ถ้ามีใครถามผมว่า
สาขา (Sector) ใดที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด,
มีความเสี่ยงที่จะล้มละลายมากที่สุด, และจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดสำหรับโลกอนาคตมากที่สุดนั้น
ผมขอยกให้กับ“สถาบันอุดมศึกษา” เนื่องจากสถาบันอุดมศึกษา (หรือมหาวิทยาลัย)
จะต้องเผชิญกับวิกฤตและความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ เรื่อง ประการแรก
ความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีที่เข้ามาปั่นป่วน (Disruption)
ระบบการศึกษาแบบดั้งเดิม การเรียนการสอนแบบอาจารย์ยืนพูดหน้าชั้นเรียนจะลดลง
และเพิ่มการสอนแบบออนไลน์ ที่ผู้เรียนสามารถโต้ตอบกับคนสอนแบบสดๆ ได้ไม่ต่างกับการเข้าไปนั่งฟังในพื้นทีเดียวกัน, ประการที่สอง ความท้าทายจากทัศนคติของผู้เรียนที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
โดยผู้เรียนอาจเห็นว่าการเรียนการสอนจากรั้วมหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไปเพราะเป็นการเรียนที่เสียเวลา
ในเมื่อความรู้ปัจจุบันสามารถหาได้จากนอกห้องเรียน นอกจากนี้ ภาคธุรกิจที่จ้างงานเองก็เริ่มที่จะต้องการจ้างคนโดยวัดที่
“ทักษะ” เป็นสำคัญมากกว่าใบปริญญา
ดังนั้นการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยจึงอาจเป็นเรื่องที่เสียเวลาสำหรับคนกลุ่มนี้,
ประการที่สาม ความท้าทายจากการลดลงของโครงสร้างประชากรในวัยเด็กที่จะส่งผลทำให้จำนวนของเด็กที่จะเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยต้อง
“น้อยลงตามธรรมชาติ” ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากตัวเลข TCAS ในปีล่าสุดที่มีมหาวิทยาลัย/คณะจำนวนมากที่มี
“จำนวนที่นั่งเหลือ” จากจำนวนที่สามารถรับได้จริง
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า
“มหาวิทยาลัย” จะได้รับผลกระทบ ไม่ใช่แค่จากการมีเทคโนโลยีเข้ามาปั่นป่วน (Technology
Disruption) แต่เพียงอย่างเดียวเหมือนสาขาอื่นๆ (เช่น
สื่อโทรทัศน์/วิทยุ/สิ่งพิมพ์ หรือสาขาการเงิน หรือการค้า)
แต่ยังต้องประสบกับแนวโน้มของจำนวน “ลูกค้า” ที่ลดลง รวมไปถึงทัศนคติของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อนด้วย
“คำว่าปลาเร็วกินปลาช้า”
ดูจะเป็นคำยอดฮิตที่ใช้ได้ดีกับยุคสมัยนี้ เฉกเช่นเดียวกับการที่มหาวิทยาลัยเองก็จำเป็นต้อง
“เร่ง” ปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คำถามก็คือว่า
แล้วอนาคตของภาคอุดมศึกษาจะเป็นอย่างไร แล้วมหาวิทยาลัยของไทยควรที่จะต้องมีการปรับตัวอย่างไรได้บ้าง
ทั้งนี้
แน่นอนว่ามหาวิทยาลัยของไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวในหลายๆ ด้าน โดยผมขอนำเสนอเป็น “กรอบแนวคิด”ของการปรับตัวตามตัวอักษะ
4 ตัว ซึ่งได้แก่ “A, B, C, และ D” ดังนี้
- A – Accreditation (มหาวิทยาลัยที่จะอยู่รอดในอนาคตจะต้องได้รับความน่าเชื่อถือ)
เนื่องจากประเทศไทยจำเป็นต้องอยู่กับโลก
และเด็กไทยจะต้องมีทักษะที่พร้อมจะเป็นหนึ่งในประชากรโลก (Global
Citizen) ดังนั้นจึงเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่มหาวิทยาลัยไทยจะต้องยกระดับตัวเองไปสู่
“มาตรฐานในระดับโลก”ด้วยเช่นกัน เนื่องจากการมีมาตรฐานในระดับโลกนี้จะเป็นการสร้าง
“ความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่น” ให้กับผู้บริโภค เฉกเช่นเดียวกับมาตรฐาน ISO
ในภาคอุตสาหกรรม หรือมาตรฐาน HA ที่ต้องใช้สำหรับโรงพยาบาล
โดยไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม แต่มหาวิทยาลัยที่จะอยู่รอดได้ในอนาคตจำเป็นต้อง
“ไต่บันไดดวงดาว” ในการเข้าไปสู่การยกระดับตัวเองไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในระดับโลก
(World-Class University) และอยู่ในระดับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก
(World University Ranking)
ในการไต่บันไดดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คณะต่างๆ
ของมหาวิทยาลัยจะต้องได้รับการรับรองในระดับมาตรฐานสากล (International
Accreditation) ซึ่งจะเป็นระดับที่สูงกว่าการรับรอง (แบบขั้นต่ำ) ในระดับชาติ
ยกตัวอย่างเช่น คณะบริหารธุรกิจ (หรือ Business
School) จะมีมาตรฐานรับรองที่ชื่อว่า AACSB (Association to Advance Collegiate Schools
of Business) ซึ่งเป็นสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาทางด้านบริหารธุรกิจและการบัญชีทั่วโลก ซึ่งการรับรองมาตรฐานโดย AACSB นี้จะเป็นเครื่องช่วยยืนยันว่าผู้ที่จบมาจากสถาบันเหล่านั้นจะมีความรู้ที่ได้มาตรฐาน,
มีโอกาสได้รับการจ้างงาน, และโอกาสที่จะเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกสูงมากยิ่งขึ้น
อย่างที่ทราบว่ามหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งทั่วโลกล้วนมีคณะบริหารธุรกิจและเปิดสอนในหลักสูตรยอดฮิตอย่างหลักสูตร
MBA แทบทั้งสิ้น แต่กลับมีเพียงร้อยละ 5 ของทั้งหมดเท่านั้นที่ได้รับรองมาตรฐานนี้
ในขณะที่ในประเทศไทยเองก็มีเพียง 6 คณะ (4 มหาวิทยาลัย) เท่านั้นที่ได้รับมาตรฐาน AACSB
นี้
หรือในกรณีของคณะการท่องเที่ยวที่มีสอนเกือบจะทุกมหาวิทยาลัยในประเทศไทย
แต่คณะที่ได้รับมาตรฐานสากลอย่าง UNWTO.TedQual (Quality Assurance for Tourism Education,
Training and Research Programmes) ซึ่งเป็นมาตรฐานจากองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ
(United Nations World Tourism Organization: UNWTO) ในประเทศไทยกลับมีแห่งเดียวเท่านั้นที่ได้รับมาตรฐานนี้ นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอีกหลากหลายคณะเช่น
NASPAA สำหรับด้านรัฐศาสตร์, รัฐประศาสนศาสตร์,
และนโยบายสาธารณะ, มาตรฐานด้านการแพทย์อย่าง Accreditation of Medical
Education Institutions, มาตรฐาน ASpS สำหรับวิทยาศาสตร์การกีฬา,
หรือมาตรฐานในระดับภูมิภาคอย่าง AUN-QA ก็เป็นอีกหนึ่งมาตรฐานในการยกระดับการศึกษาในระดับภูมิภาคด้วยเช่นกัน
การได้รับการรับรองในระดับสากลนี้จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการ
“พลิกโฉม” และ “ยกระดับ” มหาวิทยาลัยในการเข้าไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากต่างประเทศได้ง่ายขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการสร้างร่วมมือในลักษณะต่างๆ กับมหาวิทยาลัยอื่นๆ
ที่มีชี่อเสียงในระดับโลก หรือการได้รับเงินทุนสนับสนุนจากหน่วยงานนานชาติ เป็นต้น
ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นการสร้างคุณค่าหลัก (Core Value) ให้กับมหาวิทยาลัยในการอยู่รอดได้ในอนาคต
- B- Bridging (มหาวิทยาลัยที่จะอยู่รอดในอนาคตจะต้องมีการทอดสะพานเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน)
จากบทความเดิมของผมที่เคยเขียนให้กับทางหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ที่มีชื่อว่า
“ปัญหา Disconnect ของมหาวิทยาลัยไทย” (https://www.posttoday.com/finance-stock/money/590342) ที่เปรียบเทียบมหาวิทยาลัยไว้ว่า “มหาวิทยาลัยเปรียบเสมือนเกาะแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว" โดย “ไม่ได้มีการเชื่อมต่อ”
(Disconnect) อะไรกับใครเลย
ทั้งการเชื่อมต่อกับตลาดแรงงาน, การเชื่อมต่อในด้านการผลิตงานวิจัยที่จะสามารถไปใช้ประโยชน์ได้จริง,
การเชื่อมต่อระหว่างสถาบันอุดมศึกษาด้วยกัน,
การเชื่อมต่อกับสถาบันวิจัยและแหล่งทุนต่างๆ,
หรือแม้กระทั่งการเชื่อมต่อไปสู่โรงเรียนมัธยมศึกษาที่จะเป็น Input ที่จะต้องส่งเด็กมาเรียนต่อในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งการไม่เชื่อมต่อนี้จึงทำให้มหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่พัฒนาคนและสร้างองค์ความรู้ที่จะช่วยในการพัฒนาประเทศได้มากเท่าที่ควร
อันส่งผลให้มหาวิทยาลัยได้กลายเป็นองค์กรที่แน่นิ่งและเปลี่ยนแปลงยาก
ดังนั้นบทบาทของมหาวิทยาลัยที่จะอยู่รอดในอนาคตก็คือ
มหาวิทยาลัยที่จะต้อง “สร้างสะพาน” (Bridging) เพื่อเชื่อมต่อไปยังทุกภาคส่วนให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาระบบสหกิจศึกษาซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการระหว่างการเรียนการสอนกับการทำงานอย่างเป็นระบบ
(Work Integrated Learning : WIL), การร่วมมือกับรัฐบาลหรือหน่วยงานท้องถิ่นในการส่งมอบองค์ความรู้และเป็นตัวกลางในการประสานงานต่างๆ
(System Integrator), การพัฒนาและยกระดับหน่วยงาน Technology
Licensing Office (TLO) เพื่อช่วยในการส่งมอบงานวิจัยของมหาวิทยาลัยที่คนมักจะบอกว่า
“ขึ้นหิ้ง” ถูกนำไป “ออกห้าง” (Commercialization)
มากขึ้น, การสร้าง Platform ความร่วมมือกับหน่วยงานผู้ให้ทุนทั้งในและต่างประเทศ,
การส่งเสริมให้ระบบ Talent Mobility Program ที่สนับสนุนให้อาจารย์สามารถลาไปปฏิบัติงานในภาคเอกชนได้ง่ายขึ้น,
การสร้างหลักสูตร/การทำงานร่วมระหว่างมหาวิทยาลัย (Inter-University
Linkages) เช่น Exchange Program, Dual Degree, หรือการฝึกอบรมร่วมกัน, รวมไปถึงการให้การแนะแนว (หรือจัดกิจกรรมร่วม)
แก่เด็กนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาเพื่อให้เด็กนักเรียนเข้าใจและสามารถเลือกเรียนในสาขาที่ตรงตามความถนัดของตนเอง
และเป็นสาขาวิชาที่เด็กเลือกที่จะประกอบอาชีพนั้นจริงๆ เป็นต้น
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังสามารถเชื่อมต่อจากการให้ใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยให้หน่วยงานภายนอกมาใช้ประโยชน์ได้ด้วยเช่นกัน
เช่นการจัดทำ Co-Working Space เพื่อให้ผู้ประกอบการ Start-Up
ใหม่ๆ รวมถึง Freelance ได้เข้ามาใช้พื้นที่เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ
ร่วมกัน
ซึ่งกลยุทธ์นี้แสดงบทบาทของมหาวิทยาลัยที่นอกจากมหาวิทยาลัยจะต้องยกระดับเพื่อเป็น
