26 มิถุนายน 2549

ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นจาก “ความตาย”



หัวข้อเรื่องนี้อ่านแล้วดูค่อนข้างหดหู่เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่มนุษย์เกือบทุกคนไม่อยากจะเจอ นั้นก็คือเรื่องของ “ความตาย” แต่ทุกคนก็ทราบดูอยู่แล้วว่า ความตายเป็นสิ่งที่สุดท้ายที่จะต้องเกิดขึ้น และไม่สามารถที่จะหลักหนีได้พ้น ผมได้ตัดเนื้อหาของบทความชิ้นนี้มาจากงานศึกษาเรื่อง “ความตายในแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม” (The Behavioral Economics of Death) ที่ผมได้เขียนร่วมกับ ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในงานการประชุมวิชาการประจำปีครั้งที่ 2 “ประชากรและสังคม 2549” ที่จัดขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยจุดประสงค์ก็คือเพื่อเป็นองค์ความรู้ทางวิชาการ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านในคอลัมน์ “ทันเศรษฐกิจ” นี้ไม่มากก็น้อย

เศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่กล่าวถึง “ทางเลือก” (Making Choices) อันเกิดจากการตัดสินใจภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด (Limited Resources) เพื่อตอบสนองต่อความพึงพอใจสูงสุด (Utility Maximization) โดยคำนึงถึงสัจธรรมเบื้องต้นของชีวิตมนุษย์ คือ “เกิด” “แก่” “เจ็บ” และ “ตาย” ด้วย การศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเอง (Mainstream Economics) มักนิยมที่จะอธิบายถึงการตัดสินใจของมนุษย์ (Economic Decision Making) รวมไปถึงพฤติกรรมของสังคมเพื่อการดำรงชีวิตในด้านต่างๆ เพื่อสอดคล้องต่อสัจธรรมทั้งสี่นี้ และในปัจจุบัน นักเศรษฐศาสตร์ได้ให้ความสำคัญกับสาขาที่ชื่อว่า “เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม” (Behavioral Economics) มากขึ้น โดยสาขานี้พยายามอธิบายถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจต่างๆของมนุษย์ที่อยู่นอกเหนือจากข้อสมมติฐานจากทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์แบบดั้งเดิมที่กล่าวไว้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจ โดยนักเศรษฐศาสตร์ในสาขานี้จะใช้แนวคิดทางด้านจิตวิทยาเข้ามาใช้ในการอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์

ดังนั้นเศรษฐศาสตร์จึงไม่ได้มองว่าทางตายเป็นทางเลือก แต่มองว่าเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น และมนุษย์พยายามที่จะหลีกเลี่ยง โดยพิจารณาว่า การตายเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ แต่มีโทษมหาศาล ยกเว้นเสียแต่มีบางสาชาอาชีพ (เช่น สัปเหร่อ หรือช่างทำโรงศพ) ที่จะรับประโยชน์จากการเสียชีวิต แต่เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ประโยชน์ดังกล่าวยังน้อยกว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการตายอยู่มาก ทำให้คนที่มีเหตุผล (Rational Persons) เลือกที่จะหลีกเลี่ยงจากปัจจัยหรือภัยคุกคามต่างๆ ที่นำมาซึ่งความตาย โดยนักเศรษฐศาสตร์ อธิบายพฤติกรรมของบุคคลที่เลือกที่จะนำตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับความตาย (เช่นการคิดฆ่าตัวตาย การเสพยาเสพติด หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน) ว่าพฤติกรรมเหล่านี้ เกิดจากเจตคติต่อความเสี่ยงและความระมัดระวังของแต่ละคน ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เรียกบุคคลที่เลือกที่จะตายโดยไม่พิจารณาต้นทุนที่สูงซึ่งเกิดจากความตายว่าเป็น “คนที่ไม่มีเหตุผล” (Irrational Persons)

