จากบทความที่ผลได้เขียนลงโพสต์ทูเดย์เมื่อวันที่ 5 และ 12 มกราคมที่ผ่านมาเรื่อง “ชีวิตคนเรานั้น..มีค่ามหาศาล” อันเป็นบทความที่เกี่ยวข้องการกับวัดมูลค่าชิวิตเชิงสถิติ (Statistical Life Value) อันเป็นกระบวนการที่เป็นประโยชน์อย่างมากไม่เพียงแต่ทางด้านวิชาการแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความสำคัญกับผู้วางนโยบายเพื่อเข้าใจถึงผลเสียและผลได้ (Cost-Benefit) เมื่อทำการกำหนดนโยบายนั้นๆ ได้มีท่านผู้อ่านได้กรุณาส่งข้อมูลที่น่าสนใจมาที่ผม ผมขอถือโอกาสสรุปข้อมูลดังกล่าวไว้ในบทความทันเศรษฐกิจในวันนี่ครับ
บทความได้ศึกษากรณีตัวอย่างของโครงการ “สร้างเสริมคุณภาพชีวิตคนทำงานจังหวัดชลบุรี ปี พ.ศ. 2549 -2552” ซึ่งจังหวัดชลบุรีนั้นเป็นจังหวัดที่เป็นกรณีตัวอย่างที่ดีเนื่องจากเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ในภาคตะวันออก มีประชากรมากกว่าหนึ่งล้านคนและประชากรวัยแรงงานมากกว่าห้าแสนคน เป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาอุตสาหกรรมอีสเทิรนส์ซีบอร์ด โดยเป็นพื้นที่ที่เกิดการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงประมาณยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การเกิดนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่ง มีจำนวนแรงงานมากกว่าสองแสนคน ผลของการพัฒนาอย่างรวดเร็วและขาดการวางแผนและการมองปัญหาในอนาคตกลับพบว่า ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่ลดลง คดีอาชญากรรมมีสถิติมากขึ้นและรุนแรงขึ้น คดีข่มขืน ปัญหาเด็กวัยรุ่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาโรคเอดส์ ปัญหาการทำแท้ง ปัญหาครอบครัวแตกแยก และ ปัญหาหนี้สิน เป็นต้น ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมากในเขตกรุงเทพมหานคร
การดำเนินของคณะทำงานโครงการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตคนทำงานจังหวัดชลบุรีได้กำหนดว่าแรงงานทำงานเป็นกลุ่มสำคัญและมีบทบาทมากในการขับเคลื่อนสังคม โดรงการได้เน้นการมีส่วนร่วมแบบบูรณาการ การสร้างเครือข่าย การรับรู้และการทำไปพร้อมกันในทุกๆส่วน รวมไปถึงการจัดตั้งเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อันกำหนดจุดมุ่งหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ในช่วงปี พ.ศ.2549 -2552 ของการดำเนินงานโครงการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตคนทำงานจังหวัดชลบุรี เป็นการดำเนินงานที่เน้นการวางรากฐานการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทำงานเพื่อความยั่งยืนในการดำเนินงานต่อไปในอนาคต โดยจุดมุ่งหมายที่กำหนดจะเน้นที่ “ความสุข” มากกว่าปัจจัยทางด้านตัวเงิน รายได้ หรือปัจจัยอื่นๆทางด้านวัตถุ
โดยคำถามที่จะต้องตอบให้ได้ก็คือ “ความสุขคืออะไร” และ “สามารถวัดได้อย่างไร” จากโครงการดังกล่าวคณะทำงานได้กำหนดว่าความสุขสามารถมาได้จาก 1.ความสุขในการทำงาน , 2. สุขภาพกายและจิตใจที่ดี , 3.มีความมั่นคงในชีวิตทั้งด้านการงาน เศรษฐกิจ และสังคม, 4. เป็นบุคลากรที่สำคัญขององค์กรและ ประเทศชาติ, 5.มีความเป็นมืออาชีพในงานของตน, 6.วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนทำงานดีขึ้น, 7. มีครอบครัวที่อบอุ่น, และ 8. มีศีลธรรมอันดีงามและเอื้ออาทรต่อ ตนเองและสังคม ที่ทำงานที่น่าอยู่ควรประกอบไปด้วยที่ทำงานที่ 1. สภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ดี, 2. ความสะอาดตาสะอาดใจในที่ทำงาน, 3. ไม่มีปัญหาความขัดแย้งในที่ทำงานหรือมีให้น้อยที่สุด, และ 4. มีความรักและสามัคคีในองค์กร ในด้านของชุมชน ความสุขจากมาจาก 1. ความสมานฉันท์ในสถานประกอบการ, 2. มีความร่วมมือซึ่งกันและกันระหว่างชุมชนกับสถานประกอบการ, 3. ข้อขัดแย้งระหว่างชุมชนกับสถานประกอบการลดลง, และ 4.ความเอื้ออาทรในสังคมรอบข้าง ทั้งนี้การทำงานที่มีความสุขยังต้องรวมไปถึงการมีความสุขในการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม , มีผลงานที่ดี มีความมั่นคงในอาชีพ,ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ดี, เกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นทรัพยากรที่มี คุณค่าและมีความสำคัญต่อองค์กร, รวมไปถึงการมีความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานและ เจ้าของสถานประกอบการที่ดีขึ้น
ทั้งนี้ประโยชน์จากทำงานอย่างมีความสุขนั้นจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งสะท้อนออกมาถึงผลผลิตที่สูงขึ้น คุณภาพของสินค้าและบริการที่ดีขึ้น การขาดงาน การเข้างานช้า การลาป่วยลากิจของพนักงานลดลง ลดอัตราการเลอกจ้าง ประหยัดค่าใช้จ่ายในการสรรหาและฝึกอบรมพนักงานใหม่ ส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร และทำให้พนักงานมีความจงรักภักดีต่อองค์กรของตนมากขึ้น ความสุขสามารถแยกแยะได้ 8 ประเภทเรียกว่า Happy 8 (ถึงไม่ใช่มรรค 8 แต่ก็สามารถนำมาปฏิบัติและดับทุกษ์ได้เช่นกัน) ดังนี้ 1. Happy Body (มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและจิตใจ), 2. Happy Heart ( มีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกันและกัน, 3. Happy society ( มีความรักสามัคคีเอื้อเฟื้อต่อชุมชนที่ตนทำงานและพักอาศัย มีสังคมที่ดี , 4. Happy Relax (รู้จักผ่อนคลายต่อสิ่งต่างๆ) , 5. Happy Brain( การศึกษาหาความรู้พัฒนาตนเองตลอดเวลาจากแหล่งต่างๆนำไปสู่การเป็นมืออาชีพและความมั่นคงก้าวหน้าในการทำงาน), 6. Happy Soul ( มีความศรัทธาในศาสนาและมีศีลธรรมในการดำเนินชีวิต), 7. Happy Money (มีเงินรู้จักเก็บรู้จักใช้ไม่เป็นหนี้), และ 8. Happy Family ( มีครอบครัวที่อบอุ่นและมั่นคง)
“ความสุข” ในการใช้ชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ ปัญหาปัจจุบันแม้กระทั่งในสาขาวิชาของเศรษฐศาสตร์เองก็ยังไม่สามารถตอบคำถามได้ทุกคำถามในการแสดงถึงความสุขที่เกิดขึ้นกับคนประเทศ ตัวแปรทางเศรษฐศาสตร์แบบเดิมๆที่ใช้เป็นเพียงตัววัดระดับมาตรฐานการครองชีพอย่าง รายได้ประชาชาติต่อหัว (GDP per Capita) อัตราการจ้างงาน (Unemployment rate) หรืออัตราเงินเฟ้อ (Inflation rate) ก็ไม่ได้ตอบคำถามถึงความสุขที่แท้จริงของมนุษย์ ในขณะที่รัฐบาลเองก็ไปเน้นที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่อย่าลืมครับว่าสุดท้ายแล้ว จุดมุ่งหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์ก็คือ “ทำอย่างไรให้คนมีความสุข” ไม่ใช่ “ทำอย่างไรถึงจะรวย” (นอกเสียจากจะคิดว่าเงินเป็นสิ่งที่สำคัญและจะทำให้มีความสุขที่สุด) ในขณะนี้ได้มีการตระหนักถึงจุดอ่อนในข้อนี้เป็นอย่างดี สถาบันการศึกษาและผู้ชำนาญการกำลังศึกษาถึง “ดัชนีชี้วัดความอยู่ดีมีสุขเบื้องต้น” (Gross Happiness Index: GHI) ว่าน่าจะนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดความสุขได้อย่างแท้จริง ซึ่งผมจะนำมาเล่าให้ฟังอีกทีในบทความต่อๆไป อย่าลืมติดตามนะครับ
