10 พฤษภาคม 2549

“ธุรกิจโสเภณี”: ยิ่งห้ามก็ยิ่งโต



ตัวผมเองมีความกังวลเป็นอย่างมากว่าเนื้อหาในเรื่องดังกล่าวต่อไปนี้จะถูกบางท่านคิดไปว่าไม่ให้เกียรติสุภาพสตรีหรือไปกล้าอธิบายกับเรื่องที่มีความอ่อนไหวทางสังคมสูง ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหา ผมขอเกริ่นไว้ก่อนว่า บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพียงแค่เสนอมุมมองทางในด้านวิชาการทางเศรษฐศาสตร์เพื่ออธิบายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเซ็กซ์ประเภทต่างๆ ซึ่งหนึ่งในธุรกิจนั้นก็คือธุรกิจการให้บริการทางเพศหรือโสเภณีนั่นเอง

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเซ็กซ์ (Sex Industry) เป็นธุรกิจที่ผิดกฎหมายในประเทศไทย ธุรกิจดังกล่าวครอบคลุมไปถึง การขายวีดีโอ วีซีดี สิ่งพิมพ์ลามก หนังสือโป๊ หนังสือปกขาว รวมไปถึงงานให้บริการทางเพศอย่างโสเภณี คำถามที่น่าสนใจก็คือ เมื่อเราก็ทราบดีอยู่แล้วว่าธุรกิจดังกล่าวเป็นธุรกิจที่ผิดกฎหมาย แต่ทำไมธุรกิจประเภทนี้ถึงยังดำรงอยู่ในประเทศไทย ผู้ประกอบการก็ไม่ได้มีจำนวนลดลงแต่อย่างใด แต่ในทางกลับกันกลับมีแรงงานที่เข้ามาทำงานในธุรกิจประเภทนี้มากขึ้น (เข้ามาขายหรือให้บริการ) โดยที่ในวันหนึ่งๆจะมีเงินหมุนเวียนในธุรกิจนี้อย่างมหาศาลและประมาณค่าไม่ได้ แนวคิดเศรษฐศาสตร์สามารถตอบคำถามดังกล่าวได้ โดยใช้หลักการเบื้องต้นอย่าง “อุปสงค์และอุปทาน” (Demand and Supply) ของตลาด

จากการวิเคราะห์ทางด้านอุปสงค์ของผู้บริโภค (Demand Side) ในธุรกิจประเภทนี้ เราไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่ามนุษย์นั้นมีความรู้สึกไวต่อเพศตรงข้าม และมีความชื่นชอบที่จะ “เสพ” (Consume) สินค้าและบริการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเซ็กซ์ ไม่ว่าจะเป็น การดู การฟัง รวมไปถึงการสัมผัส มนุษย์มองว่าเซ็กซ์เป็นเรื่องลึกลับและน่าค้นหา ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วสามารถอธิบายได้ว่ามนุษย์ยินดีที่จะจ่าย (Willing to Pay) สินค้าและบริการในธุรกิจเซ็กซ์ในระดับที่สูงเพื่อตอบสนองกับความต้องการของตน ซึ่งจะเห็นได้จากการที่หนังสือหรือสิ่งพิมพ์ที่มีภาพและเนื้อหาส่อไปในทางอนาจารนั้นจะมีราคาสูงกว่าสิ่งพิมพ์ประเภทอื่น หรือแม้กระทั่งหนังที่มีเนื้อหาที่มีเรื่องของเซ็กซ์เข้ามาเกี่ยวข้องก็สามารถดึงดูดผู้เข้ามาชมหนังได้เป็นอย่างดี