อย่างไรก็ตาม เมื่อนำแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของ “การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์” (Cost-Benefit Analysis) มาพิจารณา พบว่า สามารถนำมาอธิบายถึงการตัดสินใจที่เกี่ยวเนื่องกับความตายได้ ผมขอให้กรณีของทาย ก. มาให้ลองคิดกัน โดยสมมติให้นาย ก. ซึ่งมีอายุ 15 ปี รู้ว่าตนจะเสียชีวิตเมื่ออายุ 20 ปี นาย ก. อาจเลือกที่จะไม่เรียนหนังสือ ไม่ทำงาน หรือใช้เวลาส่วนใหญ่กับการประกอบกิจกรรมที่สร้างความสุขให้กับตนเองมากที่สุด เช่น การเที่ยวเตร่ ดื่มเหล้า เที่ยวผู้หญิง โดยที่นาย ก. เลือกที่จะไม่เรียนหนังสือหรือไม่ทำงาน เพราะนาย ก. คิดว่าการเรียนหนังสือและการทำงานเป็น “ต้นทุน” (Cost) อย่างหนึ่ง ซึ่งประโยชน์ (Benefit) ที่จะได้รับจากจากการเรียนและทำงานอาจอยู่ในช่วงอายุมากกว่า 20 ปี ซึ่งนาย ก. ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว

การตายนำมาซึ่งต้นทุนมหาศาล เมื่อพิจารณาต้นทุนที่เกิดจากการตายแล้วสามารถจำแนกได้ดังต่อไปนี้ ต้นทุนอย่างแรกเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่เสียชีวิต เศรษฐศาสตร์มองว่าความตายเปรียบเสมือนกับการเสียโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกและมีความสุขกับการใช้ชีวิต ดังนั้นความตายจึงมี “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” (Opportunity Cost) สูง เพราะการมีชีวิตอยู่ไม่ว่าจะมีความสุขมากหรือน้อย ถือเป็นประโยชน์ (benefits) ทั้งสิ้น ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่เลือกที่จะตาย ซึ่งเป็นเหตุผลที่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักไม่ใช้การตายเป็น “ทางเลือก” หนึ่งในการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ได้อธิบายว่า ประโยชน์ส่วนบุคคลที่แท้จริงจากมีชีวิตอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นเห็นคุณค่าของตนเองมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นไปได้ว่า บุคคลบางกลุ่มอาจมองว่าการมีชีวิตอยู่เป็นต้นทุนที่สูงเช่นเดียวกัน (และอาจสูงกว่าการเลือกที่จะเสียชีวิต)

ปัจจัยสำคัญในการพิจารณาต้นทุนที่เกิดจากการตายที่มีการศึกษากันมากในทางเศรษฐศสาสตร์ คือเจตคติของแต่ละบุคคลที่เกี่ยวข้องกับความตาย โดยผลกระทบของการเลือกใช้ชีวิตที่เหลืออยู่จะขึ้นอยู่กับ “ระดับการยอมรับและความเข้าใจ” (Sophistication) การตายของแต่ละบุคคล ซึ่งโดยส่วนใหญ่มนุษย์จะมีการ “ปฏิเสธความเป็นจริง” (Denial) ว่าตนเองจะเสียชีวิตและไม่สามารถทำใจยอมรับการตายที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ Kopczuk and Slemrod (2002) ได้ทำการศึกษาถึงความแตกต่างของบุคคล พบว่า “บุคคลที่ปฏิเสธความเป็นจริง” (Forward-Naïve Person) จะมีแนวโน้มที่จะบริโภคต่ำกว่าบุคคลที่ยอมรับว่าตนจะเสียชีวิต (Forward-Sophisticated Person) ซึ่งบุคคลเหล่านั้นจะมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดต้นทุนจากการจัดสรรทรัพยากรที่บิดเบือน (Misallocation of Resource) ในตลาดที่มากกว่า ดังนั้น เมื่อนำกรณีศึกษาของนาย ก. มาพิจารณาว่าทางเลือกของนาย ก. ว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมหรือไม่โดยดูรูปแบบของการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการบริโภค (Pattern of Lifetime Consumption) ของนาย ก. จะพบว่า ว่านาย ก. เป็นผู้ที่มีเจตคติต่อการเสียชีวิตของตนในลักษณะที่เป็น Forward-Sophisticated Person ที่ยอมรับความเป็นจริง โดยนาย ก. เลือกที่จะจัดสรรทรัพยากรทั้งหมดที่ตนมีอยู่เพื่อตอบสนองความต้องการในชีวิตที่เหลืออยู่ของตน

