ปัจจุบันสามารถที่จะกล่าวได้ได้ว่า ธุรกิจภาพยนต์ไทยมีการแข่งขันสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ทางด้านการผลิตที่มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น และมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นที่ยอมรับจากผู้สร้างภาพยนต์จากต่างประเทศ จากสถานภาพดังกล่าว รัฐบาลไทยจึงมีนโยบายเชิงรุกในการสนับสนุนใหไทยเปนแหลงผลิตภาพยนตรที่มีคุณภาพ ครบวงจรดวยความพรอมทุก ๆ ดานไมวาจะเปน สถานที่ถายทํา บุคลากร และสิ่งอํานวยความสะดวกต่างๆ อันสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่จะเป็น “Hollywood of Asia” นอกจากนี้ยังสนับสนุนใหมีการสงออกภาพยนตรไปยังตางประเทศโดยมีตลาดรองรับหลักเช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย เป็นต้น การจัดตั้งเขตการคาเสรีที่เป็นยุทธศาสตร์หลักอีกอย่างหนึ่งของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศจากการลดอุปสรรคทั้งทางด้านการค้าและทางด้านบริการ โดยในแง่มุมของธุรกิจภาพยนตร์นั้นจะอยู่ในหมวดของการค้าบริการ (Trade in Services) ภายใต้ข้อตกลงขององค์การการค้าโลก โดยสามารถแบ่งเป็น ให้บริการสามารถแบ่งได้เป็น 4 รูปแบบ (Modes of Supply หรือ เรียกสั้น ๆว่า Mode 1 - Mode 4) ดังนี้
Mode 1: การให้บริการข้ามพรมแดน (Cross Border Supply): การค้าบริการที่ผู้ให้บริการอยู่คนละที่กับผู้รับบริการ เช่น การซื้อ DVD และแผ่นหนังผ่านบริการพาณิชย์อิเล็คโทรนิค (electronic commerce)
Mode 2: การบริโภคข้ามพรมแดน (Consumption Aboard): การที่ผู้รับบริการเดินทางไปใช้บริการในประเทศของผู้ให้บริการ เช่น การที่บริษัทผลิตภาพยนต์ต่างชาติเข้ามาขอถ่ายทำในประเทศไทย
Mode 3: การตั้งสำนักงาน (Commercial Presence): การที่ผู้ให้บริการจัดตั้งสำนักงานเพื่อให้บริการในประเทศของผู้รับบริการ เช่น การที่บริษัทภาพยนตร์ออกไปตั้งสำนักงานในต่างประเทศเพื่อสำหรับจัดจำหน่ายภาพยนตร์ในตลาดต่างประเทศ
Mode 4: การเคลื่อนย้ายบุคลากร (Movement of Natural Persons): การที่ผู้ให้บริการ เดินทางไปให้บริการในประเทศผู้รับบริการ เช่นการที่นักแสดงหรือศิลปินนักร้องของไทยเดินทางไปทำงานต่างประเทศ หรือนักแสดงจากต่างชาติเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย
เมื่อพิจารณาในส่วนของ Mode 2 แต่เพียงอย่างเดียว โดยสังเกตจากรายได้ในกลุ่มธุรกิจภาพยนตร โดยเฉพาะอยางยิ่งธุรกิจการรับจางผลิตภาพยนตร และธุรกิจประสานงานการถายทําภาพยนตรแล้วนับไดวามีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 3 เทาภายในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา หรือไม่น้อยกว่าประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี
โดยในปี 2546 ผู้ผลิตภาพยนตร์จากต่างประเทศขอเข้ามาภ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยทั้งหมด 388 เรื่อง โดยแบ่งเป็นภาพยนตร์สารคดี 185 เรื่อง ภาพยนต์โฆษณา 162 เรื่อง ภาพยนตร์เรื่องยาว ภาพยนต์โทรทัศน์ และมิวสิควีดีโอรวม 41 เรื่อง โดยประเทศหลักที่นิยมขอเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยคือ ญี่ปุ่น (154 เรื่อง), ยุโรป (69 เรื่อง), จีนและฮ่องกง (29 เรื่อง), อินเดีย (8 เรื่อง), และอื่นๆ (128 เรื่อง) โดยที่เมื่อสังเกตุจากประเทศที่นิยมเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์แล้วจะเห็นได้ว่าเป็นประเทศเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ไทยได้มีข้อตกลงหรือกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเขตการค้าเสรีในระดับทวิภาคี (Bilateral Free Trade Agreement) แทบทั้งสิ้น ดังนั้นจึงมีความเป็นได้ที่ผุ้ประกอบการธุรกิจภาพยนต์ในประเทศไทยจะใช้นโยบายจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีดังกล่าวธุรกิจภาพยนตร์ในประเทศไทย
