08 มีนาคม 2547

การสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทข้ามชาติกับบริษัทในประเทศ: นโยบายและกลยุทธ์



บทความหนึ่งของผม อันว่าด้วยเรื่องการสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทข้ามชาติกับบริษัทในประเทศ หรือ Promote Linkage ได้รับความกรุณาตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ Post Today ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นที่น่ายินดีตามมาว่าบทความนี้ได้รับความสนใจจากคุณสมโพธิ เทียนทอง ของบริษัทโปรลิงค์ จำกัด (Pro-Link) ได้กรุณานำบทความนี้ไปออกอากาศในรายการ “ประเด็นร้อน” ที่ช่อง 3 ในเวลาต่อมา ทางกระผมซึ่งเป็นผู้เขียนบทความชิ้นนั้นจึงขอขอบพระคุณคุณสมโพธิและทีมงานมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ดังนั้นสิ่งที่ผมควรจะกระทำต่อเนื่องก็คือ ผมขอถือโอกาสนี้เขียนเรื่อง Promote Linkage เพิ่มเติม เนื่องจากผมไม่ได้อธิบายเนื้อความของนโยบายนี้มากนักจากบทความแรก บทความฉบับนี้จึงของเริ่มต้นจากการอธิบายนโยบาย Promote Linkage มาแบบคร่าวๆก่อน และต่อเนื่องโดยการกล่าวถึงกลยุทธ์ (Strategies) และนโยบายของภาครัฐบาลอันจะนำมาซึ่งความสำเร็จของการสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทข้ามชาติและบริษัทในประเทศนี้ได้อย่างยั่งยืน

นโยบายสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทข้ามชาติกับบริษัทในประเทศ (Promote Linkages) นี้เป็นแนวคิดดั้งเดิมของ “UNCTAD” (The United Nations Conference on Trade and Development) ในรายงาน World Investment Report อันนโยบายนี้โดยหลักการแล้วเราจะสามารถกล่าวได้ว่าประเทศกำลังพัฒนา (Developing countries) โดยส่วนใหญ่นั้นจะเน้นในเรื่องการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) เป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยแต่ละประเทศต้อง”แข่งขัน” กันเพื่อเป็นเจ้าบ้าน (Host countries) ในการแย่งชิงเงินทุนจากประเทศผู้เป็นแหล่งที่มาของการลงทุนทางตรงเหล่านั้น (Source countries) ดังนั้นการที่แต่ละประเทศจะสนับสนุนการลงทุนทางตรงเปล่านั้นจะสามารถกระทำได้จากหลายกลยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการสร้างความพร้อมและศักยภาพของเศรษฐกิจมหภาคโดยรวม การเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในประเทศในรูปแบบของการชำนาญการในแต่ละอุตสาหกรรมเฉพาะ (Specialization) ซึ่งยังนำมาสู่การรวมกลุ่มทางธุรกิจ (Cluster) ในเวลาต่อมา รวมถึงการมีแรงงานที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังรวมถึงการใช้กลยุทธ์ทาง “การตลาด” เพื่อเป็นการดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศอีกทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการให้การจูงใจต่างๆทั้งในรูปแบบภาษีและไม่ใช่ภาษี (Tax/ Non-Tax Incentives) รวมถึงการออก “โรดโชว์” ของภาคธุรกิจและรัฐบาลที่หลายๆท่านอาจจะเห็นได้จากข่าวที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์และนโยบายการดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศนี้ (FDI Promotion Policies/ Strategies) ซึ่งได้นำมาสู่การสร้างความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในประเทศ (Competitiveness of domestic enterprises) และการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีระหว่างบุคลากรและองค์กร (Diffusing skills, knowledge, and technology)

