เป็นที่ยอมรับกันดีอยู่แล้วว่า ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในบ้านเราขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งไม่ใช่เป็นปัญหาใหม่แต่อย่างใด แต่เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานานแล้ว คำถามก็คือว่าปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆเหล่านี้มาด้วยสาเหตุใด ทำไมถึงมักเกิดขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นมากกว่าวัยอื่นๆอย่างกลุ่มวัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ (ไม่ได้แปลว่าไม่มีนะครับ) คำตอบง่ายๆก็คือ “วัยรุ่นเป็นวัยที่ชอบเผชิญกับความเสี่ยง เป็นวัยที่ยังไม่สามารถพิจารณาและตัดสินใจในแง่มุมต่างๆได้อย่างรอบคอบ และมักมองไปข้างหน้าได้สั้นกว่าผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์มากกว่า” ปัญหาต่างๆที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็เช่น การไม่ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อครั้งมีเพศสัมพันธ์ การเสพยาเสพติด การขับรถเร็ว รวมไปถึงการทะเลาะวิวาทต่างๆ จนในหลายๆครั้งที่ความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนเองเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อคนอื่นๆด้วย เช่นการติดเชื้อโรคจากการมีเพศสัมพันธ์หรือเกิดการตั้งครรภ์ก่อนเวลาอันสมควร การดื่มเหล้าจนเมามายและขับรถไปชนคนอื่น หรือแม้กระทั่งการทะเลาะวิวาทที่ไปพังทลายข้าวของของคนอื่นจนเสียหาย สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น และจะเป็นการดีถ้าปัญหาต่างๆเหล่านี้ลดลงหรือหมดไปจากประเทศ (ซึ่งอย่างหลังนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้)
นักจิตวิทยาเป็นผู้ที่สามารถตอบคำถามถึงสาเหตุดังกล่าวของปัญหาได้เป็นอย่างดี นักจิตวิทยาได้อธิบายถึงสาเหตุของความก้าวร้าว ความอยากรู้อยากลอง และการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบของวัยรุ่น ในทางด้านเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่เองก็เริ่มศึกษาถึงแนวทางของจิตวิทยาดังกล่าวมากขึ้น โดยเมองว่าปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่นักเศรษฐศาสตร์จะต้องศึกษาและหาแนวทางแก้ไข โดยทั่วไปเศรษฐศาสตร์จะตั้งสมมติฐานอยู่เสมอว่ามนุษย์ทุกคนจะใช้การตัดสินใจเลือกอย่างมีเห็นมีผล (Rational Choice) โดยที่จะพิจารณาให้รอบคอบถึง “ผลได้และผลเสีย” (Benefit-Cost) ของทางเลือกในแต่ละประเภทอย่างรอบคอบก่อนที่จะดำเนินการตัดสินใจ แต่ปัญหาก็คือว่า ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่กล่าวไว้ข้างต้นได้สะท้อนออกมาแล้วว่า วัยรุ่นหรือไม่รุ่นเหล่านั้นได้กำหนดการตัดสินใจต่างๆโดยไม่ได้ใช้พื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์เลย โดยที่การตัดสินใจต่างๆที่มีความเสี่ยงนั้นเป็นสิ่งที่แสดงอยู่แล้วว่าผลเสีย (Cost) ที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจนั้นสูงกว่าผลได้ (Benefit) มากนัก ในที่นี้ไม่ใช่เฉพาะแต่เพียงวัยรุ่น ถ้าเรานำปัญหาทางสังคมที่มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีวัยกลางคน (Midlife Crisis) มาพิจารณา อย่างเช่นการที่สามีนอกใจภรรยาไปมีภรรยาน้อยนั้น ก็เป็นการตัดสินใจที่แสดงถึงความไม่มีเหตุเป็นผล เนื่องจากเป็นการตัดสินใจที่ผลเสียมักจะเกิดขึ้นมากกว่าผลได้เสมอ
วัยรุ่นทุกคนทราบดีว่าการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช่ถุงยางอนามัยมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการตั้งครรภ์รวมไปถึงการติดเชื้อ เขายังทราบอีกว่าการสูบบุหรี่ กินเหล้า หรือเสพกัญชาเป็นสิ่งที่บั่นทอนสุขภาพ หรือแม้กระทั่งการทะเลาะเบาะแว้งหรือยกพวกตีกันจะทำให้ตนเจ็บตัวและอาจจะถูกจับเข้าคุกเข้าตะรางได้ หรือผู้ใหญ่รู้ดีว่าการเล่นการพนันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และการมีภรรยาน้อยเป็นสิ่งที่ผิดทางศีลธรรม แต่ทำไมเมื่อทุกคนทราบถึงผลเสีย (Cost) ที่เกิดขึ้นแล้ว บุคคลต่างๆเหล่านั้นถึงยังเลือกการตัดสินใจที่ผิดๆเหล่านั้นอยู่ นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economist) เรียกทางเลือกที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล (Irrational Choices) นี้ว่าเป็น “การพยากรณ์ที่เบี่ยงเบน” (Projection Bias) ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการตัดสินใจจากความต้องการที่ไม่ได้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ นักจิตวิทยากล่าวว่าวัยรุ่นมักตัดสินใจเลือกในสิ่งที่ตอบสนองต่อความต้องการอย่าง “เร็ววันทันด่วน” (Immediate Gratification) และอาจจะไม่คำนึงถึงผลได้และผลเสียในระยะยาวมากนัก นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์มากกว่ามักจะประสบปัญหา “การพยากรณ์ที่เบี่ยงเบน” นี้น้อยลง
