25 กุมภาพันธ์ 2549

“เสือซุ่มหมอบ” กับ “มังกรผงาด”



เนื่องจากในช่วงนี้ที่หลายคนกำลังเคร่งเครียดกับเรื่องการบ้านการเมือง จนว่ากันว่าได้เกิดโรคเครียดประเภทใหม่เกิดขึ้นนั่นก็คือโรคเครียดทางการการเมือง คอลัมน์ทันเศรษฐกิจเองก็ได้เสนอมุมมองที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจกับทางด้านการเมืองอยู่หลายอาทิตย์ด้วยกัน ดังนั้นในอาทิตย์นี้ คอลัมน์ทันเศรษฐกิจขอ “เว้นวรรค” ทางการเมือง”โดยขอนำเสนอโดยการเล่านิทานเรื่องหนึ่ง นิทานเรื่องนี้มีชื่อว่า “เสือซุ่มหมอบ” กับ “มังกรผงาด” (Crouching Tigers Rising Dragon) โปรดติดตามอ่านได้เลยครับ

ตอนที่ 1: บทเริ่มต้น
ณ อาณาจักรอันลี้ลับแห่งหนึ่ง ไม่มีผู้ใดทราบว่าอยู่ที่ไหน และไม่เคยมีมนุษย์คนใดได้เข้าไปเหยียบย่ำในอาณาจักรแห่งนี้มาก่อน มีเพียงเรื่องกล่าวขานสืบทอดกันมายาวนานว่า อาณาจักรแห่งนี้ได้แบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกันคือ อาณาจักรฝั่งตะวันตก อันเป็นเขตปกครองของ “ยักษ์ใหญ่” สองตนที่มีชื่อว่า “ยักษ์อเมริกา” และ “ยักษ์ยุโรป” ยักษ์ทั้งสองตัวนี้มีพละกำลังมหาศาลไม่เยิ่นหย่อนไปกว่ากัน แต่ทว่ายักษ์ทั้งสองตนนี้หาใช่เป็นมิตรที่ดีต่อกันไม่ แต่ต่อสู้กันโดยต่างตนก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันก็คือ การครอบครองอาณาจักรทั้งหมดเป็นของตนเอง แต่อย่างไรก็ตาม ความฝันของยักษ์ทั้งสองตัวนี้ก็ต้องสะดุดลงเมื่อ อาณาจักรฝั่งตะวันออก มี “จักรพรรดิ” ที่มีความปรีชาสามารถมากอย่าง “จักรพรรดิญี่ปุ่น” โดยถึงแม้จะมีขนาดตัวเล็กกว่ายักษ์ใหญ่ทั้งสองตัวมากกว่าตาม จักรพรรดิญี่ปุ่นเป็นผู้นำของอาณาจักรที่มีความเฉลียวฉลาด รู้จักค้นคว้าหาอาวุธใหม่ๆเพื่อนำมาต่อกรกับยักษ์ทั้งสองตนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยักษ์ทั้งสองตนนั้นเกรงกลัวกับความสามารถและสติปัญญาของจักรพรรดิญี่ปุ่นอยู่ไม่น้อย ว่ากันว่า ยักษ์ทั้งสองแห่งอาณาจักรตะวันออกและจักรพรรดิญี่ปุ่นแห่งอาณาจักรตะวันออกได้มีการคานอำนาจมาเป็นระยะเวลานาน จนถูกเรียกว่า “Big 3” อันหมายถึง “ผู้ทรงอำนาจทั้งสาม” ผู้ปกครองอาณาจักรแห่งนี้มาช้านาน โดยทั้งสามไม่เคยล่วงรู้เลยว่าในอาณาจักรตะวันออกเองยังมีสัตว์ยักษ์ที่จำศีลมาเป็นระยะเวลานานและรอคอยเวลาที่จะตื่นขึ้นมาประกาศศักดาของตน

ตอนที่ 2: เมื่อเสือทั้ง 4 ตัวเจริญเติบโต
จนเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วนี้เองในเขตดินแดนตอนใต้ของอาณาจักรตะวันออก มี “เสือ 4 ตัว” ซึ่งแต่ก่อนนั้นยังเป็นแค่ลูกเสือ ได้เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนเป็นเสือสมิงที่มีพละกำลังมาก เสือ 4 ตัวนั้นมีชื่อว่า “เสือสิงคโปร์” “เสือมาเลเซีย” “เสืออินโดนิเชีย” และ “เสือไทย” ในช่วงเวลานั้น เสียงคำรามของเสือทั้ง 4 ตัวนั้นดังกึกก้องไปทั่ว ไม่เฉพาะเพียงแต่อาณาจักรฝั่งตะวันออกเท่านั้น แต่ยังดังไปถึงยักษ์ใหญ่ทั้งสองตัวในเขตอาณาจักรฝั่งตะวันตก ที่ให้ความสนใจกับกลุ่มเสือทั้ง 4 ตัวนี้อยู่ไม่น้อย สาเหตุที่เสือทั้ง 4 ตัวนั้นได้มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเนื่องมาจาก “อาหาร"”ที่จักรพรรดิญี่ปุ่นใช้ในการเลี้ยงดูและป้อนให้กับเสือทั้ง 4 ตัวนี้เสมอมา เสือทั้ง 4 แห่งอาณาจักรตะวันออกน่าจะสามารถขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำของอาณาจักรแห่งนี้ได้ แต่ทว่า เสือทั้ง 4 ตัวนี้กลับมีนิสัยและลักษณะที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง “เสืออินโดนิเชีย” มีขนาดตัวใหญ่กว่าเสือตัวอื่น แต่เนื่องจาก “ปัญหาโรคภายใน” ทำให้เสืออินโดนิเชียไม่สามารถพัฒนาความสามารถของตนได้อย่างเต็มที่ เสือไทยเองก็เป็นเสือที่มีลักษณะเฉพาะตัว มีความเฉลียวฉลาดพอประมาณ แต่เมื่อเทียบกับเสืออีกสองตัวในกลุ่มอย่าง “เสือสิงคโปร์” และ “เสือมาเลเซีย” แล้ว เสือไทยยังค่อนข้างห่างชั้นอยู่บ้าง ประกอบกับการที่เสือไทยพึ่งพาอาหารจากจักรพรรดิญี่ปุ่นที่ป้อนมาให้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ขาดซึ่งความพยายามที่จะหาอาหารเลี้ยงตัวเอง เสือสิงคโปร์เป็นเสือที่มีขนาดตัวเล็กกว่าเสือตัวอื่น แต่มีความฉลาดเฉลียวและพลังอำนาจมากกว่าเสือตัวอื่นๆในกลุ่ม จึงดูเหมือนกับว่าเสือสิงคโปร์นี้จะพัฒนาตัวเองได้เร็วกว่าเสือตัวอื่นๆ ว่ากันว่าความสามารถของเสือสิงคโปร์นั้นไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าจักรพรรดิญี่ปุ่นเลยทีเดียว
จากคำกล่าวที่ว่า “เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้” คงจะเป็นเรื่องจริง เสือทั้งสี่ตัวนี้ไม่ค่อยมีความสมัครสมานสามัคคีกันเท่าที่ควร โดยต่างตัวต่างพยายามแข่งขันเพื่อขึ้นมาเป็นผู้นำของกลุ่มให้ได้ โดยถึงแม้ว่าเสือสิงคโปร์จะมีความสามารถมากที่สุดในกลุ่มก็ตาม แต่เนื่องจากขนาดตัวที่เล็กกว่าเสือตัวอื่นๆมาก เสือสิงคโปร์จึงไม่ได้รับการยอมรับจากเสือตัวอื่นๆในกลุ่มสักเท่าไรนัก
ในขณะที่เสือบางตัวก็เริ่มเหลิงไปกับพละกำลังที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของตน โดยหารู้ไม่ว่าการเติบใหญ่ของตนนั้นมาจากการเลี้ยงดูจากจักรพรรดิญี่ปุ่นเท่านั้นเอง การหลงไปกับพละกำลังที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เสือบางตัวไม่สามารถที่จะ “ควบคุม” พลังของตนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม รวมไปถึงการ “กระโจน” เข้าไปแสดงพลังอำนาจของตนผู้อื่นได้รับทราบ ทำให้เสือเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องเร่งพัฒนาความสามารถของตนอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะให้เป็นที่ยอมรับ การเร่งพัฒนาอย่างไม่มีขีดจำกัดนั้นทำให้เสือบางตัว โดยเฉพาะเสือไทยและเสืออินโดนิเชีย ต้องเกิดอาการเหมือนกับ “ธาตุไฟเข้าแทรก” และเกิดอาการบาดเจ็บขึ้นมาตามๆกัน เสือเหล่านั้นต้องใช้เวลาในการพักฟื้นและรักษาตัวเป็นการใหญ่ ในช่วงเวลานั้นเอง เสือทั้ง 4 เริ่มตระหนักว่าพลังอำนาจของตนในแท้ที่จริงแล้วก็ไม่ได้มากมายอย่างที่คิด ต่อมาเสือทั้ง 4 ตัวจึงถูกสัตว์ตัวอื่นๆในอาณาจักรมองว่าเป็นพียง “เสือกระดาษ” ไม่ได้มีความกลัวมากมายซักเท่าไรนัก

ตอนที่ 3: เมื่อมังกรตื่นขึ้นจากการหลับใหล
จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งที่เสือบางตัวเริ่มมีอาการทุเลาขึ้นและพร้อมที่จะกลับมาประกาศศักดาของตนอีกครั้ง สัตว์ยักษ์ในตำนานแห่งอาณาจักรตะวันออกที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้มาเป็นระยะเวลานานอย่าง “มังกร” ก็ได้ตื่นขึ้นจากการจำศีลที่นานถึงกว่า 50 ปี ภายใต้ร่างกายที่มีขนาดใหญ่ถึงกว่า 1.3 พันล้านโมเลกุลประชากร การตื่นขึ้นมาของมังกรได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมากจากอาณาจักรตะวันออกไปจนถึงอาณาจักรตะวันตก แรงสั่นสะเทือนนี้ทำให้ผู้มีพลังอำนาจสูงสุดทั้งสาม (Big 3) เกิดอาการหวาดหวั่นกับมังกรตัวนี้อยู่ไม่น้อย
แต่ทว่าเนื่องจากได้ทำการจำศีลมาเป็นระยะเวลานานโดยปราศจากซึ่งอาหาร มังกรได้ตัดสินใจที่จะขออาหารจากยักษ์ทั้งสอง จากจักรพรรดิญี่ปุ่น และจากเสือทั้ง 4 ตัวเพื่อเพิ่มพละกำลังของตน จึงกลายเป็นว่า “การผงาด” ขึ้นมาของมังกรตัวได้สร้างโอกาสแก่สัตว์ตัวอื่นๆ (ไม่เฉพาะแต่ผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 3 และเสือทั้ง 4 ตัว) ในดินแดนนี้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ มังกรยังเปิดโอกาสให้ยักษ์ทั้งสองและจักรพรรดิญี่ปุ่น “เข้ามาสำรวจถ้ำของตน” ซึ่งในถ้ำมังกรแห่งนี้มีทรัพยากรที่มีคุณภาพดีอยู่เป็นจำนวนมากอันเป็นที่ต้องการของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสาม ยักษ์ทั้งสองและจักรพรรดิญี่ปุ่นได้เสนอที่จะเป็น “พันธมิตร” กับมังกรโดยตนทำหน้าที่เป็นผู้ให้อาหารเลี้ยงดูมังกร ในขณะที่มังกรจะอนุญาตให้ทั้งหมดเข้าไปใช้ทรัพยากรในถ้ำของตนได้ ด้วยประโยชน์ต่างตอบแทนนี้ทำให้มังกรได้พัฒนาความสามารถของตนอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมีพละกำลังมหาศาลกว่าสัตว์ทั้งปวงในอาณาจักรแห่งนี้ จะเป็นรองก็เพียงแค่ยักษ์ใหญ่ทั้งสองตนแห่งอาณาจักรตะวันตดและจักรพรรดิญี่ปุ่นแห่งอาณาจักรตะวันออกเท่านั้น