ต้นทุนอย่างที่สองเกิดขึ้นในลักษณะของผลกระทบภายนอก โดยที่การตายของบุคคลๆหนึ่งได้ส่งผลกระทบทางลบต่อบุคคลอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย ตัวอย่างเช่น การเสียชีวิตของหัวหน้าครอบครัวที่เป็นหลักในการหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว จะเกิดต้นทุนภายนอกที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัว เช่น การสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ ที่จะต้องรับภาระที่เกิดขึ้นเมื่อหัวหน้าครอบครัวเสียชีวิต ทั้งนี้ พบว่า เครื่องมือที่ลดความเสี่ยงต่างๆ เช่น การซื้อประกันชีวิต อาจช่วยลดผลกระทบจากการตายอยู่บ้างแต่ผลกระทบทั้งหมดจากการตายที่เป็นผลกระทบภายนอกยังคงมีอยู่ในระดับสูงหลังการตาย
ต้นทุนอย่างสุดท้ายที่เกิดจากความตายสะท้อนถึงการสูญเสียทรัพยากรบุคคลในสังคมที่ประมาณค่าไม่ได้ (Invaluable Human Resource) โดยนักเศรษฐศาสตร์ได้พยายามที่จะการคาดประมาณ “มูลค่าชีวิตเชิงสถิติ” (Value of Statistical Life หรือ VSL) โดยคำนึงถึงความสำคัญของทรัพยากรบุคคลในการพัฒนาประเทศ โดยอธิบายว่า ค่า VSL จะมีค่าสูงสุดในกลุ่มของคนวัยทำงานหนุ่มสาวที่มีอายุประมาณ (28-32 ปี) และลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น โดยที่ผู้สูงอายุและคนชรามี VSL ต่ำกว่าช่วงอายุอื่นๆ และค่า VSL จะลดลงอย่างรวดเร็วในกลุ่มคนวัยนี้ ดังนั้นเมื่อนำแนวคิดทางด้าน VSL มาวิเคราะห์ทางด้านความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก (อย่างกรณีของคลื่นยักษ์ Tsunami หรือการถล่มของตึก World Trade Center) จะเห็นได้ว่า เหตุการณ์เหล่านั้นได้ส่งผลต่อการสูญเสียที่มีมูลค่ามหาศาล
นอกจากนี้ การตลาดยังนำมาซึ่งต้นทุนที่เกิดขึ้นทางด้านจิตใจ (Psychic Cost) ซึ่งเป็นต้นทุนที่อาจจะหนักหนาสาหัสกว่าต้นทุนข้างต้นมาก ดังนั้น บทความนี้จึงไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในเรื่องของความตาย แต่ต้องการที่จะบอกถึง “ความสุขจากการมีคุณค่าของการดำรงชีวิตอยู่” นักเศรษฐศาสตร์มองการฆ่าตัวตายว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุมีผล เนื่องจากคนที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายอาจจะไม่ได้คำนึงถึงความเสียใจจากผู้ที่รักตน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยากให้คนไทยดำรงชีวิตอย่างพอเพียง การฆ่าตัวตายจึงเป็นสิ่งที่ไม่ได้แสดงถึงการดำรงชีวิตที่พอเพียงแต่อย่างไร เศรษฐศาสตร์บอกอยู่แล้วว่าการมีชีวิตอยู่นั้น ไม่ว่าจะสุขหรือทุกษ์ก็เป็นสิ่งเป็นประโยชน์ต่อตนเองและกับผู้อื่นแทบทั้งสิ้น อย่างน้อยท่านก็ได้รู้ว่าโลกนี้มีอะไรให้ท่านดูอีกมาก