การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมในภาคบริการที่มีขนาดใหญ่และมีอัตราการขยายตัวสูงที่สุดคิดเป็นมูลค่าเกินกว่า 1ใน 3 ของมูลค่าการค้าบริการทั้งหมดของโลก จากการที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีธุรกิจต่อเนื่องมากมาย ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจเนื่องจากมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับรายได้ การจ้างงาน และยังรวมไปถึงการกระจายรายได้ไปสู่ชนบทเพราะว่าแหล่งของการจ้างงานของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตชนบทและพื้นที่ห่างไกล ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดความเจริญเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ทว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดคลื่นยักษืสึนามิที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายกับการท่องเที่ยวของไทยเป้นอย่างมาก ตัวเลขของจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างน่าใจหาย ส่งหลต่อมาถึงผุ้ประกอบธุรกิจต่อเนื่องจากการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจผู้ให้บริการทัวร์ไกด์ ธุรกิจขายของที่ระลึก ต่างๆเป็นต้น แต่อย่างไรก็ดี ปัญหาดังกล่าวกำลังได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ หรือการออกมาลดราคาค่าที่พักของผุ้ประกอบการ รวมไปถึงแพ็คเก็จเพื่อเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวในชายฝั่งทะเลอันดามันขึ้นมาอีก ดังนั้นข้อควรตระหนัก ณ ขณะนี้ก็คือการออกนโยบายที่เร่งด่วนในการเร่งฟื้นฟูสถานการท่องเที่ยวที่ซบเซาในเขตชายฝั่งทะเลอันดามันให้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง
แต่อย่างไรก็ดี ถ้ามองในภาพรวมการท่องเที่ยวในประเทศไทยยังไม่ถึงกลับว่าจะเข้าสุ่จุดวิกฤตเสียทีเดียว เพราะประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายในหลายๆภาคทั่วประเทศที่เป็นแหล่งดึงดูดที่สำคัญ ดังนั้นการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยคงจะมองไม่ได้เพียงแค่เม็ดเงินในระยะสั้นแต่เพียงอย่างเดียว ในการเจรจาการเปิดเขตการค้าเสรีทวิภาคี (Bilateral Free Trade Agreement) ที่ประเทศไทยกำลังทำการตกลงกับอีกหลายประเทศ หนึ่งในการเจรจาที่ประเทศไทยต้องการขอจากประเทศคู่เจรจาก็คือการเปิดเสรีในภาคธุรกิจบริการการท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้น โดยประเทศไทยเชื่อมั่นว่าตนเองนั้นมีความพร้อมที่จะเปิดเสรีในสาขาบริการนี้ และน่าจะได้ประโยชน์จากการเจรจาในครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอยู่แล้ว ผแนวทางในการเปิดเสรีการค้าบริการในสาขาการท่องเที่ยวจึงควรที่จะต้องสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งเอเชีย (Tourism Capital of Asia) และการตกลงเขตการค้าเสรีจะช่วยผลักดันให้เป้าหมายดังกล่าวประสบความสำเร็จได้อย่างไร
ในการวิเคราะห์ว่าประเทศไทยจะเจรจาสำหรับการเปิดเสรีในสาขาท่องเที่ยวอย่างไรนั้น เราควรที่จะต้องทราบว่าการเปิดเสรีการค้าบริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะสามารถจำแนกได้ตามรูปแบบของการให้บริการ (Mode) ได้อย่างไรบ้าง
องค์กรการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization) ได้ให้คำจำกัดความของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวว่าเป็นภาคอุตสาหกรรมบริการที่สามารถแบ่งออกเป็น 4 สาขาย่อย ดังนี้
- โรงแรมและภัตตาคาร รวมทั้งบริการจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มนอกสถานที่ (Catering Service) : CPC 641-643
- ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและตัวแทนท่องเที่ยว ( Travel Agencies and Tour Operators Services) : CPC 7471
- ไกด์ท่องเที่ยว (Tourist Guides Services) : CPC 7472
- บริการท่องเที่ยวอื่น ๆ (Other)
โดยเมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับหลักเกณท์การเปิดเขตการค้าเสรีในภาคบริการขององค์การการค้โลก (World Trade Organization) จะสามารถจำแนกตามรูปแบบของการให้บริการ (Modes of supply) ดังนี้
• Mode 1: การให้บริการข้ามพรมแดนในการค้าบริการรูปแบบนี้ของไทยไม่มีการกำหนดข้อผูกพันในการเปิดเสรี เนื่องจากการปิดกั้นไม่ให้มีการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ตไม่สามารถทำได้ทางปฎิบัติและการห้ามดังกล่าวนั้นเป็นการขัดต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล
• Mode 2: การบริโภคข้ามพรมแดน การเจรจาเพื่ออำนวยความสะดวกและลดข้อจำกัดในการขออนุมัติวีซ่าให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ และให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทยที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งการเจรจาใน Mode 2 ควรจะเน้นการให้ความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวมากกว่า เนื่องจากประเทศไทยและประเทศคู่เจรจาไม่ข้อห้ามหรือข้อจำกัดกับประชาชนในการเดินทางระหว่างประเทศ
• Mode 3: การเข้าไปจัดตั้งนิติบุคคลในประเทศผู้ใช้บริการหรือการตั้งสำนักงาน การเจรจาเพื่อลดอุปสรรคในการลงทุนตั้งธุรกิจและการถือหุ้นธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยวอาทิเช่น ร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม บริษัทตัวแทนท่องเที่ยว โดยประเด็นหลักจะเจรจาโดยทั้วไปจะเป็นในเรื่องของเงื่อนไขของทุนจดทะเบียนของต่างชาติและสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติ ซึ่งจะต้องศึกษาในส่วนของกฎระเบียบในการจัดตั้งธุรกิจบริการที่แตกต่าง
• Mode 4: การเคลื่อนย้ายบุคลากร การเจรจาเพื่อลดอุปสรรคในการอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) วีซ่า เงื่อนไขการย้ายถิ่นที่อยู่ของ Business Visitor ผู้จัดการ ผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารชาวต่างประเทศที่มาจากการโอนย้ายภายในบริษัท และการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาประกอบอาชีพต่าง ๆ ในบริการการท่องเที่ยว ประเด็นหลักที่ประเทศไทยได้พิจารณาในส่วนนี้ก็คือ การขอให้พ่อครัวไทยสามารถไปทำงานในประเทศคุ่เจรจาได้ โดยแต่ละประเทศได้กำหนดคุณสมบัติของพ่อครัวและมาตราฐานอื่นๆที่ต่างกัน เช่น จะต้องมีประสบการณ์ในการทำงานในร้านอาหารไทยอย่างต่ำ หรือต้องมีหนังสือรับรองการผ่านงาน เป็นต้น
ใน Mode 1: การให้บริการข้ามพรมแดน นั้น ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการเจรจาใดใดใน Mode นี้เนื่องจากการค้าบริการรูปแบบนี้ของไทยไม่มีการกำหนดข้อผูกพันในการเปิดเสรี เนื่องจากการปิดกั้นไม่ให้มีการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ตไม่สามารถทำได้ทางปฎิบัติและการห้ามดังกล่าวนั้นเป็นการขัดต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าจะมีผู้ประกอบบางรายมีการทำ website เพื่อสำหรับขายของและส่งออกของชำร่วยหรือสินค้าที่เป็นลักษณะไทยไทยไปขายยังต่างประเทศ แต่ทว่ามูลค่าการค้าในหมวดสินค้าเหล่านี้ยังมีปริมาณที่น้อยมาก จนประเทศไทยไม่จำเป็นที่จะต้องเน้นในการเจรจาใน Mode นี้ เพราะต้นทุนในการเจรจาอาจจะสูงกว่าประโยชน์ที่ผู้ประกอบการไทยจะได้รับ
