้ก็ต่อเมื่อวัคซีนนั้นได้ถูกนำมาใช้ในการผลิตในปริมาณมากจนกระทั่งผู้ผลิตได้รับประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด
(Diseconomies of Scale)
- รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศทุ่มงบประมาณกว่าสามพันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อการวิจัยและพัฒนาวัคซีน ยารักษา และชุดทดสอบ
- รัฐบาลแคนาดาเองก็ได้ประกาศเพิ่มการลงทุน 2.7 ล้านเหรียญในการวิจัยในวัคซีน
- กลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด (Coalition for Epidemic Preparedness Innovations: CEPI) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรซึ่งรวบรวมภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่ได้มีการจัดตั้งตั้งแต่ที่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัส Ebora เองก็ได้ทุ่มเงิน 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อคิดค้นวัคซีนโดยเลือกสนับสนุนบริษัทโมเดอนา (Moderna) ซึ่งเป็นสตาร์ตอัพระดับยูนิคอร์นในอุตสาหกรรมคิดค้นยา
- บริษัทยายักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาอย่าง Johnson & Johnson เองล่าสุดก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ โดยบริษัทประกาศตั้งเป้าที่จะผลิตวัคซีนต้านเชื้อโควิด-19 จำนวน 600-900 ล้านโดส ภายในสิ้นไตรมาสแรกของปีหน้าและวางแผนที่จะทดลองในมนุษย์สามารถเริ่มต้นได้ในเดือนกันยายนปีนี้
- นอกจากนั้นในฝั่งของยุโรป บริษัท GlaxoSmithKline ของอังกฤษ และบริษัทซาโนฟี เอสเอ ก็ยังประกาศร่วมกันพัฒนาวัคซีนเพื่อต่อสู้กับโรคโควิด-19 หรือแม้กระทั่งล่าสุด (ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เกิดการร่วมมือของทั้งสองบริษัทนี้)
- ยังไม่รวมเศรษฐีใจบุญอย่างบิลล์ เกตส์ (ภายใต้มูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation) ที่มีการสนับสนุนการผลิตวัคซีน (รวมไปถึงวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 นี้ด้วย) มาอย่างยาวนาน
- แม้กระทั่งในกรณีของประเทศไทยเอง ล่าสุดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเองยังได้ร่วมกับทางบริษัท ไบโอเนท เอเชีย ได้มีการผลิตวัคซีน และทำการทดลองในสัตว์แล้ว และกำลังรอผลจากทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่าจะสามารถปลอดภัยนำไปสู่การทดลองในคนต่อหรือไม่
อย่างไรก็ดี เรายังคงไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่า
วัคซีนของบริษัทใด (ประเทศใด) จะประสบผลสำเร็จ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ
บริษัทจำนวนมากที่ลงทุนนี้จะต้องล้มเหลวเพราะโลกจะมีวัคซีนที่ได้รับการยอมรับน่าจะเพียง
1-2 แห่งเท่านั้นที่จะได้รับการยอมรับในตลาด
ซึ่งถ้าจะวิเคราะห์โดยใช้หลักการของทฤษฎีเกม (Game Theory) ของทางเศรษฐศาสตร์มาอธิบายนั้น
ในการที่ใครจะชนะนั้นจะขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์การให้การสนับสนุน (Strategic
Game) ที่ว่ารัฐบาลในฝั่งไหนจะยินดีให้การอุดหนุน (Subsidize)
บริษัทยาของตัวเองมากกว่ากัน
และบริษัทไหนจะมีความพร้อมด้านทรัพยากรและจะมีความเก่งกาจ (Resource and
Capabilities) มากกว่ากัน เพราะถ้าฝ่ายไหนชนะ