ตอนที่ 4: การรวมกลุ่มของเสือทั้ง 4
ตัวก็ถึงแม้ว่าสัตว์แต่ละตัวจะพึงพอใจจากการ“การตื่นขึ้นมาของมังกรตัวนี้ก็ตาม แต่สัตว์ทุกตัวก็เกิดความหวาดวิตกอยู่ไม่น้อยว่า พลังอำนาจของมังกรจะควบคุมดินแดนทั้งหมด โดยเฉพาะเสือทั้ง 4 ที่เริ่มอาการทุเลาขึ้น อันจะเป็นการรุกรานเข้ามาในดินแดนของตน จากเดิมที่เสือทั้ง 4 ตัวเคยได้รับอาหารจากจักรพรรดิญี่ปุ่นอยู่บ้าง เสือทั้ง 4 กลับพบว่าอาหารเหล่านั้นก็เริ่มมีปริมาณลดน้อยลง เนื่องจากจักรพรรดิญี่ปุ่นนำไปให้กับมังกรเป็นการทดแทน เสือทั้ง 4 ตัวเริ่มตระหนักถึงความสำคัญ “ในการรวมกลุ่ม” เพื่อเพิ่มความสามารถในการต่อรองของกลุ่มของตนและได้จัดตั้งกลุ่มที่มีชื่อว่า “ASEAN” และตั้งใจว่าจะร่วมมือกันที่จะแสดงศักยภาพของตนให้สัตว์อื่นๆในดินแดนเหล่านี้ได้รับรู้ แต่อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ทำให้กลุ่ม ASEAN ของเสือทั้ง 4 ยังไม่เข้มแข็งเพียงพอก็เนื่องมาจากปัญหาเดิมๆอย่าง “การแก่งแย่งเข่งขันกันเองภายในกลุ่ม” ซึ่งทำให้กลุ่ม ASEAN นี้ก็ยังไม่สามารถแสดงประสิทธิภาพและสร้างอำนาจการต่อรองได้มากเท่าที่ควร “เสือสิงคโปร์”ได้ใช้ความคล่องตัวและสติปัญญาอันฉลาดเฉลียวของตนไปเจรจาการค้ากับยักษ์อเมริกาสองต่อสอง ในขณะที่ “เสือไทย” ก็ยังไม่สามารถแก้นิสัยเสียของตนลงได้ โดยยังมีความทะเยอทะยานที่อยากจะเป็นผู้นำกลุ่มอยู่ร่ำไป และยังทำตัวสันโดษในการเจรจาการค้ากับสัตว์ตัวอื่นๆในดินแดนตะวันออก ส่วน “เสืออินโดนิเชีย” ก็ยังคงมีปัญหาโรคภายในที่ยังคงเรื้อรังมานาน ปัญหาเดิมๆที่เสือทั้งสี่ตัวนี้ประสบ ก็ไม่ได้แตกต่างๆไปจากเดิมก่อนที่ตนจะโดนธาตุไฟเข้าแทรกมากนัก อนาคตของกลุ่ม ASEAN ของเสือทั้ง 4 ก็ยังไม่ปรากฏแน่ชัด เสือก็ยังคงเป็นเสือที่ยากที่จะอยู่ถ้ำเดียวกันและชอบที่จะแข่งขันกันเพื่อที่จะเป็นผู้นำอยู่ร่ำไป โดยเสือเหล่านั้น (อย่างเสือไทย) ก็อาจจะยังไม่รู้ว่าตนจะเป็นผู้นำไปเพื่ออะไร การเป็นผู้นำของกลุ่มเป็นสิ่งที่ดีที่สุดจริงหรือไม่ แต่อย่างน้อย เสือเหล่านั้นก็ได้เริ่มเรียนรู้ว่า การจะขึ้นมาเป็นผู้มีพละกำลังอำนาจในอาณาจักรแห่งนี้เป็นเรื่องที่ยากเย็นเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะเมื่อสัตว์ยักษ์อย่างมังกรเริ่มเติบใหญ่ขึ้นทุกขณะ การรวมกลุ่มของเสือทั้ง 4 ตัวนั้นก็ดูเหมือนกับว่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ถ้าเสือแต่ละตัวพยายามที่จะแก้ไขข้อเสียของตน
ในท้ายที่สุดแล้ว นิทานเรื่องนี้คงจะไม่มีบทสรุปและบทคำสอนเหมือนนิทานเรื่องอื่นๆ ตัวผู้เขียนเองก็ยังไม่รู้ว่าตอนจบของนิทานเรื่องนี้เป็นอย่างไรแต่ก็หวังอยู่เพียงว่านิทานเรื่องนี้จะให้ความบันเทิงแก่ท่านผู้อ่านบ้างไม่มาก็น้อย