19 มีนาคม 2549

ว่าด้วยเรื่องของ “เศรษฐศาสตร์” “รัฐศาสตร์” และ “จริยธรรม”


คำว่า “จริยธรรม” (Ethics) เป็นคำที่ผมได้ยินบ่อยมากที่สุดในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักก็สืบเนื่องมากจากการที่ผู้ฝักใฝ่ทางการเมืองแต่ละฝ่ายได้กล่าวว่าอีกฝ่ายหนึ่งขาดจริยธรรม ยกตัวเช่น พันธมิตรเพื่อประชาชนได้กล่าวว่า ผู้นำประเทศเป็นผู้ซึ่งขาดจริยธรรมเนื่องจากได้ทำการขายหุ้นมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาทผ่านตลาดหลักทรัพย์ โดยที่ไม่ทำการเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว ในขณะที่ผู้นำประเทศก็กล่าวว่าฝ่ายค้านเป็นผู้ไม่มีจริยธรรมทางประชาธิปไตย จากการไม่ส่งผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้ง และฝ่ายพันธมิตรเพื่อประชาชนใช้กฎหมู่โดยไม่คำนึงถึงกฎหมาย ในฐานะของตัวผมเอง คงจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาให้ความเห็นว่าใครเป็นผู้มีจริยธรรม ไม่มีจริยธรรม ใครเป็นฝ่ายถูก หรือฝ่ายใดผิดมากกว่ากัน

“จริยะ” หมายถึงความประพฤติหรือการกระทำ ดังนั้น “จริยธรรม” จึงหมายถึงความประพฤติที่อยู่ในธรรม ซึ่งในหลายครั้งที่การขาดซึ่งจริยธรรมเป็นสิ่งที่ชอบธรรมด้วยกฎหมายแต่อาจจะขัดจากแนวคิดที่คนในสังคมส่วนใหญ่ยอมรับ (ดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบ้านเราในขณะนี้) โดยทั่วไปแล้ว จริยธรรมมักจะเป็นสิ่งที่มักจะถูกเรียกร้องมากจากบุคคลที่มีต้นทุนทางสังคมสูง ไม่ว่าจะเป็น ผู้นำประเทศ ข้าราชการ แพทย์ ครูอาจารย์ หรือแม้กระทั่งดารานักร้อง โดยสังคมมักจะคาดหวังจากบุคคลเหล่านั้นว่า จะต้องปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างในสังคมภายใต้คุณธรรมและจริยธรรม

วิชาจริยธรรม (หรือวิชาอื่นๆที่เกี่ยวข้องอย่างพุทธศาสนา) ถูกบรรจุเข้าเป็นวิชาหนึ่งในการศึกษาภาคบังคับของหลักสูตรกระทรวงศึกษาในโรงเรียน และยังเป็นหลักสูตรบังคับในระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชาที่จำเป็นต้องยึดจริยธรรมเป็นที่ตั้ง เช่น กฎหมายหรือรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ ในสาขาวิชาที่ค่อนข้างจะหมิ่นเหม่ต่อการที่คนอาจจะลืมคำนึงถึงจริยธรรม มหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งยังได้นำวิชาจริยธรรมเข้ามาอยู่ในหลักสูตรด้วยอย่างเช่น จริยธรรมทางธุรกิจ จริยธรรมในตลาดหุ้นและตลาดทุน รวมไปถึงจริยธรรมทางการแพทย์ เป็นต้น

ในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่เหมาะสม ผู้วางนโยบายจำเป็นที่จะต้องเข้าใจและเชื่อมั่นในหลักวิชาของเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ เป็นสำคัญ โดยที่เศรษฐศาสตร์เน้นอธิบายถึง “ความมั่งคั่ง” (Wealth doctrine) ในขณะที่รัฐศาสตร์จะอธิบายถึง “อำนาจ” (power doctrine) ซึ่งต่อมาได้เกิดการผสมผสานของศาสตร์ทั้งสองจนเป็นที่มาของวิชา “เศรษฐศาสตร์การเมือง” (Political Economy) ซึ่งหมายถึงการใช้อำนาจทางการเมืองในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อตอบสนองต่อการสร้างความมั่งคั่งและการกินดีอยู่ดีของคนในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน

ในทางรัฐศาสตร์การปกครอง จริยธรรมเป็นคติที่สำคัญ(virtue)จริยธรรมเป็นสิ่งที่รัฐศาสตร์ได้ยึดถือมั่นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นเหมือนกับธรรมที่กำกับความประพฤติของผู้นำในการปกครองบ้านเมือง ตัวอย่างเช่น โสกราติสได้กล่าวว่า “คุณธรรมคือความรู้” (virtue is knowledge) โดยหากผู้ปกครองบ้านเมืองไม่มีคุณธรรม บ้านเมืองนั้นจะเกิดความเสียหายได้ เพลโต ผู้ซึ่งเป็นราชาปราชญ์ของการปกครองยังกล่าวว่า “การปกครองต้องอยู่ในหลักของความยุติธรรม” (Principles of justice) อริสโตเติล ปราชญ์อีกผู้หนึ่ง กล่าวว่ารัฐจะต้องตั้งเป้าหมายในการให้คุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน โดยนอกจากเป้าหมายทางเศรษฐกิจแล้ว หน้าที่ทางด้านจริยธรรมยังเป็นที่เป็นรากฐานสำคัญของการปกครอง ในกรณีของประเทศไทย กษัตริย์ผู้ปกครองประเทศก็จะต้องมี “ทศพิธราชธรรม” ดังนั้นจะเห็นได้ว่า
ในทางเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ยังเป็นศาสตร์ถูกที่หลายฝ่ายกล่าวหาว่าไม่ได้คำนึงถึงจริยธรรมเท่าไรนัก โดยสาเหตุหนึ่งอาจจะเนื่องจาก “ภาษา” ที่ใช้ในศาสตร์ทำให้ เศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์แห่งความเห็นแก่ตัวเช่น การใช้ทฤษฎีการแสวงหาความพึงพอใจสูงสุด (Utility Maximization) กำไรสูงสุด (Profit Maximization) หรือแม้กระทั่งการกระทำอันเนื่องมากจาก “แรงจูงใจ” (Incentive) แต่ในความเป็นจริงแล้ว ได้มีการศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์กับจริยธรรมด้วยเช่นกัน โดยนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัล Nobel Prize สองท่านที่เริ่มทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังก็คือ Amartya Sen และ James Buchanan โดยได้กล่าวว่า เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่อธิบายในเรื่องของสังคม โดยที่มูลค่าของสังคมจะสูงขึ้นภายใต้จริยธรรมของคนในสังคมนั้น

เศรษฐศาสตร์สามารถจำแนกได้เป็นสองสองแนวคิดกว้างๆด้วยกันคือ Positive Economics และ Normative Economics โดยที่ศาสตร์ทางด้าน Positive Economics อธิบายถึงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆโดยใช้ทฤษฎีและสมมติฐาน (What is) เป็นสำคัญ โดยผู้ศึกษาศาสตร์นี้จึงจำเป็นที่จะต้องตั้งสมมติฐานโดยพยายามอธิบายสภาพความเป็นจริงให้มากที่สุดอย่างเช่น มนุษย์จะคำนึงแต่เรื่องของตนเอง (Self-Interest) และพยายามที่จะตอบสนองความต้องการสูงสุดแก่ตนเอง ซึ่งจะช่วยให้รัฐกำหนดนโยบายต่างๆได้อย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่น การเก็บภาษีสรรพสามิตในบุหรี่และเหล้าจะเป็นการบิดเบือนตลาดและทำให้ลดการบริโภคสินค้าเหล่านี้ลง ในขณะที่ Normative Economics จะอธิบายถึงการตัดสินใจที่ใช้คุณค่า (value judgment) หรือสิ่งที่ควรจะเป็น (What should be) เป็นตัวตัดสิน โดย “คุณค่า” ที่กล่าวมานี้ สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ได้นำเข้ามาเพื่อกำหนดคุณค่าก็คือ “จริยธรรม” นั่นเอง ตัวอย่างเช่น ถึงแม้ว่าการเก็บภาษีสรรพสามิตจะเป็นการบิดเบือนตลาดเหล้าและบุหรี่ แต่เนื่องจากการบริโภคสินค้าเหล่านี้เป็นบ่อนทำลายสุขภาพของคนในสังคม การเก็บภาษีในสินค้าประเภทนี้จึงถูกต้องตามหลักจริยธรรม โดยในท้ายที่สุด ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นที่จะต้องมีการเข้าใจและนำทั้งสองแนวคิดนี้มากำหนดนโยบายสาธารณะให้ถูกต้องและเหมาะสม

ดังนั้นการที่จะใช้อำนาจทางการเมืองในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อตอบสนองต่อการสร้างความมั่งคั่งและการกินดีอยู่ดีของคนในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน จึงเป็นสิ่งที่ผู้ฝักใฝ่ทางการเมืองแต่ละฝ่ายต้องคำนึงถึง การตัดสินการกระทำจากคุณค่า (value judgment)ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ผิด แต่สิ่งที่ผิดก็คือการคิดว่า “คุณค่าของเราคือคุณค่าที่สังคมทั้งหมดต้องการ”