อย่างไรก็ดี ในส่วนตัวของผมเองขอไม่กล่าวสรุปว่าการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศจะมีผลดีกับบ้านเราเสมอไป เนื่องจากความแตกต่างของรูปแบบของการลงทุนนั้นไม่ได้เป็นรูปแบบที่ตายตัว รวมถึงยังแตกต่างไปตาม sector อีกด้วย รูปแบบต่างๆเหล่านั้นยังมีปัจจัยเกี่ยวเนื่องไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการต่อรองในเชิงธุรกิจระหว่างบริษัท สภาพความพร้อมของผู้ประกอบการในประเทศเอง รวมถึงระบบบุคคลากรและสาธารณูปโภคต่างๆอันจะเอื้อในการรองรับการลงทุนเหล่านั้น อันการปราศจากซึ่งปัจจัยความพร้อมต่างๆเหล่านี้อาจจะส่งผลให้ประเทศไทยไม่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศได้เท่าที่ควร นอกจากนั้นอาจจะเป็นการสร้างอำนาจตลาด (Market power) ให้กับบริษัทข้ามชาติเหล่านั้นในบ้านเราก็เป็นได้ บริษัทในประเทศเองังต้องประสบปัญหาไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติเหล่านั้นได้ ดังนั้นการสนับสนุนให้มีการลงทุนจากต่างประเทษจึงเปรียบได้ดั่งดาบสองคมที่ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าจะพิจารณาและตระหนักถึงคมด้านไหนมากกว่ากัน

ในบทความที่แล้วผมได้สนับสนุนนโยบาย Backward Linkage อันจะเป็นนโยบายที่บริษัทในประเทศน่าจะได้ประโยชน์กับการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศมากที่สุดซึ่งกล่าวถึงการเชื่อมต่อระหว่างบริษัทในประเทศผู้ทำหน้าที่เป็นเสมือน “ต้นน้ำ” สู่บริษัทต่างประเทศ (Foreign affiliates) ที่เป็นเสมือนดั่ง “ปลายน้ำ” อันนำมาซึ่งการถ่ายทอดสินทรัพย์ทั้งแบบที่จับต้องได้ (Tangible asset) และสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible asset) เพื่อเป็นการยกระดับ (Upgrade) บริษัทในประเทศทั้งในส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และในส่วนการเพิ่มการจ้างงาน แต่อย่างไรก็ตามผมต้องขออธิบายให้ทราบก่อนล่วงหน้าว่าประโยชน์จากนโยบายการสนับสนุนความสัมพันธ์นั้นจะได้รับไม่เท่ากันในแต่ละประเทศและแต่ละอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่นประเทศที่มีการปกป้องในอุตสาหกรรมสูงจะทำให้แรงจูงใจของบริษัทข้ามชาติในการที่จะดำเนินการถ่ายทองทางเทคโนโลยีและเพิ่มประสิทธิภาพให้บริษัทในประเทศเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย แต่ในทางตรงกันข้ามกับบางประเทศที่จะได้รับประโยชน์จาก Promote linkages มากกว่าถ้าประเทศนั้นเป็นประเทศที่เปิดเสรีในการลงทุนมากกว่า นอกจากนี้ประโยชน์ที่บริษัทในประเทศจะได้จาก Promote linkages ก็ยังขึ้นอยู่กับสภาวะความสัมพันธ์ (Nature of relationship) ของบริษัทในรูปแบบต่างๆอีกด้วย ตัวอย่างเช่นถ้าบริษัทในประเทศทำหน้าที่ในการ supply สินค้าพื้นฐานที่อาจจะไม่ได้ใช้เทคโนโลยีในการผลิตมากนัก ก็จะได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้หรือการถ่ายทอดจากบริษัทต่างประเทศเหล่านั้นน้อย แต่ในขณะเดียวกันถ้าบริษัทในประเทศเป็นผู้ supply สินค้าที่ต้องใช้กำลังคนที่มีประสิทธิภาพ และใช้เทคโนโลยีสูงในการผลิต ผู้ผลิตในประเทศเหล่านั้นจะได้ประโยชน์จากนโยบาย Promote linkage มากกว่า นอกจากนั้นการจัดการระบบโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) ยังมีความสัมพันธ์โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่บริษัทข้ามชาติต้องพึ่งพาการจัดซื้อวัตถุดิบหรือสินค้าจากบริษัทในประเทศเป็นสัดส่วนที่มาก โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้ในบางครั้งยังได้มีการเซ็นสัญญาการจัดซื้อไว้ล่วงหน้าอีกด้วย (Contract manufacturers) ดังนั้นนโยบาย Promote linkages จะนำมาซึ่งการสนับสนุนความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและประโยชน์จะตกกับบริษัทในประเทศเป็นจำนวนมากกว่าอุตสาหกรรมอื่นอันจะเห็นได้จากอุตสาหกรรมรถยนต์และอีเล็คโทรนิคต่างๆ ในประเทศ เป็นต้น

