ไม่รู้ว่าอะไรดลบันดาลใจผมมานั่งเขียนบทความชิ้นนี้ในวันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ “วันแม่แห่งชาติ” สาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากการที่ช่วงที่ผ่านมามีการประชาสัมพันธ์กันมาก ไม่ว่าจะเป็นรายการในโทรทัศน์และสื่อต่างๆที่พยายามรณรงค์ให้คนไทยเห็นความสำคัญของแม่ผู้ซึ่งทำหน้าที่ในการให้กำเนิดเรามา จนทำให้ผมกลับมามองตัวเองและรู้สึกว่าจริงๆแล้วเราก็อาจจะไม่ใช่ลูกที่ดีเท่าไรนัก ในหลายๆครั้งกับประโยชน์ที่ว่า “ผมรักแม่” นั้นมันช่างเป็นประโยชน์ที่พูดออกมาได้ยากเหลือเกิน รวมไปถึงการแสดงความรักต่างๆเช่นการกอดหรือหอมแก้มนั้นก็เป็นอะไรที่ทำได้ยากไม่ต่างกัน เหตุผลสำคัญคงจะมาจากความเขินอายส่วนตัวที่ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเขินอายไปทำไม ซึ่งผมก็หวังว่าคงท่านผู้อ่านจำนวนไม่มากนักมีบุคลิกที่แย่ๆอย่างนี้
จากที่เกริ่นไว้ก่อนแล้วว่าผมนั่งเขียนบทความชิ้นนี้ในวันที่ 12 สิงหาคม ดังนั้นกว่าท่านผู้อ่านจะได้อ่านก็คงจะหลังจากวันที่ 12 สิงหาอยู่หลายวันเนื่องจากคอลัมน์ “ทันเศรษฐกิจ” ของเรามีอีกหลายบทความที่เข้าคิวรอลงอยู่จำนวนมากซึ่งผมต้องขออภัยมาไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
แนวคิดทาง “เศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของการเป็นแม่” (Mothernomics หรือ Economics of Motherhood) นั้นมักเริ่มด้วยคำถามที่ว่า 1) “เป็นแม่คนนั้นดีอย่างไร ทำไมถึงมีสุภาพสตรีเป็นจำนวนมากอยากที่จะให้กำเนิดใครสักคนและเลี้ยงดูให้คนๆนั้นเติบใหญ่ขึ้นมา” 2) “ทำไมถึงมีอีกหลายคนที่ไม่อยากที่จะมีลูก” และ 3) การเป็นแม่สร้างผลดีให้กับเศรษฐกิจและเป็นผู้สร้างโลกได้อย่างไร” คำถามทั้งหมดสามารถตอบได้โดยใช้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ โดยคำตอบในคำถามแรกที่ว่าเป็นแม่คนนั้นดีอย่างไร อันนี้ผมขอไม่เป็นผู้ตอบ (เนื่องจากผมยังไม่ได้มีโอกาสแม้กระทั่งเป็นพ่อของใครสักคน) แต่ถ้าท่านผู้อ่านกลับไปถามจากผู้ที่เป็นแม่ก็คงจะได้คำตอบอันน่าประทับใจ (อาจถามจากคนใกล้ตัวท่านในครอบครัวก็ได้)
ส่วนคำถามที่สอง ทำไมถึงมีสุภาพสตรีหลายท่านไม่อยากที่จะมีลูก (อันนี้ขอละไว้สำหรับสุภาพสตรีที่สมรสแล้วนะครับ) เนื่องมาจากการเลี้ยงลูกนั้นเป็น “ต้นทุน” อย่างมหาศาลกับผู้เป็นแม่ โดยประกอบไปด้วย 3 ส่วนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น 1) ต้นทุนทางการเงิน (Monetary Cost) ต่างๆจากการเลี่ยงดูไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่านม ค่าใช้จ่ายในการศึกษา และอื่นๆ อีกต้นทุนหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ 2) “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” (Opportunity Cost) จากการมีลูก ซึ่งต้นทุนนี้เกิดขึ้นจากการที่แม่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเลี้ยงลูก ทำให้มีเวลาในการทำงานน้อยลง หรืออาจใช้ได้ในกรณีที่คุณแม่บางท่านต้องลาออกจากการทำงานประจำมาทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน จากการศึกษาของ Amalia Miller นักเศรษฐศาสตร์จาก University of Virginia ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำการศึกษาจากการเก็บข้อมูลของผู้หญิงในวัยทำงานของประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้หญิงที่เลื่อนเวลาที่จะมีลูกออกไปอีก 1 ปีจะทำให้รายได้ตลอดทั้งชีวิต (Lifetime Earnings) ของผู้หญิงคนนั้นเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 10 นั่นแสดงว่าถ้ามีลูกช้าลงอีก 10 ปีจะทำให้ผู้หญิงคนนั้นมีรายได้ตลอดทั้งชีวิตสูงขึ้นถึงร้อยละ 100 แต่ถ้ามีลูกเร็ว รายได้ของผู้เป็นแม่นั้นก็ลดลงอย่างมากด้วยเช่นกัน (ในกรณีนี้ไม่ได้วิเคราะห์การมีลูกคนที่ 2 หรือคนที่ 3 ต่อมา) โดยที่ต้นทุนค่าเสียอาจนี้จะสูงขึ้นสำหรับผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้น หรือสุภาพสตรีที่สามารถหารายได้ได้ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังมีต้นทุนอย่างที่ 3 ซึ่งเป็น 3) ต้นทุนที่ไม่ใช่การเงิน (Non-Monetary Cost) ต่างๆ เช่นการให้กำเนิดและเลี้ยงดูบุตรจะต้องใช้พลังกายและพลังใจอย่างสูงรวมไปถึงความอดทนต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนั้นเรียกได้ว่าเป็นต้นทุนจากการมีลูกแทบทั้งสิ้น เนื่องจากต้นทุนทั้งสามที่กล่าวไว้จึงเป็นสาเหตุทำให้ สุภาพสตรีหลายท่านเลื่อนเวลาที่จะมีลูก หรือตัดสินใจที่จะไม่มีลูกนั่นเอง