นอกจากนี้ งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ยังพบว่า 1) มนุษย์มักจะเห็นว่าสิ่งที่อยู่รอบๆตัวและสัมผัสได้จะมีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น จะเห็นได้จากการที่วัยรุ่นจะเห็นว่าโอกาสในการมีเพศสัมพันธ์ในตอนนี้ก็ยังดีกว่าการรอที่จะถึงวัยที่สมควร ซึ่งแต่ละคนก็ไม่ทราบว่าเมื่อใดถึงจะสมควร 2) มนุษย์มีความเห็นแก่ได้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้งมากกว่าประโยชน์ของสังคม เช่นวัยรุ่นมีความสนุกจากการขับรถ (หรือมอเตอร์ไซด์) เร็วโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนอื่นๆที่สัญจรบนถนน หรือ 3) มนุษย์จะมีความอ่อนไหวมากจากสิ่งต่างๆที่ตนองได้รับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสิ่งที่ตนองมีอยู่เดิม เช่นความแตกต่างระหว่างเงิน 1,200 บาทกับ 1,100 บาทนั้นมีความแตกต่างระหว่างเงิน 200 บาทและเงิน 100 บาทมาก ซึ่งแสดงได้ว่ามนุษย์จะมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ตนไม่เคยได้สัมผัส เช่นวัยรุ่นที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลยอาจจะถูกชักจูงได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ให้มาสูบบุหรี่ เป็นต้น การศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่ผ่านมาได้พยายามหาเครื่องมือเพื่อต่างๆเพื่อลดปัญหาการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบดังกล่าว โดยใช้หลักการในเรื่องของการกำหนด “แรงจูงใจและบทลงโทษ” (Incentives and Penalties) ต่างๆ เช่นการเก็บภาษีสรรพสามิตกับเหล้าและบุหรี่เพื่อทำให้ราคาขายของสินค้าเหล่านั้นสูงขึ้นเพื่อเป็นการลดการบริโภค การปรับเงินผู้สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ หรือกำหนดบทลงโทษที่สูงขึ้นจากผู้ที่เมาและขับ เป็นต้น โดยนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าเครื่องมือดังกล่าวจะสามารถลดปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นนี้ไม่มากก็น้อย
เมื่อมาศึกษาถึงประเด็นต่างๆนี้มากขึ้นทำให้ผมมานึกถึงนโยบายที่ “ตลก” มากนโยบายหนึ่งเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา นั่นก็คือการติดตั้งเครื่องขายถุงยางอนามัยในสถานศึกษา พอได้ยินแล้วก็รู้ได้ว่าในบางครั้งผู้ใหญ่ก็ไม่ได้มีการตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผลด้วยเหมือนกัน (ไม่ใช่จะเกิดแต่กับเด็กวัยรุ่น) นโยบายดังกล่าวอยากให้วัยรุ่นหันมาใช้ถุงยางอนามัยมากขึ้นเพื่อลดปัญหาการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่างๆ แต่ทว่าผู้ออกนโยบายอาจจะไม่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงประเด็นต่างๆที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นเช่น ประการแรก เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าการที่วัยรุ่นที่ตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนนั้นเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมเหตุสมผล (Irrational Behavior) ดังนั้นการตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยในสถานศึกษาจะทำให้คนไม่มีเหตุมีผลนั้นมาเลือกซื้อได้อย่างไร ประการที่สอง ต้นทุนทางสังคม (Social Cost) จากการตั้งตู้ขายถุงยางนั้นจะสูงมากอย่างประมาณค่าไม่ได้ เนื่องจากเป็นการตั้งในสถานศึกษาซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์และควรได้รับการเคารพ ในอนาคตสถานศึกษาไทยจะเป็นอย่างไรเมื่อนักเรียนนักศึกษาเห็นว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมือง (บางท่าน)มองว่าปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว ประการที่สาม ถุงยางอนามัยไม่ได้เป็นสิ่งที่หาซื้อยากจนจะต้องไปตั้งเป็นตู้ขายในสถานศึกษา อย่าลืมว่าร้านสะดวกซื้อทุกที่ก็มีถุงยางตั้งขายแทบทั้งสิ้น ประการที่สี่ ไม่เคยมีการศึกษาวิจัยว่าการตั้งตู้ขายจะทำให้เกิดการใช้ถุงยางมากขึ้น ในขณะที่นโยบายที่เหมาะสมก็คือการใช้กลไกทางด้านราคาเป็นตัวกำหนด เช่นการแจกถุงยางอนามัยฟรี ซึ่งจะเห็นผลมากกว่า
ในท้ายที่สุด การตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลได้และผลเสียอย่างรอบคอบจะเป็นการลดปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้ดีที่สุด ถึงแม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะมาจากการตัดสินใจที่ไม่สมเหตุสมผลก็ตาม ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงเหตุและผลต่างๆ อย่างลึกซึ่งเพื่อกำหนดนโยบายอย่างเหมาะสม ไม่ใช่คิดว่าจะเป็นผู้ให้ในแบบที่ท่านคิดว่าถูกต้อง (อย่างการตั้งตู้ขายถึงยางหรือจัดแข่งรถซิ่งในสนามแข่ง) แต่ควรจะใช้นโยบายทางด้านแรงจูงใจและบทลงโทษให้เหมาะสมน่าจะดีกว่า