Internationalization (ตามข้อแรก) แล้ว
แต่มหาวิทยาลัยยังจำเป็นต้องมีการเป็น Localization ไปด้วยในตัว
- C- Customization (มหาวิทยาลัยที่จะอยู่รอดในอนาคตจะต้องจัดการศึกษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของแต่ละบุคคลได้)
ระบบการศึกษาจะต้องเปลี่ยนจาก Education
for All ไปสู่การเป็น Education for You นั่นก็คือการจัดระบบการศึกษาที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของ
“คุณ” ได้ ไม่ว่าคุณจะต้องการเรียนแบบรวดเดียว 4
ปีเพื่อจะได้จบเร็วและได้รับใบปริญญาตามปกติ,
หรือคุณอยากจะเรียนสักพักและออกมาทำงานอีกสักพักและค่อยกลับไปเรียนใหม่,
หรือคุณอยากเพียงเพื่อเรียนในหลักสูตรสั้นๆ ในลักษณะของ Reskill/Upskill เพื่อต้องการความรู้บางอย่าง แต่อาจไม่ต้องการใบปริญญา, หรือคุณเพียงต้องการเรียนเพื่อรู้เพราะต้องการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์เท่านั้น ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
การจัดระบบการศึกษาแบบ Education for You จะเป็นหาทางรอดสำหรับมหาวิทยาลัยในการเข้าถึงกลุ่มผู้เรียนใหม่ๆ
ในทุกเพศ ทุกวัย และทุกสาขาอาชีพ
ซึ่งจะช่วยสร้างระบบการศึกษาสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-Long
Learning) ได้
โลกในอนาคตต้องการทักษะที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก
จากทักษะด้านองค์ความรู้แบบเฉพาะ (Specific
Skill) ไปสู่ทักษะที่ต้องการบูรณาการข้ามศาสตร์ (Interdisciplinary)
ยกตัวอย่างเช่นในการเรียนแพทย์ที่แต่เดิมอาจจะเรียนแค่วิชาทางการแพทย์เท่านั้น
แต่ในการทำงานจริงแพทย์กลับต้องใช้ทักษะด้านอื่นๆ เช่นทักษะการสื่อสาร (Communication
Skill) และ ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal skill) ในการติดต่อกับคนไข้,
หรือในกรณีของวิศวกรที่แต่เดิมจะเรียนเฉพาะวิชาด้านวิศวกรรมศาสตร์อย่างเดียว
แต่ในการทำงานจริงวิศวกรกลับต้องพึ่งพาทักษะในการบริการจัดการทีม (Team
Management) เป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่อาชีพยอดฮิตในปัจจุบันอย่าง
“นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) นอกจากจะต้องมีทักษะด้านคอมพิวเตอร์และสถิติแล้ว
ยังต้องมีทักษะด้านการตลาดเพื่อเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคด้วยเช่นกัน
ดังนั้นในการส่งเสริมให้เกิดทักษะการบูรณาการข้ามศาสตร์ (Interdisciplinary) ดังกล่าว มหาวิทยาลัยในอนาคตจำเป็นต้อง
“ลดบทบาทของการเป็นคณะ” ลงเพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนเฉพาะวิชาที่จำเป็นในการประกอบอาชีพนั้นจริง
และให้โอกาสในการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ให้มากยิ่งขึ้น
D – Digital Transformation
(มหาวิทยาลัยที่จะอยู่รอดในอนาคตจะต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยใช้เทคโนโลยีดิจิตัลเข้ามามีส่วนร่วม)
ถ้าในโลกอนาคตที่ดิจิตัลและเทคโนโลยีได้ถูกใช้ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กร
(Digital Transformation) ในหลายภาคธุรกิจนั้น
หน่วยงานประเภทการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยยิ่งจำเป็นต้องเร่งปรับองค์กรไปสู่การทำ Digital
