ได้มีโอกาสตอบข้อสัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ช่อง NBT ว่าหลังจากโควิด-19 หายไปแล้ว เศรษฐกิจ สังคม
และธุรกิจจะเป็นอย่างไร ผมขออนุญาตนำมาแชร์คร่าวๆ ดังนี้ครับ
- หลังจากสถานการณ์โควิด-19-19 เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร
ตอบ – ถ้าในมุมของเศรษฐกิจมหาภาค เศรษฐกิจหลังโควิด-19น่าจะฟื้นตัวคล้ายๆ
เป็นตัว J นั้นก็คือ ใช้เวลาในการฟื้นตัวนาน และจะฟื้นตัวไม่เท่ากับก่อนวิกฤต (ซึ่งแตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจในอดีตที่ผ่านมาที่มักฟื้นตัวเป็นตัว
V หรือตัว U ก็คือ มีการฟื้นตัวเร็ว) โดยสาเหตุที่เศรษฐกิจหลังโควิด-19จะมีการฟื้นตัวที่ช้ากว่าก็มีสาเหตุมาจาก
- ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายทางเศรษฐกิจ และต้องใช้นโยบายด้านสุขภาพ ซึ่งทำให้ไม่สามารถคาดเดาระยะเวลาของการสิ้นสุดได้แน่ชัด และขึ้นอยู่กับวัคซีนว่าจะได้เมื่อไร
- ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่า 2nd wage หลังจากเริ่มคลายมาตรการล๊อคดาวน์นี้ว่า จะมีตัวเลขผู้ติดเชื้อมากน้อยเพียงใด และเกิดขึ้นเป็นวงกว้างหรือวงแคบ (ที่สามารถจัดการควบคุมได้)
- เมื่อยังไม่มีวัคซีน สังคมยังคงจำเป็นต้องรักษามาตรการ Social Distance เพื่อลดปฏิสัมพันธ์ของคน จึงทำให้ภาคธุรกิจ อาจจะยังคงไม่สามารถฟื้นตัวเต็มที่
- ภาควิสาหกิจขนาดเล็กที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีหรือสามารถปรับตัวได้จะไม่สามารถแข่งขัยกับรายใหญ่ๆ ได้ และอาจจะเกิดการล้มละลาย
- ความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ในสังคมไทยอยู่แล้ว ทำให้คนยากจน (ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก) ได้รับผลกระทบหนัก ซึ่งส่งผลต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนในประเทศ และระดับการบริโภคที่จะต่ำลงกว่าเดิม
ดังนั้น
เศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวได้มากน้อยเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับ “ความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่าง
การผ่อนคลายที่มากขึ้น กับ ความสามารถในการควบคุม (รวมถึงการติดตาม เฝ้าระวัง) และรักษาที่มากขึ้น”
แต่อย่างไรก็ดี
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลก ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศในกลุ่มแรกๆ
ที่จะฟื้นตัวเร็วกว่า เนื่องจากเรามีตัวเลขผู้ติดเชื้อ/เสียชีวิตไม่มาก
และยังได้รับอานิสงค์จากการฟื้นตัวเร็วจากจีน, เกาหลีใต้, และญี่ปุ่น
- ความสามารถในการฟื้นฟูภาคธุรกิจจะขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละธุรกิจเอง เช่นถ้าเป็นอุตสาหกรรมทั่วไปที่ต้องมีการซื้อ/ขาย แต่ที่เราทราบดีว่า การรักษาระยะห่าง และการเกิด 2nd wave จะส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถขายได้ใน “ปริมาณที่เท่าเดิม” (จนกว่าไวรัสจะหายไป) เพราะเศรษฐกิจยังไม่ผื้น คนไม่มีกำลังในการใช้จ่าย ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องเผชิญกับ 1) ความจำเป็นในการยกระดับคุณภาพ ผลิตภัณฑ์และบริการให้สูงขึ้น เน้นในเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ, 2) ความจำเป็นในการการลดต้นทุนโดยการนำองค์กรเข้าไปสู่การใช้ Digital ช่วย เช่น การทำการตลาด การจัดส่งสินค้า Online ซึ่งการเข้าสู่การทำนวัตกรรม (ทั้งในตัวสินค้าและในด้านกระบวนการ) จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ผู้ประกอบการอยู่รอด
- ในบางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยังต้องมี “มาตรฐานใหม่” ในการเข้ามาควบคุม (เช่นมาตรฐาน SHA ของการท่องเที่ยว) เพื่อให้ลูกค้า “ปลอดภัยและสบายใจ” มีการตั้งค่ามาตรฐาน โดยอบรมผู้ประกอบการที่จะต้องรับนักท่องเที่ยวให้ปฏิบัติตัวตามมาตรฐาน (ไกด์ คนขับรถ ร้านอาหาร โรงแรม) และประเมินมาตรฐานนั้น (เช่นเดียวกับในกรณีของโรงพยาบาลที่มีมาตรฐาน HA)
- ในขณะที่ในภาคอุตสาหกรรมหรือบริการที่ต้องพึงพาตลาดต่างประเทศ จำเป็นต้องลงทุนในการขยายตลาดและมองหามาตรการในการลดความเสี่ยงให้มากยิ่งขึ้น
3) หลังวิกฤตโควิด-19-19 พฤติกรรมการดำเนินชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง
- หลายคนพูดถึงประเด็นในด้าน New Normal (หรือพฤติกรรมใหม่) แต่โดยส่วนตัวผมยังไม่ได้เห็นด้วยเสียทีเดียว เพราะปรากฏการณ์ Covid-19 นี้เป็นหนึ่งใน Shock ที่เกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น และอาจจะหายไปได้ ถึงแม้ว่าเราจะเรียนรู้ในการประชุม Online, เรียนรู้ในการสั่งซื้อสินค้าหรือสั่งอาหาร Online, เรียนรู้ในการทำอาหารกิจเอง, หรือเรียนรู้ในการ Work from Home แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้เรา “โหยหา” การกลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมๆ และสุดท้าย Covid-19 อาจจะไม่ได้ส่งผลอะไรมากนักก็ได้
- ทั้งนี้ เรายังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด (มีแต่การคาดการณ์) ว่าพฤติกรรมของคนจะเปลี่ยนไปทางไหนบ้าง
- แต่สิ่งที่ไม่สามารถลืมได้ก็คือ การที่คนจะมีทางเลือกในการ “ทำอะไรด้วยตนเอง” มากขึ้น และทำผ่านสื่อ Online ต่างๆ มากขึ้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงกับบางธุรกิจในอนาคต เช่น ธุรกิจการเดินทาง, ธุรกิจ Coworking Space หรือ ธุรกิจการศึกษา (มหาวิทยาลัย) เป็นต้น
4) ประชาชนควรปรับตัวอย่างไร ให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง
- โควิด-19เหมือนกับการบังคับให้เราได้ “แตะเบล็ก” ของการดำเนินประเทศที่ผ่านมา ซึ่งถ้ากลับมามองอาจจะเห็นได้ว่า เรามาผิดทางในหลายๆ เรื่อง เช่น การท่องเที่ยวที่ทำลายสิ่งแวดล้อม การบริหารงานที่ขาดมาตรการรองรับความเสี่ยง การไม่ได้อบรมทักษะคนที่จะพร้อมในโลกดิจิตัล
- ดังนั้น เราจึงควรมองวิกฤตที่เกิดขึ้นให้เป็น “โอกาส” ในการปรับปรุง เช่น การ Upskill/reskill สำหรับแรงงาน, การปรับองค์กรเข้าสู่กระบวนการ Digital ในภาคธุรกิจ, การให้ความสำคัญกับการมีเงินออม, การมองหาและทำงานอาชีพที่หลากหลาย, การเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นต้น
- เพราะเมื่อโควิด-19 หายไปในปีหน้า (หรือบรรเทาลง) องค์กรไหนที่ปรับตัวจากวิกฤตนี้ได้ดีกว่า จะฟื้นตัวและเปลี่ยนตัวเป็นผู้นำได้ทันที เช่นเหมือนกับกรณีของประเทศเกาหลีใต้จากวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ได้ลงทุนอย่างสูงกับการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Economy) จะได้เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมดังกล่าวจนถึงทุกวันนี้
เหมือนกับคำว่า “วิกฤต หรือ (Crisis)” ในภาษาจีนที่อ่านว่า 危机 (Wéijī) ซึ่งประกอบไปด้วยคำสองคำก็คือ Dangerous + Opportunity ในความ “อันตราย” มักจะมี “โอกาส” อยู่ด้วยเสมอ