ส่วนคำถามที่สามที่ว่า การเป็นแม่สร้างผลดีให้กับเศรษฐกิจและเป็นผู้สร้างโลกได้อย่างไร นั้นเป็นคำถามที่นักเศรษฐศาสตร์ในสาขานี้พยายามศึกษา โดยถ้าย้อนกลับไปในนึกถึงเนื้อหาที่เรียนในวิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นซึ่งอธิบายว่า “ประสิทธิภาพแรงงานเป็นตัวกำหนดอัตราค่าจ้าง” โดยถ้าแรงงานมีประสิทธิภาพสูง (Labor Productivity) แรงงานนั้นย่อมต้องได้รับผลตอบแทนหรือรายได้ (Rewards/Salary) ในอัตราที่สูงเช่นกัน แต่เมื่อมานั่งคิดดูแล้ว บุคคลที่เป็นผู้สร้างประสิทธิภาพของแรงงานในแท้ที่จริงแล้วก็คือ “แม่ผู้ให้กำเนิดแรงงานคนนั้น” นั่นเอง ดังนั้นถ้าจะใช้ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นมาอธิบายก็จะได้ข้อสรุปว่า “ผู้เป็นแม่น่าจะเป็นบุคคลที่ได้รับผลตอบแทนสูงที่สุด” แต่ทว่าเมื่อกลับมามองในความเป็นจริง “ทำไมผู้เป็นแม่ถึงไม่ได้รับอัตราผลตอบแทนในรูปตัวเงินอะไรกลับมาบ้างเลย” จากการให้กำเนิดคน เลี้ยงดู ให้ความรัก จนทำให้คนผู้นั้นเป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพอันเป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อประเทศชาติ
แต่ทว่า ผลทีได้กลับเป็นในทางที่ตรงกันข้ามก็คือ “ยิ่งมีลูกก็ยิ่งจน” โดยจากการสำรวจขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) พบว่ากว่าร้อยละ 70 ของคนยากจนทั่วโลกมักจะเป็นประชากรหญิง ในขณะที่กลุ่มยากจนนั้นโดยส่วนใหญ่มักจะเป็นครอบครัวที่มีแม่เป็นหัวหน้าครองครัวคนเดียว (Single-Mom Family) ซึ่งแม่นั้นมีฐานะเป็นผู้ต้องหารายได้แต่เพียงผู้เดียวในครอบครัว (One-Income Family) ซึ่งยิ่งมีลูกมากก็ยิ่งเป็นภาระให้กับครอบครัว สาเหตุหลักเนื่องมาจากประสิทธิภาพของแรงงานนั้นจะสามารถวัดได้จากการที่บุคคลนั้นเป็นผู้สร้างผลตอบแทนให้กับองค์กรได้มากหรือน้อยอย่างไร (Productive Labor) ในขณะที่ “แม่” ไม่ได้เป็นผู้สร้างประสิทธิภาพโดยตรง (Unproductive Labor) ทำให้ไม่สามารถคำนวณหาผลตอบแทนที่ควรจะให้กับผู้เป็นแม่ได้ ปัญหาที่ไม่สามารถหาประสิทธิภาพแรงงานนี้ไม่ได้เกิดกับผู้เป็นแม่อย่างเดียว แต่ยังเกิดกับครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณต่างๆที่ได้สร้างบุคคลนั้นให้ให้เป็นคนมีคุณภาพ เมื่อมองตามหลักการของความถูกต้องแล้ว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมแก่ผู้เป็นแม่เท่าไร
แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่แม่จะต้องการจากลูกคงไม่ใช่ผลตอบแทนในรูปตัวเงิน (เพราะได้เท่าไรก็ไม่คุ้มกับต้นทุนทั้ง 3 ที่แม่ต้องเสียไปจากที่อธิบายไว้ข้างต้น) แต่สิ่งที่แม่ต้องการน่าจะเป็น “การกอด การหอมแก้ม การบอกรัก และการแสดงความรักในรูปแบบต่างๆ” (ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเขินที่จะทำ จากที่เกริ่นไว้ในตอนต้น) การเป็นลูกที่ดี ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และเป็นคนที่มีคุณธรรม หน้าที่ของการให้ผลตอบแทนแก่ “ผู้สร้างโลก” นี้ควรเป็นของหน่วยงานภาครัฐในการหามาตรการเพื่อหาผลตอบแทนทางด้านการเงินแก่แม่ในรูปแบบของ “การประกันรายได้” (Guaranteed Income) ที่แม่ควรจะได้รับเพื่อยังชีพ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของเงินสนับสนุนหรือการลดหย่อนภาษีต่างๆจากการมีบุตร นอกเหนือจาก “ดอกมะลิ” หนึ่งช่อที่แม่จะได้รับเฉพาะแค่ในวันแม่แห่งชาติเท่านั้น
