ผลิตภัณท์มวลรวมในประเทศเบื้องต้น (Gross Domestic Product: GDP) ที่คำนวณผ่านทางระบบบัญชีรายได้ประชาชาติ (National account) เป็นตัวชี้วัดหลักถึงความมั่งคั่งและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศซึ่งสามารถวัดได้อยู่ 3 วิธีด้วยกันคือ (1) การคำนวณจากมูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้าย (Final goods) ที่ผลิตขึ้นในประเทศ (2) การคำนวณจากทางด้านการใช้จ่ายรวมของประเทศ (Aggregate expenditure ) และ (3) การคำนวณในด้านของรายได้หรือมูลค่าเพิ่มที่ได้รับจากปัจจัยการผลิต โดยในแต่ละวีธีการคำนวณได้ถูกใช้ในวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การคำนวณแบบแรกจะใช้มากในการวิเคราะห์หาระดับของรายได้ประชาชาติโดยจำแนกตามสาขาการผลิต เช่นภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ส่วนในการคำนวณทางด้านรายจ่ายในแบบที่สองจะถูกนำไปใช้ในการศึกษาปัจจัยกระตุ้นที่มีต่อระบบเศรษฐกิจเช่นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาของไทยโดยเฉพาะในช่วงก่อนวิกฤตการทางเศรษฐกิจจะได้รับปัจจัยกระตุ้นจาก“การลงทุนในภาคเอกชน” (Private investment) เป็นหลัก ในขณะที่ปัจจัยกระตุ้นการเจริยเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยหลังจากวิกฤตการทางเศรษฐกิจกลับเป็น “การส่งออก” สำหรับการคำนวณทางด้านมูลค่าเพิ่มในแบบที่สามจะนำมาใช้วิเคราะห์เพื่อศึกษาถึงส่วนแบ่งรายได้ที่ปัจจัยการผลิตแต่ละชนิดจะได้รับเพื่ออธิบายว่าส่วนแบ่งที่ปัจจัยการผลิตแต่ละชนิดได้รับจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นมีมากขึ้นหรือน้อยลงเพียงไร
ในขณะที่ “แรงงาน” เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย จากการคำนวณผ่านบัญชีรายได้ประชาชาติ ส่วนแบ่งของรายได้ที่ตกมาสู่ภาคแรงงาน (Labor shares) สามารถคำนวณได้โดยการนำมูลค่าของ “ค่าตอบแทนแรงงาน” (Compensation to employees) นำมาหารด้วยมูลค่าของผลิตภัณท์มวลรวมประชาชาติ ณ ราคาต้นทุน (National Income at factor cost) เพื่อสำหรับคำนวณหาสัดส่วนรายได้ที่แรงงานในประเทศ ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวเปรียบเสมือนกับตัวชี้วัดอย่างหนึ่งที่ใช้วัดถึงผลได้ของแรงงานโดนเฉลี่ยของประเทศ (Benefits of average workers) แต่อย่างไรก็ดี ถ้าเข้าไปดูตัวเลขอย่างละเอียดแล้วจะพบได้ว่า ค่าตอบแทนแรงงานที่นำมาคำนวณนี้ เป็นเพียงรายได้ของแรงงานที่อยู่ในระบบ (Labors in formal sector) ซึ่งจะเป็นแรงงานที่ส่วนใหญ่จะเป็นลูกจ้างในบริษัทเอกชน (Private employees) ที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละประมาณ 65 และที่เหลือเป็นข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ในขณะที่รายได้ของแรงงานนอกระบบ (Labors in informal sector) นั้นกลับไม่สามารถแสดงรายได้ในรูปเงินเดือน โบนัส หรือค่างวดที่แน่นอนได้เหมือนอย่างแรงงานที่ว่าจ้างอยู่ในระบบ แรงงานนอกระบบนี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักคือ 1) แรงงานที่ประกอบอาชีพอิสระ (Own-account workers) และ 2) แรงงานที่ทำงานในภาคครัวเรือน (Self-family workers) ซึ่งไม่มีรายได้ที่สามารถวัดได้แน่นอนในแต่ละเดือน ไม่มีหลักประกันสังคม (Social security) คุ้มครองอย่างทั่วถึง และไม่มีสวัสดิการอย่างที่แรงงานในระบบได้รับ จากสถิติของการสำรวจกำลังแรงงาน (Labor force survey) แรงงานนอกระบบนี้มีสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 60 ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ แบ่งได้เป็นแรงงานที่ประกอบอาชีพอิสระประมาณร้อยละ 35 และแรงงานที่ทำงานในภาคครัวเรือนอีกประมาณร้อยละ 25
ดังนั้นเมื่อกลับมาพิจารณานโยบายที่เน้นให้โอกาสกับคนยากจนของรัฐบาลที่ผ่านมา ดังเช่นโครงการขึ้นทะเบียนคนจน โครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนที่ให้ทุนกับเด็กนักเรียนผู้ด้อยโอกาสให้ไปศึกษาต่อในต่างประเทศนั้น ปัญหาที่รัฐบาลมักจะประสบอยู่เสมอก็คือ การวัดรายได้ของแรงงานนอกระบบนี้ว่าจะได้รับรายได้เท่าไรกันแน่ แรงงานนอกระบบนี้ยากจนจริงหรือไม่ ดังนั้น การกำหนดมาตรการการตรวจสอบจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้คนจนได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าวจริง แน้ในปัจจุบัน ผลกระทบที่แรงงานจะได้รับเมื่อรัฐบาลยกเลิกพยุงราคาน้ำมันและทำให้เกิดภาวะงินเฟ้อนั้นก็ยังไม่ได้มีการคำนึงถึงแรงงานนอกระบบนี้เท่าไรนัก มีที่เห็นชัดก็เพียงการประกาศขึ้นเงินเดือนของข้าราชการซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแรงงานในระบบเท่านั้นเอง ทั้งนี้แรงงานนอกระบบจพต้องหาทางรอด ปรับตัว หรือทำความเคยชินกับเหตุการณ์ครั้งนี้เอง
ดังนั้นในการคำนวณหาสัดส่วนรายได้ของแรงงานจากที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น การใช้ค่าตอบแทนแรงงานหารด้วย GDP ณ ราคาทุน (ในที่นี้เราจะเรียกว่า“สัดส่วนรายได้แรงงานอย่างหยาบ” หรือ Raw labor share) จึงไม่ได้วัดถึงผลได้ที่แรงงานโดยเฉลี่ยของประเทศจะได้รับจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ซึ่งจากการคำนวณพบว่าสัดส่วนรายได้แรงงานอย่างหยาบมีค่าเฉลี่ย (ระหว่างปี พ.ศ. 2523 ถึง พ.ศ. 2546) อยู่ 0.36 ซึ่งแสดงว่าร้อยละ 36 ของมูลค่ารายได้ประชาชาติจะตกอยู่ในรูปของแรงงานในระบบดังเช่นพนักงานบริษัทเอกชน ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ
แต่อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากบัญชีรายได้ประชาชาติแล้ว รายได้ของแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่จะตกไปอยุ่ในรูปของ “รายได้จากการประกอบการที่ไม่ใช่นิติบุคคล” (Income of unincorporated enterprises) ปัญหาก็คือเราจะสามารถนำรายได้ส่วนนี้เข้ามาคำนวณเพื่อหารายได้ของแรงงานนอกระบบและสัดส่วนรายได้ของแรงานให้ถูกต้องได้อย่างไร จากการศึกษาของ Gollin (2000) ได้เสนอสูตรในการคำนวณสัดส่วนรายได้ของแรงงานที่ปรับค่าแล้ว (Adjusted labor share) ไว้ดังนี้