มันก็แสดงถึงการเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมนี้ในระดับโลก
(พร้อมกับผู้ล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก)
นอกจากนี้ เนื่องจากพอมีความต้องการสูงในการใช้วัคซีน
(โดยเฉพาะวัคซีนสำหรับไวรัสโควิด-19) บริษัทอาจจะต้องเผชิญกับ “การมีวัคซีนปลอม” เกิดขึ้น เพราะ คนอาจไม่สามารถแยกได้ว่าวัคซีนไหนดีและรักษาได้จริง
(Asymmetric
Information) หรือวัคซีนไหนไม่ได้
และในท้ายที่สุดบริษัทที่ผลิตวัคซีนจริงออกมาจะไม่สามารถแข่งขันได้ และอาจตัดสินใจที่จะออกนอกตลาดไป
ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็จะตรงตามทฤษฎีตลาดเลมอน (Lemon Market) ของศาสตราจารย์
George Akerlof ที่ได้รับรางวัลโนเบลทางสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อกว่า
10 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นในการที่บริษัทที่ผลิตคิดค้นวัคซีนออกมาได้จริงจะสามารถแข่งขันกับวัคซีนปลอมได้นั้น
บริษัทจึงจำเป็นต้องลงทุนในระบบทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะเป็นการเพิ่มต้นทุน (Extra Cost) ของบริษัทเข้าไปอีก
5. ความท้าทายในการแจกจ่ายวัคซีนไปทั่วโลก – ในระยะแรกของการแจกจำหน่างวัคซีนโควิด-19
นี้ ความต้องการในการได้รับวัคซีนย่อมมีสูงกว่าความสามารถในการผลิต (Excess Demand) จึงอาจส่งผลต่อความท้าทายต่อความเท่าเทียมกัน
(Equity) ในการแจกจ่ายวัคซีน เพราะจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในกรณีของการระบาดของไวรัส
H1N1 เมื่อปี พ.ศ. 2552
ก็คือการทีมีประเทศที่พัฒนาแล้วและมีรายได้สูงกลับทำการ “กว้านซื้อ/กักตุนวัคซีน” และทิ้งให้ประเทศที่ยากจนกว่าต้องเผชิญภาวะขาดแคลน
ดังนั้นความท้าทายทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญอีกประการก็คือ “จะมีกระบวนการเพื่อให้เกิดการจัดสรรวัคซีนอย่างเท่าเทียมกันในราคาที่ทุกคนสามารถจ่ายได้ได้อย่างไร”
นอกจากนี้
เนื่องจากผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19
นั้นมีการกระจายตัวที่ไม่เท่ากัน โดยในปัจจุบันผู้ติดเชื้อกระจุกตัวอยู่ในฝั่งของประเทศที่พัฒนาแล้ว
เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศยุโรป) นอกจากนี้ยังเกิดการติดเชื้อกับประชาชนมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน
(เช่น ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงในการติดและเสียชีวิตมากกว่าคนที่อายุน้อยๆ หรือ คนที่มีฐานะยากจนที่ยากที่จะทำ
Social
Distancing มักจะมีโอกาสที่จะติดเชื้อมากกว่าคนรวย) นอกจากนั้น
ยังมีบุคลากรทางด้านสาธารณสุขซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการติดเชื้อมากที่สุดก็อาจจำเป็นที่จะต้องได้รับวัคซีนก่อนกลุ่มอาชีพอื่นเช่นกัน
ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐบาลแต่ละประเทศควรจะมีกระบวนการเพื่อให้มั่นใจได้ว่าประชาชนในประเทศของตนจะได้รับวัคซีนอย่างเท่าเทียมกัน
โดยเฉพาะกับกลุ่มที่มีโอกาสในการติดเชื้อ ซึ่งที่ผ่านมา แนวทางที่มีการทำเพื่อให้เกิดการจัดสรรวัคซีนอย่างเท่าเทียมกัน
โดยเฉพาะกับประเทศที่ด้อยพัฒนาก็เช่น