ถึงแม้ว่าจะมีระดับอุปสงค์และความต้องการที่สูงก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาในด้านอุปทาน (Supply Side) แล้วธุรกิจเซ็กซ์นี้ได้ถูกควบคุมทางด้านกฎหมายเนื่องจากเป็นธุรกิจที่ส่งผล “ในทางลบ” กับสังคม (Negative Externalities) ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบระดับอุปสงค์และอุปทานของตลาดเซ็กซ์นี้แล้วจะเห็นได้ว่าเป็นตลาดที่จะไม่เกิดดุลยภาพของตลาดอย่างแน่นอน (Market Equilibrium) โดยที่อุปสงค์ส่วนเกิน (Excess Demand) ดังกล่าวได้สะท้อนถึงราคาสินค้า (และบริการ) ที่จะถุกผลักให้สูงเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าประเภทอื่นๆทั่วที่เราบริโภคในท้องตลาด แต่ทว่า “ราคาที่สูงนี้กลับเป็นการสร้างกำไรให้กับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเซ็กซ์นี้อย่างมหาศาล” ตัวอย่างเช่นต้นทุนในการผลิตหนังลามกอาจจะอยู่ที่ไม่เกินแผ่นละ 5 บาท แต่ผู้ขายสามารถขายได้ในตลาดถึงแผ่นละ 100 บาท นอกจากนี้ อุปสงค์ของสินค้ายังมีความแตกต่างขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้บริโภค ทำให้ระดับราคาที่สูงขึ้นจึงมีมากในทุกสาขาการผลิตของธุรกิจเซ็กซ์

นอกจากนี้ เมื่อกล่าวถึงธุรกิจเซ็กซ์แล้ว ก็คงจำเป็นที่จะต้องกล่าวถึง “ธุรกิจโสเภณี” อันเป็นภาคบริการที่ใหญ่ที่สุดและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบในธุรกิจประเภทนี้อย่างมหาศาล จริงๆแล้วโสเภณีถือได้ว่าเป็นอาชีพที่เก่าแก่ของโลกอาชีพหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับอาชีพพ่อค้า โดยจากที่กล่าวไปแล้วว่า อัตราค่าบริการที่สูงในธุรกิจประเภทนี้ได้ส่งผลทำให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ๆเข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจประเภทนี้ (ซึ่งเป็นธุรกิจที่ผิดกฎหมาย) มีสาเหตุเนื่องมาจาก 1) กฎหมายที่ห้ามการประกอบธุรกิจดังกล่าวทำให้เกิดอุปสงค์ส่วนเกินและระดับราคาที่สูงขึ้น ดังในกรณีของสินค้าในธุรกิจเซ็กซ์อย่าง หนังสือลามกและวีซีดีลามกที่อธิบายว้ตอนต้น และ 2) รายได้ที่สูงของโสเภณีเมื่อเปรียบเทียบกับวิชาชีพอื่น ซึ่งค่าแรงที่สูงนี้ก็สะท้อนถึงต้นทุนที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน

เมื่อเรานำประเด็นทางด้านโสเภณีมาวิเคราะห์ในแนวทางของเศรษฐศาสตร์แล้วเราจำเป็นที่จะต้องตอบคำถามก่อนว่า “ในเมื่อการประกอบอาชีพโสเภณีนั้นเป็นอาชีพหนึ่งที่มีรายได้สูงเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนชั่วโมงปฏิบัติการ แต่ทำไมถึงมีสุภาพสตรีเพียงจำนวนน้อยถึงเลือกที่จะประกอบอาชีพดังกล่าว” คำตอบก็อย่างที่เราน่าจะทราบอยู่แล้วก็คือ การประกอบอาชีพดังกล่าวมี “ต้นทุนทางสังคม” ที่สูงมาก (เช่นเป็นอาชีพที่ผิดกฎหมาย และไม่ได้รับการยอมรับทางสังคม) ซึ่งแน่นอนว่าได้สูงกว่าผลได้ในรูปตัวเงิน (Monetary Benefit) จากการประกอบอาชีพดังกล่าว ดังนั้นเมื่ออุปทานแรงงาน (Labor Supply) ของการประกอบอาชีพโสเภณีนั้นมีต่ำ รวมไปถึงผู้ประกอบอาชีพดังกล่าวจะเป็นที่จะต้องเผชิญกับต้นทุนทางสังคมที่สูง นักเศรษฐศาสตร์จึงมีความเห็นว่าอุปทานแรงงานของอาชีพดังกล่าวจึง “ไม่มีความยึดหยุ่น” (Inelastic Labor Supply) เช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆที่มีรายได้สูงอย่าง ดารา นักร้อง นักกีฬาอาชีพ หมอ วิศวกร และทนายความเป็นต้น ที่มีความยืดหยุ่นต่ออุปทานแรงงานต่ำเช่นดัน โดยค่าความยึดหยุ่นที่ต่ำของผู้กอบอาชีพโสเภณีนี้สามารถอธิบายได้ว่า ถึงแม้ว่าจะมีรายได้ที่สูงอย่างไร อัตรารายได้ที่แตกต่าง (Wage Differentials) ดังกล่าวก็ไม่สามารถดึงคนเข้ามาประกออาชีพประเภทนี้ได้มากนัก (เมื่อเทียบกับอัตราการเข้าออกในสาขาอาชีพอื่นโดนเฉลี่ย) ซึ่งแน่นอนที่สุดว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลทำให้ผู้ประกอบอาชีพโสเภณีนี้ได้รับรายได้สูงกว่าตลาดเสมอ

