จากการที่พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้นได้สร้างความกังขา วิตกกังวล ไม่เห็นด้วย และต่อต้านจากหลายฝ่ายด้วยกันไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพรรคฝ่ายค้าน กลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาชน และกลุ่มอื่นๆอีกนับไม่ถ้วนที่เริ่มแสดงตัวออกมาอย่างชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า “เมื่อมีความขัดแย้งในสังคมที่มีความสับสนเช่นนี้ หลักที่ดีที่สุดคือการคืนอำนาจให้ กับประชาชน โดยหากปล่อยไว้นานเศรษฐกิจของประเทศจะชะงักงัน จะเลือกใครนั้นประชาชนจะเป็นคนตัดสินใจ หากจะให้ตนมาทำงานก็เต็มใจรับใช้ บ้านเมือง แต่หากไม่ต้องการให้ทำงาน ก็เป็นประชาธิปไตยที่ต้องยอมรับ ซึ่งเป็นระบอบที่ทั่วโลกยึดถือ” ซึ่งผลจะเป็นอย่างไรคงจะต้องจับตาดูนับตั้งแต่วันนี้จนไปถึงเดือนเมษายนที่มีการเลือกตั้ง
จากแนวคิดของผู้เขียนที่เป็น “นักเศรษฐศาสตร์” สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวไว้ข้างต้นนั้นเป็นสิ่งที่สอดคล้องตาม “ทฤษฎี” และน่าจะถูกต้องตาม “ทฤษฎี” นั่นก็คือความเชื่อในประสิทธิภาพของตลาด ซึ่งเราสามารถเรียกตลาดชนิดนี้ว่า “ตลาดประชาธิปไตย” ในเชิงของทฤษฎีได้มีการศึกษาไว้ว่า ประชาธิปไตย เป็นโครงสร้างตลาดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดภายใต้ภาวการณ์แข่งขันสมบูรณ์ โดยถ้าเปรียบเทียบตลาดประชาธิปไตยเป็นตลาดสินค้าเชิงทุนนิยม (Capitalism Market) ทั่วไปแล้ว ตลาดสินค้าที่มีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นเมื่อผู้บริโภคมีอิสระและสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า (หรือบริการ) ภายใต้ข้อมูลข่าวสารที่สมบูรณ์ โดยราคาสินค้าจะต้องสะท้อนถึงต้นทุนในการผลิตที่แท้จริง หรือเรียกง่ายๆว่าไม่ถูกบิดเบือน (No Market Distortion) จากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม ซึ่งการตัดสินใจบริโภคนี้จะสะท้อนถึงอุปสงค์รวม (Aggregate Demand) ของคนในประเทศเป็นสำคัญ
ในขณะที่ระบอบประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ (Efficient Democratic System) จะเกิดขึ้นเมื่อระบอบการเลือกตั้งเป็น “ตลาดมีการแข่งขัน (Competitive Elections)” โดยผู้เลือกจะมีอิสระในการเลือกภายใต้ข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและความชื่นชอบ (Needs and Preferences) ของตัวผู้เลือกเอง ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย (Non-Democratic System) แล้ว ระบอบประชาธิปไตยจะมีประสิทธิภาพสูงกว่ามาก โดยในการกลับกัน ตลาดที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นเมื่อมีจำนวน “ผู้ขาย” (พรรคการเมือง) ที่ผูกขาดการเลือกตั้งอยู่เพียงไม่กี่พรรค (หรืออาจแค่พรรคเดียว) โดยมีความเป็นไปได้สูงมากที่ผู้ผูกขาดจะมีแรงจูงใจ (Incentives) ที่จะใช้อำนาจทางการเมืองของตนดึงเอาทรัพยากรของสังคม (Social Resources) ไปเป็นของตนเอง ซึ่งเราจะเห็นได้มากในกรณีของระบบแบบเผด็จการ (Dictatorship) หรือระบบที่มีผู้ปกครองคนเดียวในระบอบคณาธิปไตย (Oligarchs) ที่ดึงเอาค่าเช่าจากการผูกขาดทางการเมือง (Political Monopoly Rents) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตน ดังเช่นในกรณีของ Ferdinand Marcos ของฟิลิปปินส์หรือ Mobutu Sese Seko ของประเทศแซร์
ตลาดประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพควรมีไว้เพื่อตรวจสอบว่าผู้ถูกเลือก (Electorates) ได้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เลือก (Voters) หรือไม่ เช่นเดียวกันตลาดสินค้าและบริการที่มีประสิทธิภาพที่ผู้ขายต้องตอบสนองต่อความต้องการของผู้ซื้อ โดยถึงแม้ว่าตลาดดังกล่าวจะมีการฉ้อราษฎร์บังหลวง (Corruption) อยู่บ้างก็ตาม ตลาดประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดปริมาณการฉ้อราษฎร์บังหลวงลงได้ซึ่งจะมีปริมาณน้อย (Cheap Bribes) กว่าเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สามารถเกิดโอกาสการฉ้อราษฎร์ได้ทั้งระบบ
