04 มิถุนายน 2549

วิเคราะห์ “บอลโลก” ในแนวทางของ “เศรษฐศาสตร์”



หลังจากที่ได้ตั้งหน้าตั้งตารอมานาน มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง “ฟุตบอลโลก” ก็ได้เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง การแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้ได้ถ่ายทอดไปทั่วโลกกว่า 213 ประเทศ เป็นเวลาถึงหนึ่งเดือนเต็ม เราเองก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาที่คนไทยชอบเล่น ชอบดู และติดตามมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับกีฬาประเภทอื่นๆ โทรทัศน์ในประเทศไทยมีการถ่ายทอดการแข่งขันคู่สำคัญๆอย่างต่อเนื่อง ไม่เฉพาะเพียงแค่นั้น ยังมีรายการวิเคราะห์ข่าวกีฬาจากผู้ชำนาญการทางด้านนี้ออกมาอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

แต่อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลก็เป็นเพียงลูกกลมๆที่นักวิเคราะห์อาจจะวิเคราะห์ผิดบ้างถูกบ้าง (เช่นเดียวกับการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ แต่การวิเคราะห์ฟุตบอลจะมีโอกาสผิดพลาดมากกว่ามาก) แม้กระทั่งจากนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์และชำนาญทางด้านนี้ คอลัมน์ทันเศรษฐกิจวันนี้ขอตามกระแสยอมนิยมอย่างฟุตบอลโลก โดยจะทำการเสนอผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งเพื่อวิเคราะห์ผลบอลโลกให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ ในการวิเคราะห์ของผมคงไม่สามารถทำได้เหมือนท่านผู้ชำนาญการทางฟุตบอลได้เนื่องจากว่าผมไม่ได้อยู่ในสาขาอาชีพดังกล่าว แต่ทว่า ในการนี้ ผมขอนำเสนองานวิจัยที่ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์ ซึ่งจะเป็นแนวการวิเคราะห์ที่แตกต่างไปจากที่ท่านได้รับฟังตามสื่อโทรทัศน์ โดยทั่วไป

ผมขอสรุปงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ Benno Torgler จาก Georgia State University ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ตีพิมพ์ในวารสาร KYKLOS ในปี ค.ศ. 2004 มาทำการวิเคราะห์ งานศึกษาชิ้นนี้ได้เก็บรวบรวมผลการแข่งขันฟุตบอลโลกคราวที่แล้วในปี ค.ศ. 2002 ที่ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นเจ้าภาพมาใช้ในการวิเคราะห์ โดยได้เก็บข้อมูลจากการแข่งขันทั้งสิ้น 63 นัดจาก 64 นัด โดยได้ตัดนัดชิงชนะเลิศที่เป็นการพบกันระหว่างบราซิลและเยอรมันออกเนื่องจากผู้วิจัยเห็นว่าเป็นนัดที่มีการตึงเครียดสูงและมีปัจจัยหลายๆอย่างที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุม ผู้วิจัยได้จำแนกปัจจัยต่างๆเป็น 3 ด้านดังต่อไปนี้

• ด้านที่ 1: จุดแข็งของทีม (Strength of the Team)โดยได้แยกจำแนกเป็นสองตัวแปรคือ 1.1) อันดับของทีมจากการจัดอันดับของ FIFA และ 1.2) การเป็นเจ้าภาพ
• ด้านที่ 2: ศักยภาพของทีมระหว่างทำการแข่งขัน (Performance during the game) โดยแบ่งเป็น 2.1) จำนวนการยิงประตูเข้ากรอบ, 2.2) จำนวนการฟาล์ว, 2.3) จำนวนการเตะลูกจุดโทษ, 2.4) จำนวนการเตะฟรีคิก, 2.5) จำนวนที่ล้ำหน้า, 2.6) จำนวนใบเหลือง, และ 2.7) การไล่ออกจากสนาม
• ด้านที่ 3: อิทธิพลจากผู้ตัดสิน (Influence of a referee) โดยแบ่งเป็น 3.1) การที่ผู้ตัดสินมาจากภูมิภาคเดียวกับทีมที่ทำการแข่งขัน และ 3.2) การที่ผู้ตัดสินพูดภาษาเดียวกับทีมที่ทำการแข่งขัน

