เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมด้วยองค์การสหประชาชาติเพื่อการพัฒนา (UNDP) ได้ประกาศเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษหรือ Millennium Development Goal (MDG) เป้าหมายหลักที่ 8 อันว่าด้วยเรื่องของการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาในประชาคมโลก ซึ่งประเทศไทยนับได้ว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกที่ได้ประกาศใช้เป้าหมายหลักที่ 8 นี้ออกสู่ประชาคมโลก
ประเทศไทยได้ระบุว่าการช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance หรือ ODA) ที่ได้ตั้งจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือประเทศที่มีการพัฒนาน้อย (Least Developing Countries) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างกัมพูชา พม่า ลาว และเวียดนาม (CMLV) ซึ่งจากข้อมูลในอดีต ร้อยละ 93 ของ ODA ของไทยเป็นการช่วยเหลือที่ให้กับประเทศที่มีการพัฒนาน้อย ดังนั้นประเทศไทยได้คาดการณ์ว่าสัดส่วนของ ODA ใน MDG เป้าหมายที่ 8 นี้ว่าจะมีค่าสูงถึงร้อยละ 0.12 ของรายได้ประชาชาติเบื้องต้น (Gross National Income) ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเงินช่วยเหลือจะเน้นไปที่การสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และมัลดีฟ รวมไปถึงที่จะอยู่รูปของการฝึกอบรมและการช่วยเหลือทางด้านเทคนิค (Technical Assistance)
ในด้านของการค้าและการลงทุน ประเทศไทยจะเปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากประเทศที่กำลังพัฒนาในภูมิภาคให้มากยิ่งขึ้น โดยเน้นการนำเข้าในหมวดของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น รวมไปถึงการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศลาว และก๊าซธรรมชาติจากพม่า ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้ว ประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าจากประเทศยากจนในภูมิภาคสูงกว่าถึงร้อยละ 3.1 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาอื่นๆ โดยที่ภาษีนำเข้าที่เก็บกับประเทศยากจนยังต่ำกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นอีกด้วย ในด้านของการลงทุน ภาคเอกชนไทยได้ไปลงทุนในประเทศกัมพูชา พม่า ลาว และเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมและอาหาร รวมไปถึงภาคบริการท่องเที่ยวอย่างการจัดตั้งโรงแรมและร้านอาหารไทย เป็นต้น ซึ่งประโยชน์ที่ประเทศเจ้าภาพ (Host Countries) จะได้รับก็คือประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุน รวมไปถึงการพัฒนาทักษะแรงงานในประเทศนั้น โดยจากปี พ.ศ. 2538-2544 ประเทศไทยเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในประเทศลาว (ร้อยละ 30) ในขณะที่ยังเป็นผู้ลงทุนอันดับ 4 ในพม่า (ร้อยละ 6) อันดับ 9 ในเวียดนาม (ร้อยละ 2.7) และอันดับ 8 ในประเทศกัมพูชา (ร้อยละ 5) นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้เริ่มมีการเปิดรับการอพยพการเข้ามาทำงานของแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย โดยมีการกำหนดกฎระเบียบการลงทำเบียนของแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมายอีกด้วย
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า บทบาทของประเทศไทยในประชาคมโลกค่อนข้างจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยไทยได้เสนอตนในการเป็นผู้ให้การช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ซึ่งจะเป็นการทำให้บทบาทของไทยในการเป็นผู้นำของภูมิภาคมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น อันส่งผลให้ไทยก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในประเทศโลกที่สามอีกด้วย ในส่วนตัวของผู้เขียนเองมองว่าถ้าประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเป็นการพัฒนาที่แตกต่างจากการพัฒนาแบบเดิมที่เน้นในเรื่องของความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ (Traditional Economic Cooperation) ซึ่งผลประโยชน์จะได้กันทุกฝ่าย (Mutual Benefit) ไปสู่การเป็นผู้ให้การช่วยเหลือ รัฐบาลต้องแน่ใจว่างบประมาณที่ตั้งไว้ในส่วนนี้จะไม่ส่งผลกระทบใดใดต่องบการพัฒนาในประเทศทั้งสภาวการณ์ปรกติและสภาวการณ์ที่อาจเลวร้ายที่สุด (Worst-Case Scenario) ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีอะไรที่ค่อนข้างจะคาดการณ์ยาก
