20 มกราคม 2547

Beauty and the Best



ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสพบปะเพื่อนฝูงเก่าๆ ก็มีหลายคนนะครับที่ได้แต่งงานไปแล้ว มีหลายคนที่ยังอยู่ในช่วงศึกษาดูใจกันไป หรือที่เราเราเรียกว่าดูดูกันไปก่อน แต่ก็มีอีกหลายคนนะครับที่ยังหาคู่ไม่ได้ เนื้อหาที่สนทนาจะเป็นทำนองที่ว่าการจะหาภรรยาหรือสาวที่ทั้งสวยทั้งเก่ง นิสัยดีเรียบร้อยและเป็นกุลสตรีนี่ทำไมถึงยากเสียเหลือเกิน ความสวยและความหล่อมักจะเป็นปัจจัยอันดับต้นๆที่หลายๆคนจะเกิดความประทับใจซึ่งกันและกัน ดังนั้นบทความฉบับนี้เกิดขึ้นมาได้จากความสนุกส่วนตัวของผู้เขียนซึ่งเป็นนักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งที่ต้องการที่จะเขียนถึงความสัมพันธ์ของวิชาเศรษฐศาสตร์กับเรื่องความสวยความหล่อของมนุษย์ โดยจะสามารถมองได้หลายแง่มุมครับ

เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วย “การเลือก” เนื่องจากความต้องการของคนไม่สิ้นสุดแต่ขณะที่ทรัพยากรมักจะมีอยู่จำกัดเสมอ ดังนั้นมนุษย์จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง (The best) ภายใต้ปัจจัยที่มีอยู่อย่างจำกัด (Constraint) ทางเลือกในวิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นจะว่าไว้ด้วยทางเลือกสำหรับการผลิตในปัจจัยการผลิตที่จำกัด หรือทางเลือกในการบริโภคสินค้าจากเงินในกระเป๋าของแต่ละคน หรืออาจจะทางเลือกที่จะลงทุนไม่ว่าจะในตลาดหลักทรัพย์และตลาดอื่นๆเป็นต้นโดยเน้นที่ระดับความเสี่ยงต่างๆกันเป็นต้น ในการเลือกนี้นักเศรษฐศาสตร์จะหาเส้นความพอใจเท่ากัน หรือ Indifferent Curve ในการศึกษาความสามารถในการทดแทนกันระหว่างสินค้าสองชนิด (Rate of Substitution) หรือ ทางเลือกใดๆก็ตามสองทาง
แต่จริงๆแล้วในการใช้ชีวิตทั่วไปเราจะต้องมีการเลือกมากกว่านั้น การเลือกที่อยากจะสวยหรืออยากจะรวย หรือทั้งสองอย่างก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทุกทุกคนอยากจะเป็น ความสวย (ในที่นี้ว่าด้วยเรื่องความสวยหรือความหล่อของมนุษย์เท่านั้น) สามารถมองได้เป็นสินค้าสาธารณะในทางเศรษฐศาสตร์ (Public Goods) โดยเราไม่สามารถที่จะแบ่งความสวยนั้นเป็นส่วนๆแล้วแจกให้กับทุกคนได้ (Nonexcludable) หรือไม่สามารถที่จะห้ามเพื่อนเราไม่ให้ประทับใจในความสวยของแฟนเราได้ (Nonrival) ดังนั้นความสวยจึงอยู่คู่กับมนุษย์มาช้านาน จึง้ป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงเห็นแต่คนหน้าตาดีโทรทัศน์ หรือทำไมพระเอก นางเอก หรือนักร้องควรจะมีหน้าตาดีด้วยนอกเหนือจากความสามารถในการแสดงหรือการร้องเพลง เหตุผลเนื่องมาจากว่ามนุษย์มีความนิยมชมชอบที่จะเห็นแต่สิ่งสวยๆ งามๆ หรืออยากที่จะได้ครอบครองสิ่งนั้นกลับมา

สมมติว่ามี 2 อย่างที่มนุษย์ทั่วไปปรารถนา คือ “ความรวย” กับ “ความสวย” โดยทุกคนอยากจะได้ทั้งสองอย่าง ซึ่งในที่นี้อาจจะรวมได้ถึงความต้องการที่จะคบค้า (Associate) กับคนที่ทั้งสวยและรวยด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเห็นว่าในหลายๆครั้งทำไมคนที่มีชื่อเสียง ฐานะการเงินดี และมีหน้าตาที่ดี ถึงได้รับสิทธิประโยชน์เหนือกว่าคนปกติเสมอ แต่ขออภัยถ้าผมไม่ได้รวมในเรื่องของ “ความดี” เข้าไว้ในที่นี้ด้วย เพราะผมสมมติให้ทางเลือกเป็นแค่สองทางเลือกเท่านั้นในกรณีนี้

แต่อย่างไรก็ดีทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กับความสวยนี้ก็สามารถตอบคำถามเพื่อนผมได้ว่าการหาคนที่ดีพร้อมจำเป็นสิ่งที่ยากเนื่องจาก ทุกๆคนก็มีความต้องการเหมือนๆกัน ทางเลือกเหมือนกัน แต่ทรัพยากรที่อยู่จำกัด หรือมีข้อจำกัดจากสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ให้มา (Endowment) เช่นฐานะ ความสวยความหล่อ หรือแม้กระทั่งนิสัยใจคอ เป็นต้น ดังนั้นวิชาทางเศรษฐศาสตร์สามารถใช้อธิบายพฤติกรรมทางด้านความสวยความหล่อ รวมถึงการเลือกคบคนได้อย่างดีทีเดียว