แต่อย่างไรก็ตาม ในยังมีข้อควรคำนึงถึงก็คือ 1) ผู้ผลิตภาพยนตร์ไทยมีความพร้อมหรือไม่ประการใด, 2) ผู้ผลิตภาพยนตร์ไทยควรที่จะเตรียมความพร้อมอย่างไรและ 3) ภาครัฐบาลจะสามารถสนับสนุนได้อย่างไร โดยปัจจุบันการกำกับควบคุมดูแลธุรกิจการผลิตภาพยนตรยังอยูภายใตกฎหมายดังตอไปนี้
- พระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจของคนตางดาว พ.ศ. 2542 โดยธุรกิจการผลิตภาพยนตร สารคดี จัดอยูในบัญชี 3 ซึ่งหามไมใหคนตางดาวประกอบธุรกิจนี้เวนแตจะไดรับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการคา
- พระราชบัญญัติภาพยนตร์ ป พ.ศ. 2473 (แกไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2479 และ พ.ศ. 2515) ซึ่งมีขอบัญญัติดานการสราง การจัดฉายภาพยนตร การตรวจสอบกอนการจัดฉายหรือสงออกภาพยนตรรวมทั้งตองมีการยื่นขออนุมัติจากคณะกรรมการกิจการภาพยนตร หากจะสงออกภาพยนตร ที่มีการกําหนดการสราง และจัดฉายภาพยนตร ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย จะตรวจสอบ และบังคับใชกฎหมาย
ซึ่งเมื่อพิจารณาดูจากขอกฎหมายแลวจะเห็นไดวา ประเทศไทยค่อนข้างที่จะมีนโยบายเปิดกวางในการอนุญาตให้บริษัทภาพยนตร์ต่างชาติเข้ามาถ่ายทำในประเทศ และไมไดมีขอจํากัดใดๆที่เปนอุปสรรคตอการผลิตและสงออกภาพยนตร ไมวาจะเปนเรื่องโควตาการนําเขา การสงออกภาพยนตร รวมไปถึงการอุดหนุนจากรัฐบาลในการนำเข้าเครื่องมือที่ใช้ในการถ่ายทำในอัตราภาษีค่อนข้างต่ำ
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงการพัฒนาธุรกิจภาพยนตร์ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแนวทางสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทย หรือการสนับสนุนการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยโดยกลุ่มประสานกิจการภาพยนตร์ สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวได้รับการเลื่อนสถานะภาพจากสมาชิกชั่วคราวเป็นสมาชิกสามัญของสมาคมกรรมการภาพยนตร์นานาชาติ (Association of Film Commissioners International - AFCI) แล้ว โดยได้รับหนังสือรับรองและใบประกาศอย่างเป็นทางการจากสมาคมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา การที่ประเทศไทยได้รับเลื่อนสถานภาพเป็นสมาชิกสามัญในครั้งนี้ นับว่าจะเป็นประโยชน์จากการที่ประเทศไทยได้มีรายชื่ออยู่ในหนังสือนามสงเคราะห์และในเวปไซต์ของสมาคม ซึ่งจะทำให้ไม่เสียโอกาสที่จะได้รับการติดต่อจากผู้สร้างภาพยนตร์จากทั่วโลก และตรา AFCI ยังเป็นเครื่องหมายยืนยันมาตรฐานการให้บริการในส่วนของภาครัฐ เป็นการให้ความมั่นใจแก่ผู้สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศที่มาถ่ายทำในประเทศไทย
