17 ตุลาคม 2549

“งานวิวาห์” กับ “การแต่งงาน”



ตัวผมเองเพิ่งจะเปลี่ยนสถานะจาก “โสด” เป็น “สมรส” แล้วเมื่อไม่กี่วันมานี้ ดังนั้นทำให้ ในช่วงที่ผ่านมา ผมจะต้องเข้าไปข้องแวะกับธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานวิวาห์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจตัดชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาว ธุรกิจทำของชำร่วย ธุรกิจพิมพ์การ์ด ธุรกิจรับจัดของหมั้น wedding studio และโรงแรม เป็นต้น สิ่งที่ผมประสบกับตัวเองก็คือ การจัดงานแต่งงานนั้นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก เรียกได้ว่าใช้เวลาเก็บหอมรอมริบมาตั้งนาน แต่ทีตอนจะจ่ายนั้น จ่ายง่ายเสียยิ่งกว่าอะไร โดยคู่บ่าวสาวแต่ละคู่ต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท หรืออาจจะสูงถึงกว่า 1 ล้านบาทก็เป็นได้ ดังนั้น หลายคนจึงกล่าวว่า การจัดงานวิวาห์ ก็เหมือนกับการ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ”

ธุรกิจรับจัดงานวิวาห์ได้กลายมาเป็นทางเลือกที่สำคัญของคู่บ่าวสาวในปัจจุบันเพราะช่วยลดขึ้นตอนในการจัดการ เพียงแต่แค่จ่ายเงินเท่านั้น ทุกสิ่งที่คู่บ่าวสาวต้องการ เป็นสิ่งที่สามารถบันดาลให้เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่า ปีหนึ่งจะมีนิทรรศการงานวิวาห์ (Wedding Fair) อยู่หลายต่อหลายครั้ง
แต่คำถามแรกก็คือ ทำไมธุรกิจวิวาห์ถึงประสบความสำเร็จ และมีคนที่ยินดีที่จะเสียค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่งงานมากถึงขนาดนั้น แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่สามารถอธิบายตลาดประเภทนี้ได้อย่างแรกก็คือ “ธุรกิจวิวาห์เป็นธุรกิจที่อุปสงค์สร้างอุปทาน” (Demand creates Supply) นั้นก็คือเมื่อมีคนต้องการแต่งงานมาก ก็ทำให้เกิดผู้ประกอบธุรกิจจัดงานวิวาห์มากขึ้นตามมาด้วย แต่ทว่า ถ้ามีผู้ประกอบธุรกิจจัดงานวิวาห์ลดลง ก็ไม่ได้ทำให้คนอยากแต่งงานลดลงแต่อย่างใด เนื่องจากการแต่งงานเป็นประกฎการณ์ครั้งสำคัญครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ (แม้จะไม่กับทุกคนก็ตาม) ดังนั้นเมื่อพิจารณาในแง่มุมของประสิทธิภาพของจากตลาดแล้ว ธุรกิจวิวาห์เป็นธุรกิจที่กระทำตามต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง
คำถามที่สองก็คือ ทำไมธุรกิจวิวาห์ถึงได้ Charge ลูกค้าในราคาที่สูงถึงขนาดนั้น ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้เป็นอย่างดีก็คือ ลูกค้าที่มาใช้ธุรกิจวิวาห์เป็นลูกค้าที่มี “ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราค่าต่ำ ถึงต่ำมาก” (Inelastic Price Elasticity of Demand) คนกลุ่มนี้เห็นว่า การจัดงานวิวาห์เป็นการจัดงานที่ทำ “เพียงครั้งหนึ่งในชีวิต” (Once in a Lifetime) ดังนั้นผู้บริโภคที่ซื้อแพ็คเกจงานวิวาห์จึงคิดว่า “ไหนๆต้องแต่งงานครั้งเดียวอยู่แล้ว สู้จัดให้เต็มที่เลยดีกว่า” ดังนั้นผู้บริโภคจะ “ไม่มีการซื้อซ้ำ” กับสินค้าประเภทนี้ โดยไม่ว่าผู้ผลิตจะให้บริการที่แย่อย่างไร หรือ charge ราคาที่สูงเพียงใด ผู้บริโภคก็ยังยินดีที่จะจ่าย หรือถ้าใช้ภาษาการเล่นเกม เราเรียกว่าเป็น One-shot Game ที่ผู้บริโภคไม่มีโอกาสที่จะเรียนรู้ และผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องสร้างความเชื่อถือ หรือบริการหลังการขายแก่ผ้บริโภคโดยตรง

อีกสาเหตุหนึ่งของการที่ทำไมความยืดหยุ่นต่อราคาต่ำ (โดยเฉพาะในสังคมไทย) ก็คือ การจัดงานวิวาห์ที่ดีและสวยงามเป็น “การแสดงออกถึงหน้าตาของคู่บ่าวสาว (โดยเฉพาะครอบครัวเจ้าบ่าว) ซึ่งกระแสทางสังคมดังกล่าว ส่งผลทำให้คู่บ่าวสาวยินดีที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายที่สูงในการจัดงานวิวาห์ เพื่อให้งานออกมาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

หากพิจารณาจากทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์และประชากรศาสตร์ การแต่งงานเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญหนึ่งในชีวิต (A Life Moment) เช่นเดียวกับ การเกิดหรือการตาย ซึ่งการแต่งงานจะส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตของผู้บ่าวสาวต่อไปในช่วงชีวิตของทั้งคู่ (Life Course) และการแต่งงานจะมี Cost และ Benefit หลายอย่างตามมา โดย Cost และ Benefit ที่เกิดจาก “งานวิวาห์” เป็นส่วนเพียงหนึ่งของ “การแต่งงาน” เท่านั้น เพราะฉะนั้นคู่บ่าวสาวจึงควรไม่ลืมที่จะนึกถึง “การแต่งงาน” มากกว่าที่จะไปเสียเวลาปวดหัวกับการจัดงานวิวาห์ที่สมบูรณ์และแสนแพง เพราะอย่างไรก็ตาม “งานวิวาห์” เป็นเพียง “Once in a Lifetime” แต่การแต่งงาน เป็น “Decision of a Lifetime”