ผมเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสได้ไปดู “โหมโรง (The Overture)” หนังไทยคุณภาพอีกเรื่องที่ว่ากันด้วยเรื่องของ “ดนตรีไทย” สาเหตุของการไปดูหนังเรื่องนี้เกิดจากความชอบดูหนังเป็นการส่วนตัว รวมถึงกระแสการบอกเล่าอย่างดีของเพื่อนฝูงที่ได้ดูก่อนหน้านี้ หลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วได้ค้นพบว่าหนังเรื่องนี้ให้แนวคิดอะไรหลายๆอย่าง โดยเฉพาะการปลูกจิตสำนึกบางอย่างของเราคนไทยที่อาจจะลืมเลือนไปแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกสร้างสำหรับคนไทย เพื่อคนไทยจริงๆ และเป็นหนังที่คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของความเป็นไทยอย่างเต็มเปี่ยม และเมื่อคุณดูจบ ผมคิดว่าคุณจะภาคภูมิใจในความเป็นคนไทยของเรา รวมถึงเราอาจจะต้องละอายที่บางครั้งหมางเมิน ไม่สนใจใยดีในศิลปะและวัฒนธรรมจากบรรพบุรุษ และหันไปชื่นชมบูชา สิ่งต่างๆที่หลั่งไหลมาจากตะวันตก จนมันครอบงำพวกเรา และสังคมไทยของเรา จนลูกหลานของเราไม่รู้จักที่จะได้มีโอกาสเรียนรู้ แง่มุมที่งดงามจากอดีตกาล จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดหลายๆหน่วยงานของภาครัฐถึงได้ตัดสินใจสนับสนุนหนังเรื่องนี้โดยทำการเพิ่มรอบตามโรงภาพยนต์ต่างๆ และในยังมีข่าวออกมาว่าเจ้าของหนังเองยังตัดสินใจประชาสัมพันธ์หนังไทยคุณภาพเรื่องนี้อีกครั้งด้วยวงเงินมหาศาล
ในส่วนหนึ่งของเรื่องที่กล่าวถึงช่วงที่รัฐบาลมีนโยบายปรับปรุงประเทศ และพลเมืองให้มีความทันสมัย เป็นอารยะตามแบบชาติตะวันตก มีกฏระเบียบมากมายออกมา ควบคุมศิลปวัฒนธรรมแขนงต่างๆ รวมทั้งดนตรีไทย “ศร” ตัวเอกของเรื่องที่นำแสดงโดยคุณอดุลย์ ดุลยรัตน์ ได้กล่าวไว้อย่างคร่าวๆว่า “ประเทศชาติจะเจริญได้อย่างไรถ้าคนในชาติขาดความเข้มแข็ง” ซึ่งความเข้มแข็งนี้หมายถึงความรักต่อศิลปะ ดนตรี และวัฒนธรรมไทย หลังจากที่ได้ยินประโยคนี้ ต้องขอบอกว่าเป็นประโยคที่ตรงกับการศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์อย่างมาก หลายท่านอาจจะสงสัยว่าเศรษฐศาสตร์เกี่ยวเนื่องกับแนวคิดนี้ได้อย่างไร ดังนั้นนักเศรษฐศาสตร์อย่างผมจึงได้เกิดความตั้งใจที่จะเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะใช้อธิบายประกอบต่อแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์กับสิ่งที่เราเรียกว่า “วัฒนธรรม” (Culture) โดยคำว่าวัฒนธรรมนี้ได้ขอกล่าวรวมไปถึงศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ได้เฉพาะเจาะจงแค่ในเรื่องของดนตรีเท่านั้น
แนวคิดของเศรษฐศาสตร์วัฒนธรรม (Cultural Economics) ไม่ได้เป็นแนวคิดใหม่แต่อย่างใด แต่ได้เคยมีการศึกษาไว้แล้วตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 โดยนาย เจเรมี เบนทัม (Jeremy Bentham) นักเศรษฐศาสตร์อรรถนิยมที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก โดยกล่าวไว้ว่าศิลปะและวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สัมผัสไม่ได้ (Intangibles) แต่สร้างความสุขให้กับผู้ที่เข้าไปสัมผัสได้ ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าศิลปะและวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเราและการดำเนินชีวิตของเรามาช้านาน อย่างไรก็ดีได้มีการศึกษาค้นพบว่าศิลปะและวัฒนธรรมนี้เองเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญอย่างหนึ่งต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) โดยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งนั้นได้เกิดจากการเปลี่ยบแปลงทางเทคโนโลยี (Technology Change) แต่ก่อนหน้านี้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีถูกอธิบายในแง่มุมของทางประดิษฐ์คิดค้นอะไรใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาปรับปรุงทางวิทยาศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในปัจจุบันรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีก็ยังเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยียังนำมาสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในปัจจุบันมีที่มาอยู่ 