22 เมษายน 2549

ความสอดคล้องของนโยบายพัฒนาการในประเทศกับ “เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ”: เป้าหมายหลักข้อที่ 1-7



ในการประชุมสุดยอดแห่งสหัสวรรษเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ที่สำนักงานใหญ่ องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ตกลงร่วมกันที่จะใช้เป้าหมายของการพัฒนาแห่งสหัสวรรษหรือ Millennium Development Goal (เรียกย่อว่า MDG เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเจรจาที่ได้เข้าสู่ยุค Millennium ใหม่) ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่กำหนดกรอบระยะเวลาชัดเจนและสามารถวัดผลได้ในมิติต่างๆ เพื่อให้แต่ละประเทศสมาชิกสามารถบรรลุจุดประสงค์ในทางเดียวกัน ข้อตกลงได้ทำการกำหนดกรอบระยะเวลาไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533-2558 โดยทุกประเทศสมาชิกได้กำหนดแนวทางการพัฒนาร่วมกันอันประกอบด้วยเป้าหมายหลัก 8 ข้อดังนี้: 1) ขจัดความยากจนและหิวโหย, 2) ให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาระดับปฐมศึกษา, 3) ส่งเสริมความเท่าเทียวกันทางเพศและส่งเสริมบทบาทสตรี, 4) ลดอัตราการตายของเด็ก, 5) พัฒนาสุขภาพสตรีมีครรภ์, 6) ต่อสู้กับโรคเอดส์ มาลาเรีย และโรคสำคัญอื่นๆ, 7) รักษาและจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน, และ 8) ส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาในประชาคมโลก จะเห็นได้ว่าเป้าหมายหลักข้อที่ 1-7 นั้นใช้สำหรับติดตามสถานการณ์ในชีวิตความเป็นอยู่และความจำเป็นพื้นฐานที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศกำลังพัฒนา ในขณะที่เป้าหมายหมายหลักข้อที่ 8 นั้นใช้ติดตามความก้าวหน้าในการแลกเปลี่ยนและร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลักข้อที่ 1-7 ในบทความนี้ผมจะกล่าวถึง เป้าหมายหลักที่ 1-7 ก่อนเพราะเป็นเป้าหมายที่ประเทศไทยได้ทำการกำหนดเป้าหมายหลัก รวมถึงได้ทำการวิเคราะห์ความน่าจำเป็นในการบรรลุเป้าหมายภายในปี 2558 และความท้าทายของการพัฒนาที่ประเทศไทยได้ตั้งไว้ (หรือเพื่อที่จะบรรลุในสิ่งที่เรียกว่า MDG Plus) ไว้ดังนี้

เป้าหมายย่อย การบรรลุเป้าหมาย
เป้าหมายหลักที่ 1: ขจัดความยากจนและความหิวโหย
1. ลดสักส่วนประชากรยากจนลงครึ่งหนึ่งในช่วงปี พ.ศ. 2533-2558 ประเทศไทยได้บรรลุเป้าหมายนี้แล้ว โดยที่สัดส่วนคนจนลดลงจากร้อยละ 27.2 ของประชากรในปี พ.ศ. 2533 เหลือร้อยละ 9.8 ในปี พ.ศ. 2545 แต่ทว่าเป้าหมายการกระจายรายได้ยังไม่ประสบผลสำเร็จ โดยหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาชนบทอย่างต่อเนื่องทำให้ลดสัดส่วนความยากจนและความหิวโหยลงมากกว่า 2 ใน 3

2. ลดสัดส่วนประชากรที่หิวโหยลงครึ่งหนึ่งในช่วงปี พ.ศ. 2533-2558 ประเทศไทยได้บรรลุเป้าหมายนี้แล้ว โดยที่สัดส่วนประชากรที่มีรายได้ต่ำจนไม่สามารถบริโภคอาหารตามเกณฑ์ความต้องการลดลงจากร้อยละ 6.9 เหลือร้อยละ 2.2 ในช่วงปี พ.ศ. 2533-2545 และอัตราเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ลดลงจากร้อยละ 18.6 เหลือร้อยละ 8.5 ในช่วงปี 2533-2543
ความท้าทาย การดูแลให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือกลุ่มผู้ที่เข้าถึงได้ยากเช่น คนชรา คนพิการ เด็กเร่ร่อน ผู้ป่วยโรคเอดส์ และผู้อพยพ ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาและแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน สร้างการกระจายอำนาจและความรับผิดชอบการให้บริการขององค์กรท้องถิ่น
เป้าหมายหลักที่ 2: ให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษา

3. ให้เด็กทุกคนทั้งหญิงและชายสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาภายในปี พ.ศ. 2558 ประเทศไทยใกล้บรรลุเป้าหมายนี้แล้ว โดยที่อัตรานักเรียนต่อประชากรวัยเรียนรวมร้อยละ 105 (สาเหตุที่มากกว่า 100 เนื่องจากได้รวมนักเรียนที่อายุเกิดเกณฑ์เพราะเข้าเรียนช้าและเรียนซ้ำชั้นไว้ด้วย) ในปี พ.ศ. 2545 และอัตราคงอยู่ของนักเรียนรวมร้อยละ 86 ในปี พ.ศ. 2539 โดยอัตราการอ่านออกเขียนได้ของเยาวชนไทยอายุ 15-24 ปีมีอัตราการอ่านออกเขียนได้สูงถึงร้อยละ 98
ความท้าทาย ในอนาคตจะมีการขยายการศึกษาภาคบังคับจาก 9 ปีเป็น 12 ปีเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญตามพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 ซึ่งถือเป็นหัวใจของการพัฒนาคนและส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
เป้าหมายหลักที่ 3: ส่งเสริมความเท่าเทียวกันทางเพศและส่งเสริมบทบาทสตรี

4. ขจัดความไม่เท่าเทียมทางเพศในการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาภายในปี พ.ศ. 2548 และในทุกระดับการศึกษาภายในปี พ.ศ. 2558 ประเทศไทยได้บรรลุเป้าหมายนี้แล้ว โดยที่เด็กหญิงและเด็กชายไทยมีโอกาสในการศึกษาเท่าเทียมกัน มีเด็กชายมากกว่าเด็กหญิงเล็กน้อยในชั้นประถมศึกษา แต่มีเด็กหญิงมากกว่าเด็กชายในการศึกษาระดับสูงขึ้น อัตราส่วนหญิงต่อชายเท่ากับ 0.93 ในระดับประถมศึกษา; 1.01 ในระดับมัธยมศึกษา และ 1.15 ในระดับอุดมศึกษา
ความท้าทาย ผู้หญิงยังมีโอกาสน้อยกว่าผู้ชายในการเลื่อนตำแหน่งหน้าที่การงาน ทำให้มีสัดส่วนรายได้ที่ต่ำกว่า ทั้งนี้รวมไปถึงความก้าวหน้าในระดับหน้าที่ที่สูงอย่างบทบาททางการเมืองระดับชาติและผู้บริหารระดับสูงในราชการ แผนพัฒนาสตรีแห่งชาติได้ให้ความสำคัญกับเป้าหมายในการส่งเสริมผู้หญิงให้มีบทบาททางการเมืองมากขึ้น โดยตั้งเป้าว่าจะเพิ่มเป็นสองเท่าในช่วงปี พ.ศ. 2545-2549 และมีการติดตามความก้าวหน้าของเป้าหมายดังกล่าว
เป้าหมายหลักที่ 4: ลดอัตราการตายของเด็ก

5. ลดอัตราการตายของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีลง 2 ใน 3 ภายในปี พ.ศ. 2533-2558 เป้าหมายนี้ไม่สามารถใช้กับประเทศไทยได้เนื่องจากอัตราการตายของเด็กจากฐานข้อมูลในปี พ.ศ. 2533 อยู่ในเกณฑ์ต่ำอยู่แล้ว คืออยู่ที่ 12.8 ต่อการเกิดมีชีพ 1,000
เป้าหมายหลักที่ 5: พัฒนาสุขภาพสตรีมีครรภ์

6. ลดอัตราการตายของมารดาลง 3 ใน 4 ในช่วงปี พ.ศ. 2533-2558 เป้าหมายนี้ไม่สามารถใช้กับประเทศไทยได้เนื่องจากอัตราการตายของมารดาจากฐานข้อมูลในปี พ.ศ. 2533 อยู่ในเกณฑ์ต่ำอยู่แล้ว คืออยู่ที่ 36.2 ต่อการเกิดมีชีพ 100,000
ความท้าทาย การยกระดับคุณภาพบริการสาธารณสุขถือเป็นนโยบายสำคัญ โดยเป้าหมายเพื่อลดอัตราการตายของทารกและอัตราการตายของมารดาจะเน้นในเขตพื้นที่สูงในจังหวัดภาคเหนือบางแห่งและ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ลงครึ่งหนึ่งในช่วงปี พ.ศ. 2548-2558
เป้าหมายหลักที่ 6: ต่อสู้กับโรคเอดส์ มาลาเรีย และโรคสำคัญอื่นๆ

7. ชะลอและลดการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ภายในปี พ.ศ. 2558 ประเทศไทยได้บรรลุเป้าหมายนี้แล้ว โดยที่อัตราการติดเชื้อรายใหม่ลดลงกว่าร้อยละ 83 จากปี พ.ศ. 2534 แต่ยังมีการแพร่ระบาดในบางกลุ่มและยังมีความเสี่ยงสูงในกลุ่มคนหนุ่มสาว

8. ป้องกันและลดการเกิดโรคมาลาเรีย วัณโรค และโรคสำคัญอื่นๆภายในปี พ.ศ. 2558 ประเทศไทยได้บรรลุเป้าหมายสำหรับมาลาเรียแล้วและมีโอกาสบรรลุเป้าหมายสำหรับวัณโรค โดยอัตราการเกิดโรคมาลาเรียลดลงจาก 518 เหลือ 117 ต่อประชากร 100,000 ในช่วงปี พ.ศ. 2533-2545 ในส่วนของวัณโรค อัตราผู้ป่วยสูงขึ้นจาก 35.5 เป็น 48.8 ต่อประชากร 100,000 ในช่วงปี พ.ศ. 2533-2545 เพราะเป็นจำนวนที่เกิดขึ้นจากผู้ป่วยโรคเอดส์ อัตราการตายของผู้ป่วยวัณโรคลดลงจาก 6.8 เหลือ 5.6 ต่อประชากร 100,000 ในช่วงปี 2533-2542

ความท้าทาย โรคเอดส์ยังคงมีการระบาดอย่างรุนแรงในประชากรกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติด หญิงให้บริการ โดยพื้นที่เสี่ยงได้แก่แหล่งอุตสาหกรรม พื้นที่ชายแดน กลุ่มวัยรุ่น และแรงงานที่ต้องมีการเคลื่อนย้ายบ่อย ประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายว่าจะลดอัตราการติดเชื้อ HIV ในกลุ่มประชากรวังเจริญพันธุ์ให้เหลือร้อยละ 1 ภายในปี พ.ศ. 2549 และติดตามอัตราการติดเชื้อในประชากรกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญ และลดอัตราการเกิดโรคมาลาเรียใน 30 จังหวัดชายแดนให้เหลือ 1.4 ต่อประชากร 1,000 ภายในปี พ.ศ. 2549
เป้าหมายหลักที่ 7: รักษาจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

9. กำหนดนโยบายและแผนพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและลดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยมีโอกาสบรรลุเป้าหมายนี้ ซึ่งประเทศได้มีการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนอยู่แล้ว รวมไปถึงการพัฒนาแบบพหุภาคีที่เน้นการมีส่วนร่วม

10. ลดสัดส่วนประชากรที่ไม่สามารถเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดและส้วมถูกสุขลักษณะลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2558 ประเทศไทยได้บรรลุเป้าหมายนี้แล้วโดยที่จำนวนประชากรที่ไม่สามารถเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดและส้วมถูกสุขลักษณะได้ลดลงกว่าครึ่งในช่วงปี พ.ศ. 2533-2543

11. ยกระดับคุณภาพชีวิตประชากรในชุมชนแออัด 100 ล้านคนทั่วโลกภายในปี พ.ศ. 2563 ประเทศไทยมีโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายนี้เนื่องจากประชากรในเขตชุมชนแออัดของไทยมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและยังมีการใช้มาตรการและนโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต
ความท้าทาย ได้ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าขยะมูลฝอยมาใช้ประโยชน์เป็นร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2549 และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้เป็นร้อยละ 8 ของพลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นภายในปี พ.ศ. 2554 และยังต้องมีการติดตามสถานการณ์ป่าชายเลน ตลอดจนคุณภาพน้ำของประเทศ
ที่มา: สรุปจาก “รายงานผลตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของประเทศไทย พ.ศ. 2547” จัดทำโดยสำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย

ในส่วนของเป้าหมายหลักที่ 8 อันจะเป็นเป้าหมายสำคัญที่สะท้อนถึงบทบาทของไทยในการให้ความร่วมมือของการเจรจาในระดับโลกนั้น เพิ่งมีการประกาศออกใช้ในวันที่ 13 กันยายนนี้ ในบทความหน้าผมจะกลับมาเขียนถึงเป้าหมายการพัฒนาหลักที่ 8 นี้ให้ทราบกันครับ