ในMode 2: การบริโภคข้ามพรมแดน นั้นเป็นสาขาท่าอดคล้องกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของไทยเป็นอย่างมาก เพราะเป็น Mode ที่จำเป็นต้องลดอุปสรรคและสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งประเด็นการเจรจาควรที่จะรวมไปถึงการอำนวยความสะดวกและลดข้อจำกัดในการขออนุมัติวีซ่าให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ โดยเมื่อพิจารณาจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มประเทศคู่เจรจาทวิภาคีต่างๆจะเห็นว่าในปี 2547 นักท่องเที่ยวจากประเทศญี่ปุ่นเดินทางมาประเทศไทยมากที่สุด 868,045 คน โดยที่นักท่องเที่ยวจากประเทศจีนเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยเป็นอันดับ 2 เท่ากับ 571,759 คน ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปยังประเทศจีนมากที่สุด เท่ากับ 189,650 คน อันดับที่สองและสามคือประเทศญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ตามลำดับ จากข้อมูลข้างต้นแสดงว่าในบรรดาประเทศคู่เจรจาทวิภาคีทั้ง 8 ประเทศนั้น นักท่องเที่ยวชาวจีนและญี่ปุ่นให้ความนิยมที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ดังนั้นถ้าการเจรจาเปิดเสรีสามารถลดอุปสรรคต่าง ๆ ในการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยและเพิ่มความสะดวกในการขออนุมัติ วีซ่าของนักท่องเที่ยวก็อาจจะทำให้นักท่องเที่ยวจากทั้งประเทศจีนและญี่ปุ่นเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ดี การเจรจาควรจะมีเพื่อลดอุปสรรคของนักท่องเที่ยว/ นักธุรกิจไทยเพื่อสามารถเดินทางเข้าไปในประเทศคู่เจรจาด้วยเช่นกัน ในปัจจุบันกลับพบว่านักท่องเที่ยวไทยองที่ถือหนังสือเดินทางคนละประเภทกลับได้รับสิทธิประโยชน์ที่ต่างกัน โดยหนังสือเดินทางราชการกลับได้ประโยชน์ในการที่ไม่จำเป็นที่จะต้องขอวีซ่าในการเดินทางเข้าในบางประเทศ (เช่น จีน อินเดีย และรัสเซีย) ในขณะที่นักท่องเที่ยวผู้ถือหนังสือเดินทางกลับต้องขอวีซ่าสำหรับเดินทางเข้าประเทศเหล่านั้น ในการเจรจาการเปิดเสรีการท่องเที่ยวใน Mode นี้ ควรมีการเจรจาเพื่อลดความไม่เท่าเทียวกันดังกล่าวนี้ นั่นคือในบางประเทศคู่เจรจาอาจจะเจรจาต่างตอบแทนโดยที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปกลับจากไทยในประเทศนั้นๆอาจจะขออนุมัติไม่ต้องทำวีซ่าได้ เช่นเดียวกับกรณีที่ประเทศไทยได้มีการตกลงไว้กับกลุ่มประเทศอาเซียน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การเจรจาใน Mode 2 ควรจะเน้นการให้ความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวมากกว่า เนื่องจากประเทศไทยและประเทศคู่เจรจาไม่ข้อห้ามหรือข้อจำกัดกับประชาชนในการเดินทางระหว่างประเทศ
ใน Mode 3: การเข้าไปจัดตั้งนิติบุคคลในประเทศผู้ใช้บริการหรือการตั้งสำนักงาน การเจรจาเพื่อลดอุปสรรคในการลงทุนตั้งธุรกิจและการถือหุ้นธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยวอาทิเช่น ร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม บริษัทตัวแทนท่องเที่ยว โดยประเด็นหลักจะเจรจาโดยทั่วไปจะเป็นในเรื่องของเงื่อนไขของทุนจดทะเบียนของต่างชาติและสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติ ซึ่งจะต้องศึกษาในส่วนของกฎระเบียบในการจัดตั้งธุรกิจบริการที่แตกต่าง โดยปัจจุบัน ยังมีกฎหมายที่จำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติบังคับใช้ อันเป็นอุปสรรคต่อการเปิดเสรีใน Mode นี้ โดยได้มีการกำหนด พรบ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งระบุไว้ว่าการตั้งธุรกิจเพื่อให้บริการที่เกี่ยวกับท่องเที่ยวเช่นกิจการโรงแรม (ยกเว้นการบริการจัดการโรงแรม) กิจการนำเที่ยว การขายอาหารและเครื่องดื่ม ถือเป็นธุรกิจในบัญชี 