ดังนั้นบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยควรที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้ประกอบไทย (Supplier Development Program) โดยอาจจะเน้นหลังไปในด้านของ การสร้างประสิทธิภาพของผู้ประกอบการอันนำมาสู่การถ่ายทอดทางเทคโนโลยี (Ensuring efficient supply to technology transfer) การฝึกอบรมผู้ประกอบการไทยเหล่านั้น (training Supplier’s staff) การให้ข้อมูลข่าวสารในรูปแบบธุรกิจร่วม (providing business-related information) และการให้การสนับสนุนทางการเงินเท่าที่จำเป็น (lending financial support) ซึ่งการร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการไทยซึ่งเป็น supplier และบริษัทข้ามชาติซึ่งเป็น “ผู้ซื้อ” นั้นเป็นตัวขับเคลื่อนความสามารถของผู้ประกอบการไทยอีกทางหนึ่งในการสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ ยังมาสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในเวลาต่อมา

แต่อย่างไรก็ดีอาจจะมีคำถามกลับมาว่ารัฐบาลควรจะเป็นตัวกลางในการสนับสนุนนโยบาย promote linkage นี่อย่างไร สิ่งที่รัฐบาลทำได้ก็คือการ “ลดช่องว่าง” ในการหาข้อมูลข่าวสาร (Information gap) ระหว่างบริษัทในประเทศและบริษัทข้ามชาติเหล่านั้นอันนำมาสู่การร่วมมือกันในอนาคต ดังนั้นนโยบายการสนับสนุนความสัมพันธ์ (Promote linkage policy) สามารถนำมาสู่การจัดตั้งโปรแกรมสนับสนุนความสัมพันธ์ (Promote linkage program) ซึ่งรัฐบาลควรที่จะมีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางสนับสนุน สิ่งที่ควรคำนึงถึงอันดับแรกก็คือการเชื่อมโยงนโยบาย Promote linkage นี้ต่อผู้ประกอบการไทยได้อย่างไร โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME Development) ที่ดำเนินธุรกรรมเกี่ยวกับการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศมาก (FDI promotion) ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้เพื่อเฉพาะ 1) สร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างบริษัทเท่านั้น (create new backward linkage) แต่ยังเป็นการ 2) ยกระดับและสนับสนุนความสัมพันธ์อันเดิมของบริษัทที่อาจจะมีอยู่แล้วให้แน่นแฟ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น (Deepen and upgrade existing linkages) โดยในส่วนของการสร้างความสัมพันธ์ใหม่สามารถกระทำได้ในกลยุทธ์ต่างๆดังนี้

การถ่ายทอดทางเทคโนโลยี (Transferring of Technology)
• บริษัทต่างชาติควรสนับสนุนการใช้โปรแกรมหรือซอล์ฟแวร์ใหม่ๆแก่บริษัทในประเทศ อาจจะรวมถึงการใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ใหม่

• บริษัทต่างชาติควรเป็นที่ปรึกษาแก่บริษัทในประเทศให้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านการวางแผนการผลิต (Production planning) การควบคุมคุณภาพของสินค้า (Quality management) และการตรวจสอบสภาพของสินค้า (Inspection and testing)