สูตรที่ 1 = [ผลตอบแทนแรงงาน + รายได้จากการประกอบการที่ไม่ใช่นิติบุคคล]/ GDP ณ ราคาต้นทุน
สูตรที่ 2 = ผลตอบแทนแรงงาน / [GDP ณ ราคาต้นทุน - รายได้จากการประกอบการที่ไม่ใช่นิติบุคคล]
เมื่อนำค่าที่คำนวณได้จากทั้งสองสูตรมาหาค่าเฉลี่ยจะได้สัดส่วนรายได้ของแรงงานที่ปรับค่าแล้ว (Adjusted labor share) เมื่อสูตรดังกล่าวมาใช้กับกรณีของประเทศไทยพบว่า สัดส่วนรายได้ของแรงงานโดยเฉลี่ยของทั้งประเทศจะมีค่าสูงถึงประมาณ 0.80 หรือร้อยละ 80 ของรายได้ประชาชาติ ซึ่งจะเห็นได้ว่าแรงงานซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยยังคงได้รับส่วนแบ่งรายได้ที่สูงกว่าปัจจัยการผลิตอื่นๆ
เมื่อนำค่าที่ได้มาเปรียบเทียบกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวของไทยแล้วพบว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วหรือที่เรียกว่าช่วงยุคทองของเศรษฐกิจไทยนั้น (ระหว่างปี 2528-2538) แรงงานในระบบจะได้รับประโยชน์จากการมีส่วนแบ่งรายได้ที่สูงขึ้น (สังเกตจากค่าสัดส่วนแรงงานอย่างหยาบที่สูงขึ้น) ในขณะที่แรงงานนอกระบบกลับไม่ได้รับประโยชน์มากนักในช่วงยุคทองของเศรษฐกิจ (สังเกตจากค่าสัดส่วนแรงงานหลังปรับค่าที่ลดลง) เหตุผลผลักอาจจะมาจากการที่ร้อยละ 85 ของแรงงานนอกระบบนั้นเป็นแรงงานในภาคเกษตรกรรมที่ไม่ได้รับความสนใจมากนักในยุคนั้น (เนื่องจากรัฐบาลไปมุ่งแต่การพัฒนาเพื่อที่จะเป็น NICs โดยใช้ทรัพยากรที่มีไปกับการสนับสนุนในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก)
ส่วนแบ่งรายได้ของแรงงานโดยเฉลี่ยสูงขึ้นในช่วงวิกฤต (ถึงแม้ว่าจะมี GDP growth ที่ติดลบก็ตาม) สาเหตุสืบเนื่องมาจากปัจจัยการผลิตอื่นๆอย่างปัจจัยทุนได้ลดลงมากเช่นกันในช่วงนั้น แต่อย่างไรก็ดีถ้าสังเกตแนวโน้มในระยะยาวแล้วจะเห็นได้ว่าแรงงานในประเทศไทยโดยเฉลี่ยได้รับส่วนแบ่งรายได้ลดลงอย่างต่อนเนื่องในช่วงระยะเวลา 23 ปีที่ผ่านมา ปัจจัยทุนได้เข้ามามีบทบาทต่อภาคการผลิตของประเทศไทยเป็นอย่างมาก มีการปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรแทนคนงาน ผลลัพท์ที่ได้นี้บอกกับประชากรชั้นแรงงานอย่างเราๆท่านๆให้ควรตระหนักว่ารายได้ที่เราหาได้จริงๆแล้วนั้นเริ่มที่จะมีมูลค่าลดลงทุกวัน ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยภายหลังวิกฤตการจะมีการเจริญเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่รายได้ที่ควรจะตกกลับสู่แรงงานไทยกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นมากอย่างที่คิด ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะมีการเจริญเติบโตขึ้นอย่างไร รายได้ รายได้ที่ควรที่จะได้รับกลับดูเหมือนว่าจะถูกอะไรบางอย่าง “ช่วงชิงไป” ท่านผู้อ่านมีใครรู้สึกอย่างผมบ้างไหมครับ