3 ทาง อย่างแรกคือการศึกษาค้นคว้าวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งนำมาสู่การปรับปรุงของของเทคโนโลยีทางกายภาพ (Physical Technology) อย่างที่สองคือการศึกษาและค้นคว้าทางด้านสังคมวิทยา (Social Science) และมนุษย์ศาสตร์ (Humanity) อันจะนำมาสู่การปรับปรุงทางด้านของเทคโนโลยีในองค์กร (Organization Technology) ซึ่งเป็นกระบวนการที่กล่าวถึงการจัดการและกระตุ้นการใช้ทุน แรงงาน และเทคโนโลยีอย่างเหมาะสมในองค์กร อย่างสุดท้ายคือการศึกษาและค้าคว้าและรักษางานทางศิลปะและวัฒนธรรมซึ่งจะนำมาสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและบริการ การโฆษณา และกการออกแบบอะไรขึ้นมาใหม่โดยใช้แนวคิดหรือวัฒนธรรมเดิมๆที่เรามีอยู่ (Cultural New Design) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสองอย่างแรกนั้นโดยทั่วจะกระทำโดยนักวิจัยและนักวิชาการตามหน่วงงานต่างๆ แต่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมนั้นจะกระทำโดยประชาชนทั่วไป และศิลปินมืออาชีพและมือสมัครเล่นในแต่ละสาขา เช่นจิตรกร นักประพันธ์เพลง นักปั้น เป็นต้น โดยศิลปะไม่ได้ถูกจำกัดสำหรับคนเฉพาะกลุ่ม แต่สามารถกระทำได้จากคนทุกสาขาอาชีพ
สิ่งเหล่านี้ถ้าคุณผู้อ่านลองมองรอบๆตัวก็จะเห็นถึงสิ่งที่เราได้มีการนำวัฒนธรรมไทยมาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการต่างๆมากมาย ในส่วนของสินค้าเราอาจจะสามารถเดินหาดูได้ง่ายตามสวนจตุจักรหรือสีลมไนท์พลาซ่า เราจะเห็น แจกัน แก้ว และสินค้าอื่นๆมากมายที่มีการประยุกษ์ใช้ในแบบรูปลักษณ์ของความเป็นไทยตั้งขายไว้อยู่มาก ในแง่ของสินค้าบริการ ยกตัวอย่างเช่นดนตรี (อย่างที่ใช้เนื้อหาของหนังกล่าวไว้ตอนต้น) ก็ยังมีการใช้แนวดนตรีแบบไทยมาปรับปรุงหรือปรับแต่ง (Re-arrange) ให้เป็นดนตรีในรูปแบบต่างๆมากมาย สิ่งเหล่านี้ภาษาทางการตลาดเขาเรียกว่าการสร้าง Product Unique หรือการมีสินค้าที่เป็นรูปแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งยังนำมาสู่ความแปลกใหม่ในตัวสินค้า (Product Differentiation/ Diversification) เองอีกด้วย ความเฉพาะเจาะจงของสินค้ายังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในตัวสินค้า และนำมาสู่การเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพของสินค้าทุน (Quality and Efficiency of Capital)
นอกจากนี้ศิลปะและวัฒนธรรมยังสร้างคุณภาพและประสิทธิภาพของคนในประเทศ (Quality and Efficiency of Human Resource) ไปในคราวเดียวกันอีกด้วย โดยผ่านกระบวนการที่ทางเศรษฐศาสตร์ตามแนวคิดของอรรถนิยม (Utilitarianism) คือการสร้างสร้างความสุขในรูปแบบของแต่ละคน (Form of Hapinesses) โดยศิลปะและวัฒนธรรมไม่ว่าจะแขนงไหน (ไทยก็ดี เทศก็ได้) ได้สร้างความสุขให้กับผู้รับฟังหรือสัมผัสกับศิลปะนั้นๆ และยังเป็นการสร้างความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาการสู่ประสิทธิภาพการทำงานและดำเนินชีวิตของมนุษย์ต่อไปได้ (ซึ่งผมขอตัวไม่กล่าวถึงเรื่องนี้มาก เพราะน่าจะมีผู้ที่ได้เคยศึกษาในเรื่องของศิลปะและวัฒนธรรมต่อทรัพยากรมนุษย์ไว้ในสาขาวิชาอื่นๆแล้ว) แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้จึงได้ใช้อธิบายถึงแนวคิดของเศรษฐศาสตร์ประกอบกับเนื้อหาของหนังไทย “โหมโรง” เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ดี เราสามารถที่จะสรุปได้ว่า ในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ (New Economy) นั้นศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี และความคิดสร้างสรรค์ต่างๆเป็นแหล่งที่มาของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Source of Economic Growth) ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรจะมี”กฎหมายบังคับ” และกระบวนกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเพื่อปกป้องให้ “ศิลปะและความสร้างสรรค์ “ เหล่านั้นดำรงสืบต่อไป