• ประเมินผลความสามารถและ feedback ของบริษัทในประเทศหลังจากถ่ายทอดแล้วร่วมมือการในการทำวิจัยและค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ (Collaboration in R&D) อาจจะมีการปฏิบัติกิจกรรมร่วมในรูปแบบของชมรม (cooperation club) ระหว่างวิศวกรไทยกับวิศวกรของบริษัทต่างชาติ

• นอกจากนี้ยังอาจจะสนับสนุนการร่วมมือกันในรูปแบบของการพัฒนาองค์กรโดยส่วนรวมในด้านต่างๆ เช่นการจัดเก็บสินค้า (inventory management) การประกันคุณภาพสินค้า (quality assurance systems) และพัฒนาระบบการเชื่อมโยงไปสู่ระบบการเงิน การจัดซื้อ และการตลาดของผู้ประกอบการไทย เป็นต้น

การฝึกอบรม (Providing training)
• มีการจัดการฝึกอบรมร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการไทย กับลูกจ้างของบริษัทต่างประเทศ

• การฝึกอบรมอาจจะรวมไปถึงการฝึกอบรมในโรงงาน (In-plant training) เพื่อเป็นการเรียนรู้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

• ควรสนับสนุนการฝึกอบรมร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการไทยเอง ไม่ว่าจะเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั้งทักษะทางภาษาอังกฤษและภาษาต่างๆ เพื่อเป็นการเสริมสร้างประสิทธิภาพของผู้ประกอบการไทยเองอีกด้วย

• อาจจะมีการฝึกอบรมร่วมกับหน่วยงานในต่างประเทศ (International agency) ที่เกี่ยวข้อง

การกระจายข้อมูลข่าวสาร (Sharing information)
• ควรสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ไม่ว่าจะเป็นในด้านการวางการวางแผนทางธุรกิจหรือจุดมุ่งหมายของบริษัทในอนาคต

• บริษัทต่างชาติควรมีการให้ข้อมูลข่าวสาร เช่นในด้านการตลาดแก่ผู้ประกอบการไทย

การสนับสนุนทางการเงิน (Financial support)
• บริษัทต่างชาติควรให้ราคาพิเศษแก่ผู้ประกอบการไทยที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ไม่ควรมีการกดราคามากจนเกินไป ซึ่งรัฐบาลควรเข้ามาควบคุมในจุดนี้

• บริษัทต่างชาติอาจจะสามารถเป็นที่ปรึกษาแก่ผู้ประกอบการไทยในการบริหารเงิน รวมถึงการบริหารเงินสำหรับการจัดซื้อและการจ่ายเงินล่วงหน้า รวมถึงการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเท่าที่จำเป็น

• บริษัทต่างชาติสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการเงินในระยะยาว (Long-term financial assistance) แก่ผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นการค้ำประกันเงินกู้ (Guarantees for bank loans) หรืออาจจะมีการจัดตั้งกองทุนสำหรับผู้ประกอบการไทยไว้ใช้เมื่อถึงคราวจำเป็น รวมถึงอาจจะมีการกระจายต้นทุนร่วมกันในบางโครงการที่สำคัญกับผู้ประกอบการไทย (Sharing cost of specific projects)

• รัฐบาลเองอาจจะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเงิน (Co-financing development) ในบางโครงการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการไทยมาก

ในท้ายที่สุดรัฐบาลควรจะจัดตั้งหน่วยงานที่จะเข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลและประเมินผลนโยบายสนับสนุนความสัมพันธ์นี้ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต ยังส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย หรือบริษัทในประเทศได้รับผลประโยชน์จากบริษัทต่างชาติเหล่านั้นให้มากที่สุด หน่วยงานที่กำกับดูแลนั้นควรจะเป็นในรูปแบบของการมีภาคเอกชนเข้ามาเกี่ยวเนื่องให้มากที่สุด อย่างไรก็ดีนโยบายการสนับสนุนความสัมพันธ์นี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ในแต่ละภาคอุตสาหกรรมและ แต่ละช่วงเวลาเพื่อความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจไทยในยุคโลกาภิวัตร์ต่อไป