15 มิถุนายน 2549

“ศูนย์กลางสุขภาพ” (Medical Hub) ความฝันที่อยากให้เป็นจริง



การให้บริการสุขภาพเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งของประเทศภายใต้กรอบการค้าเสรี ประเทศไทยได้ประกาศตัวที่จะเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพ” (Medical Hub) ในเอเชีย คำถามอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีโอกาสเป็นศูนย์กลางสุขภาพของเอเชีย และเราจะเป็นได้อย่างที่หวังเอาไว้จริงหรือไม่ โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งดำเนินกลยุทธ์ออกมาโดยให้ความสนใจการบริหารจัดการของธุรกิจโรงพยาบาลในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นการเสนอแพ็กเกจเพื่อดึงดูดคนไข้ต่างชาติด้วยระบบการรักษาพยาบาลอย่างครบวงจรตั้งแต่บริการจองโรงแรม จองสายการบิน มีรถพยาบาลไปรับที่สนามบิน บริการรับส่งคนไข้ที่อาการไม่หนักพร้อมญาติไปช้อปปิ้ง ซึ่งเป็นรูปแบบการให้บริการที่โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งได้นำแบบจำลองธุรกิจ(Business Model) ของโรงพยาบาลจากต่างประเทศมาใช้ คำถามต่อมาก็คือ การบริหารจัดการตามวิธีดังกล่าวจะนำประเทศไทยไปสู่เป้าหมายของการเป็นศูนย์กลางสุขภาพในเอเชียได้จริงหรือ รูปแบบการให้บริการรักษาพยาบาลในต่างประเทศที่กล่าวมาข้างต้นจะเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่

ความได้เปรียบที่สำคัญของการให้บริการสุขภาพของไทยก็คือ การมีแพทย์ที่มีชื่อเสียงในการรักษาพยาบาลในหลายๆด้าน โดยเฉพาะการทำศัลยกรรมตกแต่งด้วยเครื่องมือทางการแพทย์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ค่ารักษาพยาบาลที่ถูกกว่าต่างประเทศ แต่จุดอ่อนที่พบก็คือ “ความไม่เพียงพอของบุคลากรทางการแพทย์” จะเป็นปัญหาเรื้อรังในการให้บริการรักษาพยาบาลก็ตาม แต่ประเด็นที่สำคัญกว่าจึงอยู่ที่ความพร้อมหรือไม่พร้อมในส่วนของบุคลากร และความพร้อมที่มีอยู่แล้วนั้นได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แล้วหรือยัง

ถ้านำหลักการทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของอุปสงค์และอุปทานเข้ามาอธิบาย ตลาดที่เหมาะสมก็น่าจะเป็นเมื่ออุปสงค์มีระดับที่เป็นดุลยภาพกับอุปทาน ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ดุลยภาพดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นในสาขาการรักษาพยาบาล โดยมีตัวอย่างของอุปทานของการรักษาพยาบาลในประเทศไทยที่ไม่ตรงกับอุปสงค์ของชาวต่างชาติเช่น

• เมื่อดูจากจำนวนคนไข้ประเภทผู้ป่วยนอก ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้รับบริการชาวจีนที่เข้ามาใช้บริการประเภททันตกรรมพบว่า มีการให้บริการไม่เพียงพอต่อการใช้บริการ โดยดูจากเก้าอี้ทำฟันและชั่วโมงที่ใช้ต่อคนไข้ 1 คน มีศักยภาพรองรับคนไข้ทำฟันเพียง 60,840 คน จากอุปสงค์ของชาวต่างชาติที่มากถึง 72,671 คน ในส่วนของเครื่องมือที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศส่วนใหญ่ยังเป็นเครื่องมือที่ไม่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทันตกรรมที่มีอุปสงค์ของชาวต่างชาติในการใช้บริการจำนวนมาก