โดยที่ AFCI เป็นสมาคมของหน่วยงานของประเทศต่างๆที่ทำงานด้านบริการผู้ถ่ายทำภาพยนตร์ตั้งขึ้นโดยกลุ่มผู้ทำงานด้านภาพยนตร์ภาคราชการในสหรัฐอเมริกาเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา วัตถุประสงค์ของสมาคมคือเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ทำงานในอุตสาหกรรมนี้สามารถทำงานได้อย่างสะดวกสบาย โดยสามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศและท้องถิ่นสมาคม หน่วยงานที่เป็นสมาชิก AFCI จะต้องมีขีดความสามารถในด้านการให้บริการอำนวยความสะดวกในการขออนุญาตต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทำภาพยนตร์ เช่นการขอทำวีซ่า การนำอุปกรณ์ถ่ายทำเข้าและออกจากประเทศ การขออนุญาตปิดถนน การขออนุญาตใช้สถานที่ราชการ การสร้างฉากในพื้นที่สาธารณะ การใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวน หรือเขตโบราณสถาน การใช้คลื่นวิทยุสื่อสาร และการขออนุญาตอื่นๆที่เกี่ยวข้อง รวมตลอดไปถึงการเสียภาษีนักแสดง และผู้ทำงานในกองถ่ายนอกจากนี้ยังต้องสามารถประสานด้านการข่าวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและให้การรักษาความปลอดภัยแก่ผู้ทำงาน รวมทั้งประสานกับประชาชนและองค์กรส่วนท้องถิ่นเพื่อให้เกิดความราบรื่นในการทำงาน และป้องกัน แก้ปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างฝ่ายต่างๆในระหว่างการทำงานด้วย การให้บริการของประเทศสมาชิกจะต้องเป็นการให้เปล่า จะคิดค่าใช้จ่ายได้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น ประโยชน์ที่ได้จากการเป็นสมาชิก นอกเหนือจากการได้รับบรรจุชื่อในบัญชีรายชื่อสมาชิกซึ่งจะปรากฏในหนังสือนามสงเคราะห์และเวปไซต์ของสมาคมฯ ซึ่งจะทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศจากทั่วโลกสามารถติดต่อกับสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้อย่างสะดวกและง่ายดาย คือ ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสที่จะได้ลูกค้าผู้สร้างภาพยนตร์มากขึ้น นอกจากนี้การเป็นสมาชิก AFCI เป็นการรับรองมาตรฐานของการบริการภาครัฐ ให้ความอุ่นใจและมั่นใจแก่ผู้สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศว่าการมาทำงานในประเทศไทยจะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากรัฐบาลในทุกขั้นตอน
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในประเทศไทยรวมถึงรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับผลของการเจรจาที่อาจจะเกิดขึ้นในแต่ละประเทศ หรือตามที่ประเทศคู่เจรจาเรียกร้องเช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุน และจีน ตองการใหไทยเปดตลาดให้มากขึ้นทางด้านอื่นๆเช่น ยกเลิกการจำกัดจํานวนของผู้ประกอบการต่างประเทศ มีข้อตกลงของการผลิตร่วมกัน (Co-Production Agreement) การเพิ่มสัดสวนผูถือหุนตางชาติในบริษัทผุ้ผลิตของไทย และขจัดปัญหาการละเมิดลิขสิทธ เป็นต้น ทั้งนี้ในด้านของผู้ประกอบการรวมไปถึงภาครัฐบาลจำเป็นที่จะตองเตรียมพรอมโดยการทําการศึกษาความตองการของตลาดเพื่อพัฒนาการผลิตผลงานบันเทิงใหสอดคลองกับความตองการของตลาด และให้ทันกับเทคโนโลยีที่มีการพัฒนากาวหนายอย่างต่อเนื่อง การสรางสิ่งจูงใจใหตางชาติอยากเขามาถายทําภาพยนตรในไทย และปรับปรุงกฎระเบียบภายในเพื่อเปนการอํานวยความสะดวกการขออนุญาตเขามาถายทําภาพยนตรในไทย การใชมาตรการทางด้านภาษี เป็นอีกมาตรการหนึ่งในการบรรลุจุดมุ่งหมายดังกล่าว ดังนั้นเพื่อรองรับการเปดเสรีบริการธุรกิจบันเทิงในอนาคต ผูประกอบการไทยจะตองเตรียมพรอมปรับตัวเองใหเขากับยุคของการแขงขันเสรี ที่ผูแพทายที่สุดจะคอย ๆ หายไปจากตลาด เหลือแตผูประกอบการที่แข็งแกรง และในท้ายที่สุดผลประโยชนทั้งหมดก็ตกแกผูบริโภคในประเทศนั้นเอง