ผู้วิจัยได้นำข้อมูลมาประมาณการหาสมการความน่าจำเป็นที่ทีมจะชนะ (Win/Not-to-Win Function) โดยผลที่ได้เป็นดังต่อไปนี้
1. ทีมที่มีอันดับสูงกว่าหนึ่งอันดับมีความน่าจำเป็นที่จะชนะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 นั่นหมายความว่าถ้าทีมสองทีมที่มีอันดับที่แตกต่างกันอยู่ 10 อันดับ ทีมที่มีอันดับสูงกว่าจะมีโอกาสชนะเพิ่มขึ้นถึงประมาณร้อยละ 9

2. อิทธิพลจากการเป็นเจ้าภาพส่งผลทำให้ทีมที่เป็นเจ้าภาพนั้นมีความน่าจำเป็นที่จะชนะเพิ่มขึ้นถึงสูงถึงร้อยละ 45

3. ทางด้านศักยภาพของทีมระหว่างทำการแข่งขัน มีเพียงสองตัวแปรเท่านั้นมีผลกระทบต่อความน่าจำเป็นที่ทีมจะชนะอย่างมีนัยสำคัญคือ
3.1) “จำนวนการยิงประตูเข้ากรอบ” (Shot on Goal) โดยที่ยิ่งทีมสามารถที่จะยิงเข้ากรอบได้มากขึ้นหนึ่งลูก จะเพิ่มความน่าจำเป็นให้ทีมนั้นชนะอยู่ร้อยละ 7.1
3.2) “การไล่ออกนอกสนาม” (Expulsions) โดยที่ทีมที่ผู้เล่นถูกไล่ออกจะมีโอกาสที่จะชนะลดลง (หรือแพ้เพิ่มขึ้น) ถึงร้อยละ 29.6

4. การศึกษายังพบว่าอิทธิพลจากผู้ตัดสินที่มาจากภูมิภาคเดียวกันจะส่งผลให้ทีมนั้นชนะมากกว่าการที่ผู้ตัดสินพูดภาษาเดียวกันกับทีมที่ลงเล่น แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัยจากผู้ตัดสินดังกล่าวยังไม่มีนัยสำคัญมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจัยทางด้านจุดแข็งของทีมและศักยภาพของทีมระหว่างทำการแข่งขัน

5. ศักยภาพของผู้ตัดสินขึ้นอยู่กับว่าผู้ตัดสินคนนั้นเคยผ่านการเป็นผู้ตัดสินในบอลโลกมาก่อนหรือไม่ โดยที่ผู้ตัดสินที่มีประสบการณ์จะมีศักยภาพมากกว่าผู้ตัดสินที่ไม่มีประสบการณ์
โดยสรุปจะเห็นได้ว่า โอกาสที่ทีมใดที่ใดหนึ่งจะชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับอันดับที่สูงกว่าแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังคงขึ้นอยู่กับศักยภาพในระหว่างที่ทำการแข่งขันด้วย สิ่งที่น่าสนใจก็คือผลกระทบจากผู้ตัดสินเป็นปัจจัยที่หลายฝ่ายมักจะลืมที่จะคำนึงถึงและเป็นปัจจัยที่ที่ไม่สามารถเพิกเฉยได้ จึงเป็นหน้าที่ของ FIFA ที่จะต้องจัดระบบผู้ตัดสินให้เกิดความเป็นธรรมกับทีมที่แข่งขันมากที่สุด โดยต้องคำนึงทั้งภูมิภาค ภาษา และประสบ การณ์ของผู้ตัดสินเป็นสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนที่สำคัญของบทวิจัยชิ้นนี้ก็คือการนำข้อมูลในอดีตมาทำการศึกษา ซึ่งผลที่เกิดขึ้นในอดีตอย่างการแข่งขันในปี 2002 คงจะไม่สามารถนำมาอธิบายผลในปี 2006 ได้ในทุกๆเรื่อง

ในท้ายที่สุด ผมหวังว่าบทความชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์ในการให้ความรู้ทางด้านวิชาการ “เศรษฐศาสตร์การกีฬา” (Sport Economics) แก่แฟนบอลโลกชาวไทยทุกๆท่านเพื่อใช้ประกอบในการเชียร์ฟุตบอลเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ผมไม่สนับสนุนที่เนื้อหาในบทความนี้จะนำไปใช้ในการ “เล่นพนันบอล” หรือถูกใช้ในทางที่ผิด อย่าลืมครับว่า การพนันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและไม่เคยทำให้ใครเจริญ ขอให้ทุกท่านสนุกกับการชมบอลโลกในครั้งนี้นะครับ