ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดและเรื้อรังที่สุดที่ยากต่อการแก้ไข ที่ผ่านมา ยังไม่มีงานศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่ใช้อธิบายถึงพฤติกรรมของความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรง แต่การศึกษาโดยส่วนมากจะเป็นการวิเคราะห์ถึงผลกระทบของความไม่สงบต่อเศรษฐศาสตร์มหภาคของประเทศและของชุมชน เช่นการทำเกิดความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง หรือการทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง เป็นต้น
มีงานศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ที่ผ่านมา ได้อธิบายถึงเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้กับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะความไม่สงบที่เกิดขึ้นจากกลุ่มผู้มีความเชื่อทางศาสนาอย่าเข้มข้น โดยทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมได้อธิบายว่า ว่า “กลุ่มผู้มีความเชื่อทางศาสนาอย่างเข้มข้นนั้น มีแนวโน้มที่ยึดมั่นคำสอนทางศาสนา และยินดีที่จะเสียสละความสุขส่วนตน มากกว่าที่จะเน้นการบริโภคเพื่อตอบสนองแต่ความพึงพอใจของตน” ซึ่งการศึกษาดังกล่าว เป็นการศึกษาที่เปลี่ยนแนวคิดจากการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (Mainstream Economics) โดยทั่วไปที่ว่า มนุษย์จะตัดสินใจเลือกในแนวทางที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด (Utility Maximization)
ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า ในการแก้ไขปัญหาในลักษณะนี้ (เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย) นั้น รัฐบาลคงไม่สามารถใช้แนวทางการแก้ไขแบบเดิมๆ เช่น การจับโจรผู้ร้าย หรือการออกมาตรการการป้องกัน เหมือนกับการเกิดปัญหาอาชญากรรมโดยทั่วไปได้ เนื่องจาก คนกลุ่มที่มีความเชื่อทางศาสนาอย่างเข้มข้นนั้น เป็นกลุ่มบุคคลที่มีลักษณะของการเป็นตัวแทนทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Agent) ที่แตกต่างจากบุคคลอื่นๆโดยทั่วไป และมีทัศนคติต่อความเชื่อที่ต่างจากคนอื่นๆโดยทั่วไปเช่นกัน
ประเด็นที่น่าสนใจของคนกลุ่มนี้ก็คือ สินค้าที่บริโภคภายในกลุ่มจะมีลักษณะเหมือนกับเป็น “สินค้าสาธารณะ” (Pubic Goods) โดยคนในกลุ่มศาสนาเหล่านี้จะต้องจ่ายเงิน (Contribute) ให้กับคนในกลุ่มอง และห้ามคนในกลุ่มไปทำงาน (หรือสนิทชิดเชื้อ) กับคนนอกกลุ่ม หรือห้ามใช้ชีวิตโดยสุขกายสายใจโดยไม่คำนึงถึงกลุ่มของตนเอง โดยคนกลุ่มนี้จะได้รับสินค้าสาธารณะที่ว่ากลับมาในรูปของ “ความมั่นคง” และ “ความเป็นกลุ่มก้อน” จากการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมยังพบอีกว่า ยิ่งกลุ่มศาสนามีความเข้มข้นมากเท่าใด คนกลุ่มนั้นก็จะได้รับสินค้าสาธารณะนี้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น โดยคนกลุ่มนี้จะเห็นว่าสวัสดิการสาธารณะที่ภาครัฐเป็นผู้ให้ (เช่นการศึกษา การประกันความปลอดภัย การรักษาพยาบาล) นั้นเป็นสินค้าที่เกิดขึ้นภายนอกกลุ่ม และเกิดการไม่ยอมรับขึ้น นอกจากนี้ สิ่งที่มักเกิดขึ้นก็คือ หน่วยงานของภาครัฐเองไม่สามารถให้บริการสินค้าสาธารณะที่มีประสิทธิภาพพอ ซึ่งทำให้ผู้รับบริการไม่ได้รับริการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ซึ่งในกรณีนี้ สามารถอธิบายถึงสาเหตุของการเกิดและการมีอยู่ของกลุ่มหัวรุนแรงอย่างกลุ่ม Taliban ในอัฟกานิสฐาน และกลุ่ม Hamas ในอิสราเอลได้
ปัญหาที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยนั้น เกิดขึ้นจากสาเหตุที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น โดยเฉพาะความล้มเหลวของการให้บริการสินค้าสาธารณะของภาครัฐเอง เช่น การแบ่งแยกเชื้อชาติและศาสนาในการเข้าเรียนในโรงเรียน หรือแม้กระทั่งการให้สิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันในการทำงานของคนต่างเชื้อชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้เปรียบเสมือนกับเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา นอกจากนี้ ถ้ามองในด้านของการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐบาลที่ผ่านมาแล้วจะเห็นว่า ภาคใต้มักจะเป็นภาคที่จะได้รับงบประมาณน้อยกว่าภาคอื่นๆ
การศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมได้เสนอแนวทางว่า ในการลดความรุนแรงในลักษณะนี้มีเพียงทางเดียวก็คือ รัฐบาล ในฐานะของการเป็นผู้ให้บริการสินค้าสาธารณะตัวจริง (เช่นการศึกษา การรักษาพยาบาล และการให้ความปลอดภัย) จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการให้ครอบคลุมแก่คนพื้นที่ให้มากที่สุด ดังนั้น แนวทางที่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คือ ภาครัฐจะต้องให้บริการสินค้าสาธารณะ เช่น การสร้างโรงเรียน การสร้างสถานพยาบาล การเพิ่มบุคลากร การสร้างบ้านพักคนชรา โดยจะต้องเน้นเพิ่มงบประมาณดังกล่าวเข้าสู่จังหวัดในสามชายแดนภาคใต้ (และจังหวัดใกล้เคียง) ให้มากยิ่งขึ้น และเน้นให้ “ครอบคลุม” กับทุกคนในจังหวัดอย่าง “ไม่มีการเลือกปฏิบัติ”
ที่ผ่านมา เราไปเน้นใช้มาตรการทางด้านความรุนแรง (เช่น การใช้กำลังทหาร หรือการใช้เวลาไปกับการจับกุมผู้ต้องสงสัย) มากเกินไป ซึ่งแนวทางในลักษณะของการบังคับนี้ไม่เคยได้ผลกับคนทุกกลุ่มที่จะทำให้เกิดการสมานสามัคคีได้ แต่ในทางกลับการ “การที่รัฐเป็นผู้ให้อย่างจริงใจ” ต่างหากที่จะแก้ปัญหาความรุนแรงนี้ได้ ถึงแม้จะต้องใช้ระยะเวลานานสักหน่อยก็ตาม