ทั้งนี้ ระบบประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพจะต้องมาจากระบบการเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน โดยระบบการเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ของในแต่ละพรรคการเมือง (Competitive Elections) แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้เขียนนำกรณีศึกษาของระบบการเลือกตั้งของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเรียกได้ว่าน่าจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดประเทศหนึ่งมาวิเคราะห์กลับพบว่า ผลเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 2004 ที่ผ่านมากลับสะท้อนถึงระดับการแข่งขันที่ลดลง (Non-Competitive Election) โดยจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ร้อยละ 98 ของผู้ได้รับเลือกจากจำนวน 435 ที่นั่งในสภาเป็นผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งนี้ในรอบที่แล้วอยู่แล้ว โดยมีจำนวนเพียงแค่ 5 คนเท่านั้นที่ต้องเสียที่นั่งให้กับผู้สมัครจากพรรคอื่น และยังพบว่าร้อยละ 83 ของผู้ที่ได้รับการเลือกนั้นยังได้รับคะแนนเสียงอย่างถล่มทลายด้วยเช่นกัน โดยสาเหตุที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากความสามารถของผู้สมัครเองประการหนึ่ง แต่อีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญกว่าคือความโน้มเอียงของผู้เลือกสู่พรรค (การเมือง) ใดพรรคหนึ่ง (Partisan Polarization)
โดยสรุป จะเห็นได้ว่าระบบประชาธิปไตยเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพมากกว่าระบบที่ไม่ใช่ประธิปไตยจากสาเหตุสองประการด้วยกัน ประการแรก ระบบประชาธิปไตยจะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนโดยตรงและนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่เหมาะสม โดยผู้แทนของประชาชนซึ่งมีโอกาสจะเป็นกระบอกเสียงหรืออาจได้ถึงนั่งตำแหน่งบริหารจำเป็นที่จะต้องตอบสนองต่อความต้องการนั้นๆในสังคม และประการที่สองคือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามกรอบประชาธิปไตยจะเลือกนโยบายที่ตอบสนองต่อกลุ่มคนให้มากที่สุด ในขณะที่รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจะมีแรงจูงใจ (Incentives) ที่จะสนองต่อความต้องการของตนมากกว่า
ดังนั้นการที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้ออกมาประกาศยุบสภาโดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจนั้น ถือได้ว่าสอดคล้องกับหลักวิชาการของ “ตลาดประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ” แต่อย่าลืมครับว่าประสิทธิภาพของตลาดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ผู้เลือกมีข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วน (Perfect Information) ไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่ง (หรือบางพรรค) มีอำนาจผูกขาดทางการเมือง (Cartel/Monopolizing Political Power) สถานะของพรรคแต่ละพรรคมีความเท่าเทียมกัน ไม่ใช่มีพรรคที่มีเงินก้นถุงก้นถังมากกว่าพรรคอื่นอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญระยะเวลาที่สั้นเกินไปในการตัดสินใจก็เป็นประเด็นสำคัญที่อาจทำให้ผู้บริโภคในตลาด (ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง) ไม่สามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลข่าวสารให้สมบูรณ์ได้ ซึ่งจากสาเหตุทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้ ผมแน่ใจว่าไม่ได้เกิดขึ้นกับระบอบการเลือกตั้งของบ้านเราในขณะนี้ ดังนั้นประสิทธิภาพแห่งประชาธิปไตยคงจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