Transformation มากกว่าองค์กรประเภทอื่นๆ แต่ทว่า จากงานศึกษาของ Educause (https://er.educause.edu/articles/2020/1/how-colleges-and-universities-are-driving-to-digital-transformation-today)
พบว่าในปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยทั่วโลกเพียงประมาณร้อยละ 13 เท่านั้นที่มีการทำ Digital
Transformation, ในขณะที่อีกร้อยละ 32 กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนา,
ร้อยละ 38 อยู่ในช่วงของการสำรวจความเป็นไปได้, และร้อยละ 17 ที่ไม่มีการทำเลย ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า ถ้ามหาวิทยาลัยของไทยที่ยังคงบริหารแบบราชการในระบบอนาล็อก
(Analog)
เดิมๆ ไม่เรียนรู้ที่จะปรับตัวแล้วนั้น
สุดท้ายมหาวิทยาลัยเหล่านั้นก็คงไม่สามารถก้าวทันมหาวิทยาลัยอื่นๆ
ที่ได้เร่งปรับตัวในเรื่องนี้ได้
เพราะการปรับตัวในเรื่องนี้จะไม่สามารถทำได้สำเร็จเพียงช่วงข้ามคืน
แต่จะต้องใช้เวลาหลายปีถึงจะประสบผลสำเร็จ
ทั้งนี้ การทำ Digital
Transformation ในรั้วมหาวิทยาลัยนี้ไม่ใช่เพียงการมีระบบการสอนออนไลน์หรือมีคอร์สออนไลน์เท่านั้น
แต่เป็นการใช้ดิจิตัลเพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยเพื่อก้าวไปสู่การเป็น
“มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ (Smart University)” โดยใช้ระบบดิจิตัลในการบริการจัดการมหาวิทยาลัยในด้านต่างๆ
ให้เกิดประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น การใช้เทคโนโลยีที่ช่วยวิเคราะห์ในการประหยัดพลังงานในรั้วมหาวิทยาลัย,
การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จากการใช้สถานที่ของบุคลากรและนักศึกษา,
การใช้ระบบ Internet of Things ในการช่วยสนับสนุนให้นักศึกษาใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้สะดวกขึ้น
เช่นการลงทะเบียน การเข้าห้องสมุด การใช้โรงอาหาร หรือการใช้อุปกรณ์สถานที่
เป็นต้น,
การวิเคราะห์ข้อมูลในด้านการเดินทางของบุคคลากรและนักศึกษาเพื่อจัดระบบขนส่งในมหาวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ,
หรือการใช้ระบบการใช้ระบบ Scan หรือ Face Recognition
ในการเข้าออกสถานที่ต่างๆ เป็นต้น
เนื่องจากมหาวิทยาลัยจะมีจำนวนนักศึกษาที่เกิดในยุคดิจิตัล
ดังนั้นการปรับเปลี่ยนองค์กรไปสู่การเป็น Digital
Transformation นี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นทั้งเพื่อลดต้นทุนในการบริการจัดการ
และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการในด้านต่างๆ
ทั้งหมดนี้ทำให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวทั้งในเรื่อง content และ process หากยังคงคิดแบบเดิมๆ
ทำงานกันแบบเดิมๆ จะกลายเป็นอาจารย์ หลักสูตร คณะ หรือมหาวิทยาลัยที่ obsolete
(ตกยุค/หมดความสำคัญ) นักคิดบางท่านเคยกล่าวว่า
“อะไรที่เราหาได้จาก internet เป็นสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นต้องสอน” ก็คงไม่ต่างจากคำพูดที่ว่า “อาจารย์หรือมหาวิทยาลัยที่ทดแทนได้ด้วยความรู้จากที่อื่นก็ไม่จำเป็นต้องมี”
โลกข้างหน้ามีความโหดร้ายกับ Sector นี้จริงๆ….ถึงตอนนั้น “.อ่อนแอก็แพ้ไป” จะเป็นคำพูดที่น่ากลัวมากๆ
ครับ