3 ซึ่งห้ามไม่ให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจนี้เนื่องจากคนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขัน แต่หากบริษัทต่างด้าวต้องการเข้ามาจัดตั้งธุรกิจในไทยและถือหุ้นเกินกว่ากึ่งหนึ่งจะต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งน่าจะมีความเป็นไปได้ที่ประเทศคู่เจรจาที่มีศักยภาพในการแข่งขันจะขอให้ประเทศไทยให้เปิดเสรีใน Mode นี้ แต่เมื่อพิจารณาของการเป็นผุ้ให้บริการ ประเทศไทยได้มีการเจรจาเพื่อขอเปิดร้านอาหารไทยยังต่างประเทศ อันเป็นการตอบสนองภายใต้ยุทธศาสตร์ “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ซึ่งเป็นอีหหนึ่งยุทธศาสตร์หลักที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าในปี 2549 จะสามารถเปิดร้านอาหารไทยในต่างประเทศได้ 10,000 แห่ง คิดเป็นรายได้ประมาณ 50,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ ปี 2546 ที่มีจำนวนร้านอาหารไทยในต่างประเทศอยู่ 7,000 แห่ง คิดเป็นรายได้ 35,000 ล้านบาท
ใน Mode 4: การเคลื่อนย้ายบุคลากร การเจรจาเพื่อลดอุปสรรคในการออกใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) วีซ่าทำงาน และเงื่อนไขการย้ายถิ่นที่อยู่ของ Business Visitor ผู้จัดการ ผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารชาวต่างประเทศที่มาจากการโอนย้ายภายในบริษัท และการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาประกอบอาชีพต่าง ๆ ในบริการการท่องเที่ยว ประเด็นหลักที่ประเทศไทยได้พิจารณาในส่วนนี้ก็คือ การขอให้พ่อครัวไทยสามารถไปทำงานในประเทศคู่เจรจาได้ โดยแต่ละประเทศได้กำหนดคุณสมบัติของพ่อครัวและมาตราฐานอื่นๆที่ต่างกัน เช่น จะต้องมีประสบการณ์ในการทำงานในร้านอาหารไทยอย่างต่ำ หรือต้องมีหนังสือรับรองการผ่านงาน เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันจะเห็นได้ว่าประเทศไทยได้มีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งพ่อครัวไปทำงานในต่างประเทศ โดยจากรูปแบบการให้บริการทั้ง 4 Mode พบว่า ประเด็นหลักในการเจรจานั้นไทยจะให้ความสำคัญต่อการเจรจาใน Mode 4 นี้มากกว่า Mode อื่นๆ และมากกว่าการที่จะลดอุปสรรคให้นักท่องเที่ยวให้มาใช้บริการในประเทศไทยเนื่องจากประเทศต่างๆ มักไม่มีข้อจำกัดหรือไม่มีข้อห้ามในการที่คนในประเทศเดินทางออกไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ และเหตุผลที่สำคัญอีกประการคือแรงงานในประเทศจำนวนมากยังคงมีความต้องการที่จะเดินทางไปประกอบอาชีพยังต่างประเทศ ดังเช่น อาชีพพ่อครัว นวดแผนโบราณ แต่ในกรณีของการเป็นผู้รับบริการ ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในการอนุญาตให้คนต่างชาตืเข้ามาทำงานในบางประเภทเช่น ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ โดยถ้าเป็นบุคคลธรรมดาต้องมีสัญชาติไทย
แต่อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ประเทศไทยประสบผลสำเร็จจากการเจรจาในแต่ละข้อเจรจาที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ประเทศไทยน่าจะได้รับประโยชน์มากกว่าที่จะเสียประโยชน์จากคู่เจรจาต่างๆไม่มากก็น้อย แต่อย่าวไรก็ตาม ประเด็นที่จำเป็นที่จะต้องพิจารณาคือ ประเทศไทยจะสามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์ที่จะได้มากแค่ไหน และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวควรที่ต้องปรับตัวอย่างไร ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องพยายามขจัดอุปสรรคและลดปัญหาที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนี้อย่างใดบ้าง ประเด็นต่างๆเหล่านี้ผมจะขอยกยอดไปไว้ในตอนต่อไปครับ