• ในด้านศัลยกรรมตกแต่งที่ประเทศไทยมีแพทย์ที่ชำนาญและมีค่ารักษาพยาบาลที่ถูกนั้นพบว่า มีการเข้ามาใช้บริการของชาวต่างชาติในจำนวนที่น้อยกว่าการรักษาพยาบาลประเภทอื่น เมื่อเปรียบเทียบด้วยจำนวนแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขานี้

• นอกจากนี้แพทย์ที่เข้าร่วมโครงการเพื่อรองรับการให้บริการผู้ป่วยต่างชาติ ส่วนใหญ่เป็นแพทย์ด้านกุมารเวชศาสตร์ซึ่งถือว่าการเตรียมความพร้อมด้านอุปทานทางการแพทย์ยังไม่เหมาะสม เนื่องจากผู้รับบริการจากต่างประเทศจะเข้ามารับบริการในสาขานี้น้อยมาก

ตัวอย่างดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในตลาดบริการสุขภาพ และ“อะไรเป็นสาเหตุให้อุปทานในตลาดบริการสุขภาพของประเทศไทยไม่สามารถตอบสนองต่ออุปสงค์ของผู้รับบริการต่างชาติได้อย่างแท้จริง”

การดำเนินยุทธศาสตร์การให้บริการรักษาพยาบาลแก่ผู้รับบริการต่างชาติควรออกมาในรูปแบบใดเพื่อให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากการค้าบริการสุขภาพในบริบทของการเปิดเสรีมากที่สุด ถ้าพบว่า “อุปสงค์” ในบริการรักษาพยาบาลของผู้รับบริการต่างชาติออกมาในรูปแบบการเข้ามาใช้บริการในแผนกผู้ป่วยนอกโดยเข้ามารับบริการทันตกรรม การฟื้นฟูสมรรถภาพ ศัลยกรรมตกแต่งมากตามลำดับ ในขณะที่โรงพยาบาลเอกชนที่พร้อมให้บริการแก่ชาวต่างชาติมีแพทย์เข้าร่วมโครงการเป็นแพทย์ เชี่ยวชาญเฉพาะด้านด้านกุมารเวชศาสตร์ แพทย์ศัลยศาสตร์ แพทย์ออโธปิดิกส์ มากตามลำดับ หากเป็นการพิจารณาตามเหตุผลของอุปทานต่ออุปสงค์ดังกล่าวข้างต้นเราจะได้คำตอบว่า “ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมคงหลีกไม่พ้นการผลิตแพทย์ให้ตรงกับความต้องการการรักษาพยาบาลของชาวต่างชาติควบคู่ไปกับความต้องการการรักษาพยาบาลของผู้รับบริการในประเทศ” เพื่อไม่ให้ผลิตแพทย์ในบางสาขาที่ไม่ตรงกับความต้องการในปริมาณที่มากเกินไป มีภาคเอกชนร่วมมือในการผลิตแพทย์โดยมีภาครัฐทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพ ยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการเน้นการพัฒนาคุณภาพการบริการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องมากกว่าการใช้กลยุทธ์ด้านราคา โดยที่กลยุทธ์ทางด้านราคา (Price Strategy) ควรเป็นเพียงทางเลือกให้ผู้รับบริการชาวต่างชาติตัดสินใจเข้ามาใช้บริการโดยกำหนดให้มีมาตรฐานเดียวกัน ให้ความสำคัญในการลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะพยาบาลซึ่งปัจจุบันยังได้รับการสนใจน้อยมาก การประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศเน้นถึงการบริการรักษาพยาบาลที่ประเทศไทยมีความชำนาญรวมถึงการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบการเข้ามาใช้บริการ นอกจากนี้รัฐบาลควรส่งเสริมการวิจัยทางแพทย์และสนับสนุนโรงพยาบาลที่มีความสามารถในการการรักษาพยาบาลเฉพาะทางเพื่อตอบสนองกับอุปสงค์ทางการรักษาพยาบาลในอนาคต ซึ่งการรักษาดุลยภาพของอุปสงค์และอุปทานนี้จะทำให้ศูนย์กลางสุขภาพเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และไม่เกินฝัน