- การช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศที่มีรายได้ต่ำที่ไม่มีงบประมาณเพียงพอ ซึ่งสามารถทำได้จากการขอความช่วยเหลือจากองค์กรที่รับผิดชอบในด้านนี้ เช่น การขอความช่วยเหลือจาก Gavi (The Vaccine Alliance) ที่เป็นองค์กรที่ให้เงินทุนกับประเทศยากจนกว่า 73 ประเทศมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 หรืออีกทางหนึ่งก็คือ ภาครัฐสามารถทำ “การระดมทุนผ่านตลาดพันธบัตร” (Bond Market) และนำเงินนั้นเพื่อไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนได้ เป็นต้น
- เน้นแจกจ่ายให้กับบุคลากรทางการแพทย์เป็นกลุ่มแรก เพื่อลดการติดเชื้อในกลุ่มบุคคลากรในกลุ่มนี้เพื่อที่จะคงสภาพกำลังคนทางด้านสาธารณสุข (Physician Workforce) ให้เพียงพอในการรักษาประชาชนผู้ติดเชื้อคนอื่นๆ
- การสร้างข้อตกลงกันระหว่างประเทศ (International Agreement) ในการจัดโควต้าเพื่อแจกจำหน่ายวัคซีนระหว่างทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว, กำลังพัฒนา, หรือด้อยพัฒนา และต้องมีการลงทุนร่วมกันในด้านการเก็บรักษาวัคซีน (ที่มักต้องอยู่ในอุณหภูมิประมาณ 2-8 องศาเซลเซียส
- ภาครัฐในแต่ละประเทศจำเป็นต้องมีการวางแผนในการแจกจ่ายพร้อมทั้งเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อไม่ให้เกิดการทับซ้อน (เช่นการใช้เลขบัตรประชาชน) อย่างไรก็ดี อีกประสบการณ์หนึ่งที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งก็คือ “การที่ประชาชนทำตัวเป็น Free Rider จากการไม่ไปรับการฉีดวัคซีน (เพราะเห็นว่ามีคนไปฉีดแล้ว ตนจึงไม่น่าจะติดเชื้อได้) ซึ่งทำให้การวางแผนสำหรับการควบคุมปริมาณที่ต้องการใช้จริงอาจทำได้ยาก
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางการถกเถียงว่าเราควรจะใช้วัคซีนอย่างไรหรือใครควรได้วัคซีนก่อน
ผู้เชี่ยวชาญกลับคาดการณ์ว่ากว่าวัคซีนจะพร้อมผลิตและจัดจำหน่ายได้จริง
การระบาดก็น่าจะขึ้นถึงจุดยอดและเบาบางลงแล้ว อย่างไรก็ดี
วัคซีนที่ค้นพบได้นั้นก็น่าจะช่วยรักษาได้หากไวรัสดังกล่าวกลายเป็นโรคภัยไข้เจ็บปกติและระบาดเป็นครั้งคราวเช่นเดียวกับไข้หวัดตามฤดูกาล
นอกจากนี้
ผลได้ทางสังคมของวัคซีนยังส่งผลไปถึงรวมไปถึงการป้องการและลดโอกาสในการติดเชื้อต่อเนื่อง
ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ซึ่งตัวเลขที่เกิดจากผลได้โดยรวม (Total Benefit) นี้จึงมักสูงกว่าต้นทุนของการผลิตวัคซีนเสมอ
หรือกล่าวได้ว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการลงทุนในการผลิตวัคซีนจึงมักเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
(Cost Effective) เสมอ
ด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ข้างต้น การผลิตวัคซีนต้นไวรัสโควิด-19
จึงจะยังคงไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ดังนั้น การสร้างความฉลาดรู้ในการดูแลตัวเองจากเชื้อไวรัสโควิด-19
(Covid-19 Literacy) นี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ ทั้งการดูแลตัวเองและปฏิบัติตามคำแนะนำทั้งเรื่องสุขอนามัย
ทั้งการ “เว้นระยะห่างทางสังคม ทั้งการการไม่ไป ชุมนุมกัน การใส่หน้ากาก
และล้างมือสม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะลดการติดเชื้อและการแพร่เชื้อไวรัสนี้ได้
ดังนั้น
“การ์ดอย่าเพิ่งตกนะครับ !!!”
ไม่ว่าประเทศเราจะยังคงล็อคดาวน์หรือหยุดล็อคดาวน์แล้วหรือไม่ก็ตาม