เรื่องของเศรษฐศาสตร์กับความสวยไม่ได้เป็นเรื่องที่ใหม่ แต่ได้มีการศึกษาไว้นานแล้ว กูรู (Guru) คนหนึ่งที่ศึกษาถึงความสัมพันธ์นี้คือศาสตราจารย์ Daniel Hamermesh ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์แรงงานที่ University of Texas at Austin ได้ทำการศึกษาถึงความสัมพันธ์ของความหล่อความสวยกับตลาดแรงงาน โดยเขาได้ศึกษาว่าพนักงานที่สวยหรือหล่อจะมีรายได้มากกว่าพนักงานที่มีหน้าตาโดยเฉลี่ยอยู่ประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์โดยจะมีผลกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ในขณะที่พนักงานที่หน้าตาแย่กว่าเฉลี่ยจะได้รับรายได้ที่น้อยกว่าเช่นกัน แต่อย่างไรก็ดีความแตกต่างของรายได้นี้ขึ้นอยู่กับแต่ละอาชีพว่าต้องใช้หน้าตาหรือการแต่งตัวมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยของ Biddle and Harmemesh ตามมาว่าถึงแม้พนักงานแต่ละคนจะมีความสามารถรวมถึงระดับการศึกษาที่เท่ากันแล้ว พนักงานที่หน้าตาดีกว่าจะมีรายได้ที่มากกว่าอีกคนหนึ่ง โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้ทำการเก็บข้อมูลของทนายความแต่ละคนที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเดียวกันและในปีเดียวกัน พบว่า ทนายความที่มีหน้าตาดีกว่าแล้วจบการศึกษามาแล้ว 5 ปีจะได้รับเงินได้จากการว่าความมากกว่าเพื่อร่วมชั้นเรียนเดียวกันที่จบมาพร้อมกัน รวมถึงทนายความในบริษัทเอกชนจะมีหน้าตาที่ดีกว่าโดยเฉลี่ยเทียบกับทนายความในภาครัฐบาล เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาของ Harmemesh and Parker กล่าวว่าความสวยหรือความหล่ออาจจะทำให้เกิดความบิดเบือนในการวัดความสามารถที่แท้จริง (Productivity) ของบุคคลได้ งานวิจัยนี้ใช้การเก็บข้อมูลของบุคคลที่ทำอาชีพอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย พบว่า อาจารย์สอนหนังสือที่มีหน้าตาดีกว่าจะได้คะแนนจากการจัดอันดับการสอนที่สูงกว่าอาจารย์ที่ทั่วไปที่มีอายุเท่ากันและสอนนักเรียนกลุ่มเดียวกัน ซึ่งจะเห็นได้ชัดกับอาจารย์ชายมากกว่าอาจารย์หญิง

ดังนั้นเป็นไปได้ไหมว่า “ความสวยความหล่อ” อาจจะเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งข้อถกเถียงอันใหม่ในเรื่อง “การแบ่งแยก” (Discrimination) แต่ดั้งเดิมการแบ่งแยกในตลาดแรงงานจะมีในเรื่องการแบ่งแยกทางเพศ (Sexual Seggregation) และการแบ่งแยกทางสัญชาติ (Race Discrimination) ถ้าความสวยความงามทำให้เกิดปัจจัยที่จะนำมาสู่ความไม่เท่าเทียมกันแล้ว เรื่องนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็ได้ในอนาคต
แต่อย่างไรก็ดี ความสวยและความหล่อยังมีผลทางบวกกับธุรกิจและเศรษฐกิจโดยสามารถที่จะเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร (Organization Productivity) ได้ โดยผ่านกระบวนการการการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital Investment) และสร้างความสัมพันธ์ในที่ทำงาน (Relationship within workgroups) โดย การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ในที่นี้นอกเหนือจากการเพิ่มทักษะในการทำงานแล้วยังรวมถึงการเพิ่มความสวยความหล่อจากการอบรมการบำรุงรักษาหน้า การเปิดอบรมการดูแลรักษาหน้าและการแต่งตัว รวมถึงการที่บริษัทหลายๆแห่งสร้างสถานที่ออกกำลังกายสำหรับพนักงานเป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งการสร้างสัมพันธภาพที่ดีในเพื่อนร่วมงาน ยังมาถึงการทำงานเป็นทีมและสร้างสรรเนื้องานโดยรวมอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นด้วยขึ้นอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ดี การตัดสินใจของมนุษย์ (Value Judgement) ในบางครั้งอาจจะมาจากการตัดสินใจโดยใช้การใช้กฎและรสนิยมส่วนตัวมากกว่าเรื่องของเหตุผล อันจะนำมาสู่การตัดสินใจที่บิดเบือนได้ (Decision Bias) การตัดสินใจโดยมองแค่หน้าตาหรือความหล่อความสวยเพียงอย่างเดียวที่นำมาสู่การตัดสินใจที่บิดเบือนนี้เอง สามารถนำมาสู่ความทุกร้อนใจ เหตุร้าย หรือเหตุที่ไม่ได้คาดฝันตามมาได้ ความสวยความหล่อเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงปรารถนาเพราะเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความชื่นชอบจากคนรอบข้าง และโอกาสในการเจริญก้าวหน้ากับงานที่ทำ รวมถึงผลตอบแทนของรายได้ที่อาจจะตามมาด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ดี สิ่งใดมีคุณอนันต์ก็ย่อมที่จะมีโทษมหันต์ ความสวยอาจจะนำมาซึ่งเหตุของการข่มขืนหรือการล่วงละเมิดทางเพศได้ (Sexual Harassment) หลายๆคนจะเชื่อไหมครับว่าวิชาเศรษฐศาสตร์ก็ใช้ศึกษาในเรื่องของการล่วงละเมิดทางเพศได้เหมือนกัน ถ้ามีโอกาสผมจะหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนในโอกาสต่อไปครับ