อีกสาเหตุหนึ่งที่โสเภณีมักจะได้รับรายได้สูงกว่าการประกอบอาชีพอื่นก็คือ อาชีพนี้มีลักษณะที่มี “วงจรชีวิตสั้น” (Short Life Cycle) เช่นเดียวกับดารา นักร้อง หรือนักกีฬาอาชีพ ที่จะสามารถหารายได้ที่สูงในช่วงอายุหนึ่งของชีวิตเท่านั้น โดยที่ในระยะยาวจะต้องนำรายได้ที่หาได้นี้มาใช้เพื่อการบริโภค ผู้ประกอบอาชีพโสเภณีทุกท่านทราบถึงข้อจำกัดนี้เป็นอย่างดี และได้ตัดสินใจประกอบอาชีพดังกล่าว สาเหตุหนึ่งอาจจะเนื่องมาจากความต้องการรายได้ในปัจจุบันซึ่งสูงมาก เช่นผู้ประกอบอาชีพนี้ได้ส่งเงินไปให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัด ซึ่งในหลายครอบครัวอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินดังกล่าวโดยเร่งด่วน ซึ่งถ้าเลือกประกอบอาชีพอื่นก็อาจะไม่สามารถหาเงินจำนวนดังกล่าวได้ทัน

จากการอธิบายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ทางด้านอุปสงค์และอุปทานของตลาดโสเภณีสามารถใช้อธิบายการเจริญเติบโตของธุรกิจนี้ได้โดยสรุปคือ

1) ความต้องการที่สูงขึ้นและคามต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคส่งผลทำให้ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเพื่อซื้อหรือรับบริการจากธุรกิจประเภทนี้ ถึงแม้ว่าสินค้าและบริการนั้นจะมีราคาสูงก็ตาม

2) การห้ามประกออาชีพนี้ตามกฎหมายกลับเป็นการสร้างกลไกทำให้เกิดอุปสงค์ส่วนเกิน ซึ่งส่งผลทำให้ราคาตลาดสำหรับธุรกิจนี้มีราคายิ่งสูงขึ้นตามมา

3) ปัจจัยการผลิตที่สำคัญอย่างแรงงาน (โสเภณี) ได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่าการประกอบอาชีพอื่นๆเนื่องมาจาก การมีวงจรชีวิตงานที่สั้น และ การไม่มีความยืดหยุ่นในตลาดแรงงาน ซึ่งส่งผลทำให้อุปทานของประกอบอาชีพโสเภณีนี้มีระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ที่จะได้รับเพิ่มขึ้น

แต่เนื่องจากว่าเรายังเห็นธุรกิจดังกล่าวสามารถดำเนินได้โดยปกติสุข (จนหลายท่านอาจะไม่ทราบว่าเป็นธุรกิจผิดกฎหมาย) การห้าม “แต่ห้ามไม่หมดและไม่จริงจัง” นี้จึงเป็นเหมือนกับการช่วยสนับสนุนแบบอ้อมๆให้ผู้ประกอบการในธุรกิจโสเภณีและธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวกับเซ็กซ์นี้ได้รับผลตอบแทนทางกำไรสูงขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดจะเป็นการยากยิ่งขึ้นในการควบคุมในระยะยาว เนื่องจากกำไรที่สูงขึ้นจะเป็นการชักจูงผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาสู่ในตลาดมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้คงต้องฝากให้ผู้มีอำนาจลองคิดดูว่าจะทำอย่างไรดี